xs
xsm
sm
md
lg

เมีย-พี่ เบิกความ “หมอเผ่า” บ้าจริง - ศาลนัดอีกครั้ง 12 มี.ค.

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

ศาลไต่สวนคดี “หมอประกิตเผ่า” ต่อช่วงบ่าย เมีย + พี่ชาย เบิกความระบุ หมอเผ่ามีอาการทางประสาทจริง ศาลนัดไต่สวนพยานปากสุดท้าย จันทร์นี้ (12 มี.ค.) พร้อมมีคำสั่งอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ หลังแพทย์สถาบันกัลยาณ์ แถลงขอเพื่อประโยชน์ต่อการรักษา

การไต่สวนคำร้องขอให้ปล่อยตัว นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้อำนวยการสถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์ ย่านงามวงศ์วาน ที่ถูกขังไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ตามคำกล่าวโทษร้องทุกข์ของ น.ส.เปมิกา วีรชัชรักษิต สาวเพื่อนสนิทขิอง นพ.ประกิตเผ่า ต่อจากช่วงเช้านั้น เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น.ศาลเรียก ร.ต.ท.ไอศูรย์ อินทร พนักงานสอบสวน สบ 1 สน.บางซื่อ พยานซึ่งได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.ฐิติเดช อินทรแป้น พนักงานสอบสวน สบ 3 ให้พา น.ส.เปมิกา ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองนนทบุรี เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2550 ซึ่ง ร.ต.ท.ไอศูรย์ แถลงว่า เมื่อเวลา 18.00 น.ของวันที่ 20 ก.พ.พา น.ส.เปมิกา กับเพื่อนชาย 1คน ไปแจ้งความ แต่พนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองนนทบุรี ไม่รับเรื่อง เมื่อโทร.แจ้ง พ.ต.ท.ฐิติเดช จึงสั่งการให้ไปหาข้อมูล ว่า นพ.ประกิตเผ่า ไปรักษาตัวที่ รพ.ศรีธัญญา จริงหรือไม่ เมื่อไปถึงพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่อง 2 นาย ทราบชื่อ ด.ต.ชำนาญ ใสจันถึก สังกัด กก.3 ป.และอีกนายหนึ่งสังกัด กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ 191 ซึ่งทั้งสองแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่แจ้งว่านายสั่งให้มาเฝ้า แต่ไม่ทราบว่า นายคนนั้นหมายถึงใคร ต่อมายังมี พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ภิญโญ สังกัด 191 มาสังเกตการณ์ด้วย จากนั้นเห็นมารดาพี่ชาย ของ นพ.ประกิตเผ่า และ นพ.ไพฑูรย์ แพทย์เจ้าของไข้เดินทางมา ซึ่งเหตุที่พยานรู้ว่าเป็น นพ.ไพฑูรย์ เพราะได้แสดงใบรับรองแพทย์การวินิจฉัยอาการของ นพ.ประกิตเผ่า ซึ่งในใบรับรองแพทย์ระบุเพียงว่า ป่วยเป็นจิตเวช แต่ไม่ระบุรายละเอียดของอาการ ซึ่งพยานเห็นว่าเป็นข้อพิรุธ

อย่างไรก็ดี เมื่อศาลกำลังจะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ฐิติเดช เบิกความไปก่อนแล้วในช่วงเช้า ปรากฏว่า ร.ต.ท.ไอศูรย์ ได้แถลงต่อศาลว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ฐิติเดช ตอบข้อซักถามของศาล ซึ่งศาลมีคำสั่งให้พยานที่เกี่ยวข้องออกไปนอกห้องพิจารณานั้น พยานได้นั่งอยู่ในห้องพิจารณาด้วย ทั้งนี้ เมื่อศาลทราบเรื่องแล้วจึงยุติการซักถามพยานปาก ร.ต.ท.ไอศูรย์ จากนั้นศาลเรียก นายอนุวัฒน์ จันประเทศ หรือ โจ้ ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ซึ่งเป็นผู้ให้ นพ.ประกิตเผ่า ยืมโทรศัพท์ มือถือ ตอบคำถามศาล ว่า ได้รับคำสั่งจากพยาบาลให้ดูแล นพ.ประกิตเผ่า ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.เวลา 16.00 – 08.00 น.ของวันที่ 20 ก.พ.ที่ถูกควบคุมไว้ห้องเดี่ยว ชั้น 1 ของอาคารประสาทวิทยา ซึ่ง นพ.ประกิตเผ่า มีอาการหวาดระแวง กลัวว่า คนจะทำร้าย ระหว่างดูแลนั้นพยานจะต้องปลุกให้ นพ.ประกิตเผ่า ลุกขึ้นมากินยาเม็ดสีขาว จำนวน 3 เม็ด เมื่อเวลา 20.00 น.จากนั้นเวลา 24.00 น.นพ.ประกิตเผ่า ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำโดยพยานต้องเข้าประคอง เนื่องจากมีอาการสะลืมสะลือ และระหว่างเฝ้าดูแล พบว่า นพ.ประกิตเผ่า เพ้อเรียกชื่อ เปมิกา และ แอน (นางอลิสา ภรรยา) และในเช้าวันรุ่งขึ้นที่ 20 ก.พ. เวลาประมาณ 07.45 น.นพ.ประกิตเผ่า ตื่นขึ้นมาแล้วถามด้วยน้ำเสียงเบาว่า ที่นี่ที่ไหน เมื่อบอกว่า อยู่ที่ตึกประสาทวิทยา รพ.ศรีธัญญา นพ.ประกิตเผ่า จึงขอยืมโทรศัพท์ 2 นาที โทร.หาญาติ โดยลักษณะการพูดของ นพ.ประกิตเผ่า ดังกล่าว เหมือนคนปกติ แต่ระหว่างโทร.คุยพยานไม่ได้อยู่ฟังด้วย หลังจากนั้น 08.00 น.มีผู้ชายโทร.เข้ามาในมือถือ แล้วเห็นว่า เป็นเบอร์เดียวกับที่ นพ.ประกิตเผ่า โทร.หา จึงยื่นโทรศัพท์ให้ นพ.ประกิตเผ่า คุย แล้วเมื่อพยานออกเวร เวลา 12.00 น.มีผู้ชายอ้างว่า เป็นญาติโทร.มาสอบถามรายละเอียดอาการ พยานรำคาญจึงบอกกลับไปว่า ไม่อยากยุ่งแล้วพร้อมกับปิดมือถือ ซึ่งการสอบถามอาการดังกล่าวเหมือนกับไม่ใช่ญาติ เพราะถามถึงรายละเอียดของ นพ.ประกิตเผ่า โดยพยานกลับมาเปิดมือถืออีกครั้งเวลา 19.00 น.ก็ปรากฏว่า มีผู้หญิงโทร.มาถามอาการอีก และพยานตอบว่า นพ.ประกิตเผ่า กำลังถูกให้น้ำเกลือ และกินข้าวได้

นายอนุวัฒน์ หรือ โจ้ ตอบศาลด้วยว่า ตั้งแต่ นพ.ประกิตเผ่า เข้ารักษาตัวเมื่อวันที่ 19 ก.พ.จนถึงวันที่ 26 ก.พ.ที่ศาลลงเดินเผชิญสืบที่ รพ.ศรีธัญญา พยานเข้าดูแล นพ.ประกิตเผ่า ทั้งสิ้น 10 วัน ซึ่งเห็นว่า มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะได้ให้น้ำเกลือทุกวัน โดยหลังจากเข้ารักษาอาการแล้ว 3 วัน ประมาณวันที่ 23 ก.พ.นพ.ประกิตเผ่า ถามหาเครื่องรางของขลัง และอาวุธปืน ทั้งนี้ ก่อนที่ศาลจะเผชิญสืบ นพ.ประกิตเผ่า ถูกย้ายจากตึกประสาทวิทยา มาที่ตึกประกายสุข เมื่อเวลา 22.00 น.ของวันที่ 25 ก.พ.ส่วนที่มีตำรวจเข้ามาเฝ้าข้างตึกนั้น พยานคิดเองว่า นพ.ประกิตเผ่า อาจเป็นคนร้าย ตำรวจจึงมาเฝ้า

เมื่อ นายอนุวัฒน์ หรือ โจ้ ตอบคำถามแล้ว ต่อมา นางอลิสา ภรรยา นพ.ประกิตเผ่า เข้าไต่สวนระบุว่า รู้จักกับ นพ.ประกิตเผ่า มาตั้งแต่ ม.4 ที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา แล้วแต่งงานกันในปี 2537 ด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และครอบครัว รู้จักกันเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 2 คน ส่วนเรื่องปัญหาหย่าร้างพยาน ไม่ได้เป็นคนเริ่มที่จะต้องการหย่า โดยมาทราบเรื่องที่ นพ.ประกิตเผ่า จะขอหย่า เมื่อวันที่ 23 ก.พ.หลังจากที่เดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐฯ ซึ่งพยานเดินทางไปต่างประเทศนานประมาณ 10 วัน เนื่องจากมีความทุกข์ และเครียดจากพฤติกรรมที่ นพ.ประกิตเผ่า เปลี่ยนแปลงไปภายในเวลา 2-3 เดือน นับตั้งแต่ ธ.ค.2549 ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ นพ.ประกิตเผ่า เป็นคนรักครอบครัว มีความรับผิดชอบ และมีวินัยมาก เวลาทำอะไรมักจะบอกกล่าวครอบครัวก่อน ซึ่ง นพ.ประกิตเผ่า เปลี่ยนเป็นคนที่เครียดง่าย และมักจะเกี้ยวกราด ไม่มีเหตุผล โดยเมื่อยังปกติ นพ.ประกิตเผ่า บอกว่า เคยไปที่เชียงใหม่ กับ น.ส.ศิวพร และเพื่อนชายคนหนึ่ง เพื่อทดสอบความสามารถการนั่งสมาธิขั้นสูงของ น.ส.ศิวพร ซึ่งภายหลังพยานรู้จักจากบุคคลอื่นด้วยว่า นพ.ประกิตเผ่า รู้สึกกลัวพยานว่า เป็นคนอันตรายไม่กล้าเข้าใกล้ และเมื่อเดือน ม.ค.มีผู้หญิงโทร.มาหาพยาน บอกว่า เป็นเพื่อนของ น.ส.ศิวพร เหลืองเรณูกุล หรือ อุ๋ย ชื่อเดิมของ น.ส.เปมิกา พูดทำนอง เยาะเย้ยว่า ได้ตัว นพ.ประกิตเผ่า แล้ว ซึ่งพยานรู้จักกับ น.ส.เปมิกา ในใบหน้าเดิมที่มีชื่อเดิมว่า น.ส.ศิวพร โดย อุ๋ย ศิวพร เข้าเรียนที่โรงเรียนกวดวิชา และได้รู้จักกับ นพ.ประกิตเผ่า เนื่องจากระหว่างเรียนมักจะมีอาการเป็นลมบ่อย นพ.ประกิตเผ่า จึงช่วยดูแล

ทั้งนี้ นางอลิสา ยังตอบศาลด้วยว่า หลังจากกลับจากสหรัฐฯ แล้วเมื่อวันที่ 23 ก.พ.มารดาและพี่ชาย นพ.ประกิตเผ่า จึงแจ้งให้เรื่อง นพ.ประกิตเผ่า ขอหย่า และทราบด้วยว่า นพ.ประกิตเผ่ามีอาการป่วยทางจิต ซึ่ง นพ.ประกิตพันธ์ พี่ชาย บอกว่า ที่ป่วยเพราะได้รับสารเอฟรีดีน แต่พยานไม่ได้สอบถามว่าได้รับสารได้อย่างไร เมื่อศาลถามถึงธุรกิจครอบครัว นางอลิสา ตอบยืนยันว่า เรื่องการเงินครอบครัวจะมี รศ.เพลินจิต มารดา เป็นผู้จัดสรรให้โดยเท่าเทียมกันทุกคน โดยบิดาและมารดาของ นพ.ประกิตเผ่า มีความยุติธรรม ซึ่งจำนวนพี่น้อง นพ.ประกิตเผ่า เป็นผู้ได้รับส่วนมากที่สุด และเมื่อเดือน พ.ย.2549 มารดา ยินยอมที่จะโอนกิจการให้ นพ.ประกิตเผ่า บริหาร

พยานยืนยันด้วยว่า พี่น้องคนอื่นประกอบวิชาชีพด้วย ไม่ได้รับรายได้จากการบริหารสถาบันกวดวิชาเพียงอย่างเดียว ซึ่งพี่น้องไม่มีปัญหากับส่วนแบ่งรายได้ที่ นพ.ประกิตเผ่า ได้มากกว่าคนอื่น และเมื่อศาลสอบถามเกี่ยวกับความเชื่อไสยศาสตร์ นางอลิสา ตอบว่า มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วเมื่อศาลถามถึงอาวุธปืน นางอลิสา ตอบว่า พยานสามารถยิงปืนได้ เพราะเคยติดตามสามีไปยิงปืน และสามีเคยให้อาวุธไว้ แต่พยานไม่เคยติดตัวไว้ รวม ทั้งพยานไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาร้ายแรงขนาดที่จะต้องใช้อาวุธเป็นเครื่องมือตัดสิน

ต่อมา นพ.ประกิตพันธ์ พี่ชาย นพ.ประกิตเผ่า เข้าเบิกความสรุปว่า นพ.ประกิตเผ่า เข้ามาบริหารงานสถาบันกวดวิชา เมื่อปี 2537 ซึ่งรายได้หลักของครอบครัวมาจากสถาบันกวดวิชา ครอบครัวไม่เคยมีปัญหาเรื่องรายได้ โดยตนมีอาชีพรับราชการเป็นอาจารย์นักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้รับปันผลประโยชน์จากสถาบันกวดวิชา แต่เมื่อมีครอบครัวหรือความจำเป็น มารดาก็จะจัดสรรให้เพราะเป็นสิทธิที่จะต้องได้รับ โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ย.2549 มารดาต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อดูแลน้องสาว จึงมอบอำนาจการสั่งจ่ายเงินให้ นพ.ประกิตเผ่า มีอำนาจอนุมัติเพียงคนเดียวเพื่อความสะดวก โดยไม่ได้ให้อำนาจบริหารแก่ นพ.ประกิตเผ่า แต่อย่างใด ซึ่งช่วงดังกล่าวสังเกตเห็นน้องชายมีอาการเงียบขรึมผิดปกติ และมาชัดเจนขึ้นในวันเกิดน้องสาวคนสุดท้อง ซึ่งน้องชายปกติเป็นคนแจ่มใสร่าเริง มางานด้วยอาการสลึมสลือ และก็วิ่งออกไปโดยบอกว่าจะไปนั่งสมาธิ ส่วนตัวไม่เชื่อว่าน้องชายคิดมาก เรื่องผลประโยชน์ในสถาบันกวดวิชา เพราะน้องชายได้รับส่วนแบ่งมากอยู่แล้ว เชื่อว่ามาจากสาเหตุมะโนมะยิทธิ

นพ.ประกิตพันธ์ เบิกความต่อว่า เดือนมกราคม หมอประกิตเผ่า เริ่มมีพฤติกรรมไม่เหมือนเดิมกับภรรยา หายไปทุกสัปดาห์ เมื่อกลับมาก็มักจะอาละวาดภรรยา หาว่าพูดจาไม่เข้าหู ทำให้ภรรยา นพ.ประกิตเผ่า ต้องหนีไปบวช และเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำใจ และเมื่อวันที่ 9 และ 12 ก.พ.นพ.ประกิตเผ่า มาหาบิดามารดา และโทรศัพท์มาคุยกับตน ว่า จะเลิกกับภรรยา เพราะถูกทำคุณไสยเสกตะปูเข้าท้อง จนอาเจียนเป็นเลือด ตนนึกไม่ออกว่าจะช่วยอย่างไร ต่อมาวันที่ 16-17 ก.พ.น้องชายโทรศัพท์มาหาอีกครั้ง บอกหายใจไม่ออก ตนกลัวว่า น้องชายจะเสียชีวิต จึงถามว่า ทำอย่างไรจึงจะไปพบได้ โดยน้องชายตอบว่า ให้พาภรรยาไปจดทะเบียนหย่าที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล วันเวลา 10.00 น.วันที่ 19 ก.พ.จึงตอบตกลงไปพร้อมกับบิดามารดา

นพ.ประกิตพันธ์ เบิกความว่า ดังนั้น จึงได้ประสาน พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ภิญโญ ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 ซึ่งรู้จักกันให้ประสานกับผู้กำกับการ สภ.อ.พุทธมณฑล ลงบันทึกประจำวันในการนำตัว นพ.ประกิตเผ่า ไปรักษาตัวที่ รพ.ศรีธัญญา พร้อมขอกำลังสนับสนุน เมื่อถึงเวลาพบกับ นพ.ประกิตเผ่า จึงเข้าตรวจค้นตัว และรถยนต์ของน้องชายพบอาวุธปืนรวม 3 กระบอก และนำน้องชายขึ้นรถยนต์ เมื่อน้องชายไม่เห็นภรรยา แต่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย จึงเข้าใจด้วยตัวเองว่ากำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีทำร้ายร่างกาย หรือฆาตกรรมภรรยา พร้อมบอกว่าไม่ได้เป็นคนฆ่าใครตลอดทาง ขอยืนยันว่า การนำตัวน้องชายไปรักษานั้นไม่ได้เป็นการหลอกลวง หรือเอาตัวไปคุมขังโดยมิชอบตามที่มีผู้ร้อง

นพ.ประกิตพันธ์ เบิกความต่อไปว่า เมื่อไปถึง รพ.ศรีธัญญา คณะแพทย์ก็ได้รับตัวน้องชายไว้แล้วตรวจร่างกายทันที ตนไม่ได้เข้าไปดูอาการ เพียงแต่ให้ประวัติคนไข้เท่านั้น ช่วงนั้นตนเข้าไปถอดเสื้อเกราะ เพื่อหมอจะได้ให้น้ำเกลือ ตอนนั้นเขาพูดว่า เขาอยู่ในโรงพยาบาลแล้วรู้สึกปลอดภัย ตนยังขอให้เพื่อน คือ พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ภิญโญ สังกัด 191 ส่งตำรวจมาอารักขาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น

จากนั้นศาลแจ้งว่า เนื่องจากมีพยานต้องไต่สวนหลายปาก และมีข้อเท็จจริงที่ศาลต้องประชุมสำนวน และทำคำสั่งศาล และเท่าที่ฟังการไต่สวนมาก็พอจะเห็นเค้าโครงแล้วว่า คดีจะออกมาอย่างไร จึงต้องไต่สวนพยานเป็นแพทย์ที่ให้การรักษาอีก 2 ปาก ส่วนการตรวจรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ฯเท่าที่ศาลรู้อาการยังไม่หาย และถ้าญาติเห็นว่า ไม่ปลอดภัยจะส่งตำรวจไปอารักขาก็ได้ และถาม นพ.ประกิตพันธ์ ว่า ให้นำ พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ มาศาลได้หรือไม่ นพ.ประกิตพันธ์ ตอบว่า นำมาได้ เพราะเป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกัน ศาลจึงถามคู่ความว่า ศาลจะไต่สวนต่อไปวันจันทร์ที่ 12 มี.ค.โดยให้สถาบันฯ รักษาตัว นพ.ประกิตเผ่า ไปพลางก่อนจะขัดข้องหรือไม่ คู่ความแถลงไม่ขัดข้อง

จากนั้นศาลได้ออกข้อกำหนดว่า ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวของฝ่ายผู้ร้อง และผู้คุมขังกับญาติ ศาลห้ามแถลงข่าวอีก เพราะเป็นการชี้นำและกดดันศาล คดีนี้ศาลพยายามให้ข้อเท็จจริงปรากฏออกมา จึงอย่าให้มีส่วนหนึ่งส่วนใดของข่าวมากดดันให้ศาลยกคำร้อง หรือเห็นพ้องกับคำร้อง ทั้งนี้ เพื่อให้คดีนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 90

จากนั้นศาลจะสืบพยานลับเป็นแพทย์ 2 ปาก และให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากห้องพิจารณา และเมื่อศาลฟังคำเบิกความแล้วศาลจะมีคำสั่งกระบวนพิจารณาต่อไป

ต่อมาศาลได้ทำการไต่สวนในทางลับพยานอีก 2 ปาก คือ นพ.ไพฑูรย์ สมุทรสินธุ์ เจ้าของไข้ที่ รพ.ศรีธัญญา กับ พญ.ดวงตา ไกรพัฒน์พงษ์ โดยห้ามไม่ให้ผู้เกี่ยวข้อง เข้ารับฟังจนเสร็จสิ้น ศาลจึงนัดไต่สวนพยานปากสุดท้าย คือ พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ภิญโญ ในวันที่ 12 มี.ค.เวลา 09.00 น.ก่อนที่จะคำสั่งต่อไป

ต่อมาเวลา 20.30 น.การไต่สวนจึงเสร็จสิ้น ก่อนที่นายพิทักษ์ เพิ่มก่อกุล องค์คณะผู้พิพากษาได้อ่านกระบวนการพิจารณาคดี โดยศาลได้ระบุว่าคาดว่าการพิจารณาจะสามารถมีคำสั่งได้ภายในวันที่ 12 มี.ค.นี้ หลังจากที่มีการไต่สวนพยานที่เหลือแล้ว โดยในการพิจารณาลับของแพทย์ผู้ให้การรักษาทั้ง 2 คนนั้น พญ.ดวงตา แถลงว่าเพื่อประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย
จำเป็นต้องให้ญาติและผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าเยี่ยมนพ.ประกิตเผ่าได้ โดยศาลจึงมีคำสั่งให้ญาติและผู้เกี่ยวข้องสามารถเยี่ยมนายแพทย์ประกิตเผ่าได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ
พญ.ดวงตา เท่านั้น โดยศาลได้กำชับว่าในการอนญาตให้บุคคลใดเข้าเยี่ยมนั้นจำเป็นต้องเป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วยเท่านั้น

ภายหลังทั้งฝ่ายของ น.ส.เปมิกา และ นางเพลินจิตร ต่างไม่ยอมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด ด้าน พญ.ดวงตา กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการให้เข้าเยี่ยม นพ.ประกิตเผ่านั้นเป็นไปตามที่ศาลมีคำสั่ง แต่ทั้งนี้ต้องมีการพิจารณาอีกครั้งว่าใครที่สามารถเข้าเยี่ยม
นพ.ประกิตเผ่าได้

แฉกลางศาลปมหย่าร้าง-เงินนับ 100 ล้าน ส่อพลิกคดี “หมอเผ่า”
ตร.แฉพิรุธไม่พบชื่อ “หมอเผ่า” เป็นคนไข้ศรีธัญญา - ผอ.รับ “ผิดปกติ”
รอลุ้น! ศาลไต่สวนชี้ขาดขอปล่อยตัว “หมอเผ่า”
กองปราบสนองตอบ “ครอบครัวหมอเผ่า” ตั้งทีมสืบที่มาสารเอฟรีดีน!
พี่ชาย “หมอประกิตเผ่า” ร้องกองปราบฯ ช่วยหาที่มา “สารเอฟรีดีน”
พี่ชาย “หมอประกิตเผ่า” เปิดใจมือที่ 3 ทำครอบครัวร้าวฉาน!
ศาลสั่งห้ามใครยุ่งเกี่ยว “หมอประกิตเผ่า” - สั่งย้ายที่รักษาตัว
ศาลลงเผชิญสืบ “หมอประกิตเผ่า” ที่ รพ.ศรีธัญญา
ตร.ไม่เชื่อ “หมอประกิตเผ่า” บ้า! เผยมีข้อมูลเด็ดสะระตี่?
ศาลไต่สวนฉุกเฉินขอปล่อยตัว “นพ.ประกิตเผ่า” ออกจาก รพ.บ้า 2 มี.ค.นี้