xs
xsm
sm
md
lg

ตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรงผู้พิพากษาไม่เรียกเก็บค่าขายที่ดิน 70 ล้าน

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


“ปธ.ศาลฎีกา” ตั้ง “ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 – ผู้พิพากษา หน.ฎีกา – ปธ.แผนกคดีเยาวชนศาลอุทธรณ์” กรรมการสอบ “ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน ผู้พิพากษาอาวุโสศาลแพ่งธนบุรี” หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลผิดวินัยร้ายแรง ไม่เรียกเก็บเงิน 70 ล้าน ค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดที่ดินศาลธัญบุรี ปี 37 “โฆษกศาลยุติธรรม” ระบุ กก.มีเวลาสอบ 30 วัน หากไม่เสร็จขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ไม่เกิน 30 วัน

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงและความผิดอาญา นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลแพ่งธนบุรีฐานปฏิบัติหน้าที่ทุจริตเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวน 70 ล้านบาท จากบริษัท โมเดิร์น โฮม ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในการขายทอดตลาดที่ดิน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ของศาลจังหวัดธัญบุรี ปรากฏว่า มีการโอนเงินจำนวน 432,825 บาท เข้าบัญชีธนาคารทหารไทย ของนายประมาณ จากการขายหุ้น บมจ.โมเดิร์นฯ จำนวน 1 หมื่นหุ้นนั้น

วันนี้ (10 ส.ค.) นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะโฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้า ว่า นายปัญญา ถนอมรอด ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีดังกล่าวแล้ว โดยมีนายวีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ นายชวลิต ตุลยสิงห์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายกีรติ กาญจนรินทร์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งมีกำหนดเวลาสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน หากครบกำหนดแล้วการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น คณะกรรมการสามารถยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอขยายเวลาการสอบสวนได้ 2 ครั้งๆ ละ 15 วันตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ว่าด้วยการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ออกตาม พ.ร.บ.ข้าราชการตุลาการฝ่ายศาลยุติธรรม พ.ศ.2543

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการชี้มูลความผิด นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน นั้น ที่ประชุม อนุกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งมี นายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า เมื่อปี 2537 ศาลจังหวัดธัญบุรีได้ขายทอดตลาดที่ดิน 2 แปลงที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แก่บมจ.โมเดิร์น โฮม ในราคา 897 ล้านบาท โดยบริษัทวางเงินค่าซื้อที่ดิน 70 ล้านบาท ต่อมาบริษัทไม่สามารถชำระเงินค้างได้ภายในกำหนด โจทก์และจำเลยจึงร้องขอถอนการยึด ซึ่งศาลจังหวัดธัญบุรีได้คิดค่าธรรมเนียมถอนการยึดร้อยละ 3.5 ของราคาประเมิน พร้อมส่งเงิน 70 ล้านบาท คืนกรมบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 318 และ 319 ระบุว่า กรมบังคับคดีจะต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 5 ของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด แต่เมื่อเรื่องนี้เสนอไปยัง นายมานิตย์ สุธาพร รองอธิบดีกรมบังคับคดี (ขณะนั้น) กลับเสนอให้เรียกประชุมเพื่อหารือการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 5 ดังกล่าว โดยนายประมาณ อธิบดีกรมบังคับคดีขณะนั้นเป็นประธานที่ประชุม ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 5 ดังกล่าวและนายประมาณมีคำสั่งเห็นชอบด้วยจากนั้นจึงมีคำสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาท โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 5

นอกจากนี้ การไต่สวนยังพบว่า ก่อนที่จะสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาทนั้น นายมานิตย์ รองอธิบดีกรมบังคับคดี ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากประธานกรรมการ บมจ.โมเดิร์น โฮม เป็นหุ้นจำนวน 10,000 หุ้น และได้ขายหุ้นดังกล่าวไปได้เงิน 865,650 บาท ต่อมาได้จ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำนวน 432,825 บาท ให้แก่ นายประมาณ ส่วนเงิน 70 ล้านบาท ที่สั่งคืนนั้นมีการโอนเข้าบัญชี บมจ.โมเดิร์น โฮม และเข้าบัญชีประธานกรรมการบริษัทผู้มอบหุ้นให้นายมานิตย์ รองอธิบดีกรมบังคับคดี ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่าการกระทำของนายประมาณ ผู้ถูกกล่าวหา มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงให้ส่งเรื่องให้ประธานคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ของศาลยุติธรรมดำเนินการทางวินัย และส่งเรื่องให้อัยการเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจาก นายประมาณ ที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดไปแล้ว ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิด นายมานิต สุธาพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รองอธิบดีกรมบังคับขณะนั้นแล้วเช่นกันเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2549 ว่า มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ฐานทุจริตต่อหน้าที่ จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกระทำผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกหมายอาญามาตรา 157 โดยขณะนี้ ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษ พิจารณาเพื่อสั่งคดีแล้ว ซึ่งระหว่างนี้ นายพชร ยุติธรรมดำรง อัยกาสูงสุดกำลังพิจารณาเพื่อมีความเห็นในสำนวนคดีของนายมานิตย์ต่อไป และสำหรับนายมานิตย์ที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2549 ให้ไล่ออกจากราชการตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรมแล้ว