xs
xsm
sm
md
lg

ประหารแขกปากีฯเหี้ยม! แชตลวงฆ่าหั่นศพครูสาว - สุดท้ายคุกชั่วชีพ

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

ประหารหนุ่มปากีฯ ฆ่าหั่นศพ ครูสาวสอนภาษาอังกฤษ แชตทางเน็ตหลอกเป็นหนุ่มหล่อลูกครึ่งสเปน นัดมาเจอกันที่ กทม.เกิดมีปากเสียงเรื่องไม่จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน พาเที่ยวพัทยา แค้นถูกด่าพ่อแม่ ศาสนา ใช้หมอนปิดหน้า เชือกรัดคอ ก่อนใช้มีดหั่นร่างยัดกระเป๋าเดินทางไปทิ้ง รับสารภาพเหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้จ่ายค่าชดเชยแก่พ่อแม่คนตายอีก 2 ล้านเศษ

วันนี้ (30 มี.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมูฮัมหมัด อารีพ อายุ 35 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานต่างประเทศภาคพื้นเอเชียของบริษัท เวิลด์ เฟมัสโอซี จำกัด ชาวปากีสถาน เป็นจำเลยในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอย่างทารุณโหดร้าย และซ่อนเร้นทำลายศพ ชิงทรัพย์ ผู้อื่น นอกจากนี้ นายเปรมมินทร์ ทองนาคแท้บิดา ผู้ตายได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 5.3 ล้านบาทด้วย

คดีนี้อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดจำเลย สรุปว่า เมื่อเดือน เม.ย.- พ.ค.2549 จำเลยได้แชตผ่านทางอินเทอร์เน็ตโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น โดยใช้ชื่อว่าเคน เป็นหนุ่มลูกครึ่งสัญชาติสเปนติดต่อ น.ส.ดิสนีย์ หรือ ปิยานันท์ หรือ โอ๋ ทองนาคแท้ อายุ 28 ปี ผู้ตาย ชาว จ.อุบลราชธานี ครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านโพธิ์กลาง อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี พร้อมกับนำรูปผู้ชายหน้าตาดี มาใส่แทนรูปหน้าของตนเองในโปรแกรมดังกล่าว ทำให้ผู้ตายหลงเชื่อว่า จำเลยมีหน้าตาดี จนกระทั่งจำเลยได้ชักชวนผู้ตายให้เดินทางมาพบกันที่ รร.ราชาพาเลซ ซ.รามคำแหง 24 กทม.แล้วลงมือฆ่าผู้ตาย ใช้มีดเชือดศพใส่กระเป๋าเดินทางนำไปทิ้งคลองน้ำแก้ว และนำทรัพย์สินผู้ตายหลายรายการมูลค่า 30,000 บาท ก่อนหลบหนีไป

ต่อมาวันที่ 8 พ.ค.2549 เวลาประมาณ 20.00 น.นายศักดิ์ชัย ศรีประเสริฐ ได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก ว่า พบกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่จำนวน 1 ใบ ถูกทิ้งอยู่ในพงหญ้ากลางซอยรามคำแหง 24 ตัดใหม่ โดยมีชายชาวต่างประเทศรูปร่างสูงใหญ่นำมาทิ้งไว้ พ.ต.ท.สมภพ บุญผลงาม พนักงานสอบสวนได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนศพมนุษย์เพศหญิงท่อนลำตัว ไม่มีแขน และศีรษะ จากนั้นจึงสอบถามประชาชนบริเวณที่เกิดเหตุและประชาสัมพันธ์ผ่านรายการวิทยุ จส.100 กระทั่ง นายบุญยืน ศรีประสงค์ อาชีพขับรถแท็กซี่ได้มาพบพนักงานสอบสวน เล่าว่า ได้รับผู้โดยสาร มีลักษณะตรงกับที่พนักงานสอบสวนรับแจ้งไว้จากโรงแรมราชาพาเลซ ตำรวจจึงไปที่โรงแรม นายบุญยืน จึงชี้ให้จับตัวจำเลยได้

หลังจากที่จับกุมตัวจำเลยแล้ว จำเลยได้พาไปที่ห้องพักเลขที่ 1014 ของโรงแรม พบปืนพลาสติก 1 อัน มีด 3 เล่ม เชือก 1 เส้น ผ้าปูที่นอนเปื้อนเลือด กล้องถ่ายรูป และแหวนของผู้ตาย จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจำเลยจึงพาไปค้นที่ห้องพักเลขที่ 111/177 อาคารรัชดาพาวิลเลียน ย่านห้วยขวาง กทม.พบกางเกงขายาวเปื้อนเลือดของจำเลย เบื้องต้นจำเลยให้การปฏิเสธ แต่ภายหลังให้การรับสารภาพว่า ฆ่าผู้ตายจริง และได้นำชิ้นส่วนศพไปทิ้งที่คลองน้ำแก้ว โดยก่อนหน้านี้ ได้ติดต่อกับผู้ตายผ่านระบบสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต หรือแชต และโทรศัพท์ติดต่อ นัดหมายกันให้มาพบที่สนามบินดอนเมือง โดยจำเลยรับปากว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้

ต่อมาวันที่ 7 พ.ค.2549 ผู้ตายเดินทางมาถึงจึงพากันไปรับประทานอาหารและซื้อของแล้วกลับมาร่วมหลับนอน ผู้ตายได้ทวงถามค่าตั๋วเครื่องบินและให้พาไปเที่ยวพัทยา จำเลยปฏิเสธทำให้ผู้ตายโกรธ ต่อว่าอย่างรุนแรง และด่าทอบุพการี จำเลยโกรธจึงเข้าทำร้ายใช้หมอนกดหน้าแล้วใช้เชือกรัดคอ จนถึงแก่ความตาย แล้วซื้อกระเป๋าและมีดปลายแหลมจากห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลงมือเชือดศพใส่กระเป๋าเดินทางนำไปทิ้ง การกระทำของจำเลยเป็นเพราะบันดาลโทสะ ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ส่วนค่าเสียหายในทางแพ่งที่โจทก์เรียกมาจำนวน 5 ล้านบาท กับค่าปลงศพ 3 แสนบาท สูงเกินส่วน ขอให้ศาลมีคำสั่งลดลงตามส่วน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานโจทก์ที่เป็นประจักษ์พยานเห็นจำเลยนำกระเป๋าใส่ชิ้นส่วนศพทิ้ง และพนักงานสอบสวนต่างให้การสอดคล้องกันอย่างมีเหตุผลทั้งคดีนี้ มีหน่วยราชการหลายส่วนได้ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ร่วมตรวจสอบถูกต้องตรงกัน ประกอบกับ นายบุญยืน คนขับแท็กซี่จำใบหน้าได้แม่นยำ ทั้งมือซ้ายของจำเลยบวม จึงส่งยาหม่องให้ทา นอกจากนี้ พนักงานของห้างบิ๊กซี ยังจำได้ว่าจำเลยเป็นคนที่มาซื้อมีดและกระเป๋า จึงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ลงมือฆ่าผู้ตายจริง ประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเลยได้ทำการโดยทารุณกรรม หรือไม่เห็นว่าพยานโจทก์ที่เป็นแม่บ้านของโรงแรมดังกล่าวเบิกความว่าไม่ได้ยินเสียงทะเลาะกันเป็นเวลานานได้ยินแต่เพียงเสียงทีวี ดังนั้น ที่โจทก์อ้างว่าผู้ตายมีปากเสียงกับจำเลยเป็นเวลานานจำเลยจึงโกรธ จึงฟังไม่ได้ อีกทั้งเชื่อว่า จำเลยเพียงใช้หมอนกดใบหน้าผู้ตายจนดิ้นทุรนทุราย ก่อนใช้เชือกรัดคอซ้ำ และจากการตรวจบาดแผลตามรายงานของแพทย์ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีการกระทำอันเป็นการทารุณโหดร้าย หรือฆ่าโดยดุร้ายมากกว่ากรณีปกติทั่วไป

ส่วนประเด็นที่ฟ้องว่าจำเลยได้ชิงทรัพย์ผู้ตายก่อนลงมือฆ่านั้น เห็นว่า พยานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเจตนาลักทรัพย์ มูลค่า 30,000 บาท ของผู้ตายไปเท่านั้น ส่วนการที่ญาติผู้ตายได้เรียกค่าชดใช้จำนวน 5.3 ล้านบาท เห็นว่า สูงเกินไป คงให้ค่าปลงศพจำนวน 150,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2 ล้านบาท และให้ใช้ราคาทรัพย์สินของผู้ตายอีก 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษประหารชีวิต คำรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกตลอดชีวิต และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,180,000 พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่ญาติผู้ตายด้วย

ทำแผนนาทีหฤโหด! แขกเหี้ยมฆ่าหั่นศพครูสาว
เจอแล้ว! ศีรษะครูสาวเหยื่อฆ่าชำแหละศพ
แม่เหยื่อฆ่าชำแหละศพ ร้องไห้โฮ! หลังพบศพบุตรสาว
ฝากขังแขกปากีฯโหดฆ่าหั่นศพครูสาว-ค้านประกัน
เผยเหยื่อฆ่าหั่นศพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ - ยังไม่พบชิ้นส่วนเพิ่ม
รวบแขกปากีฯ มือฆ่าหั่นศพครูสาวเมืองดอกบัว
ฆ่าหั่นศพสาวแยกชิ้นใส่กระเป๋าทิ้งริม ถ.รามฯ
นายมูฮัมหมัด อารีพ ชาวปากีสถาน ฆาตกรโหด