เกิดเหตุสลดขึ้นในพระพุทธศาสนาให้มัวหมองอีกจนได้ เมื่อพระมหา “เปรียญเอก” บันดาลโทสะ ใช้ไม้และพลั่วฟาดแม่ชีเฒ่าจนดับคาวัด ก่อนจะลากศพไปทิ้ง แล้วยังทำทีไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อตำรวจไปชันสูตรพลิกศพ แต่พิรุธออก เลยถูกจับคาผ้าเหลือง ก่อนจะนำตัวไปสึก ส่งเข้าคุกดำเนินคดี
วันนี้ (31 ม.ค.) เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 31 มกราคม พ.ต.ท.มนต์ชัย บุญศักดิ์ พนักงานสอบสวน (สบ.3) รับแจ้งเหตุพบศพแม่ชีถูกฆ่าเสียชีวิตบริเวณติดกำแพงวัด ด้านหลังห้องน้ำวัดกันตทาราราม ถนนรัชดา-ท่าพระ ซอย 14 แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กทม.จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น. พ.ต.อ.อัศวิน วิไลศิริ ผกก.สน.ตลาดพลู พ.ต.ท.วราวุฒิ มนูธรรม รอง ผกก.สส.และ พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ สว.สส.แพทย์นิติเวชรพ.ศิริราช เจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุพบศพแม่ชีในชุดห่มขาว นอนหงายเสียชีวิตจมกองเลือด สภาพศพถูกตีด้วยของแข็งที่บริเวณคาง กกหูขวา ขมับขวา ทราบชื่อต่อมา คือ แม่ชีกัญญา บุญมาโนชญ์วัฒนา อายุ 70 ปี หรือแม่ชีบ๊วย โดยเบื้องต้น แพทย์สันนิษฐานว่า เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ต่อมาได้มี พระมหาอนุสรณ์ อภิวฒฺฑโน หรือนามเดิม นายอนุสรณ์ แดงทองคำ อายุ 22 ปี เดินมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมกับทำทีสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทางเจ้าหน้าที่จึงบอกว่ามีแม่ชีถูกฆ่าตาย แต่พระมหาอนุสรณ์ กลับพูดว่า “อาตมาไม่เกี่ยว” ด้วยท่าทางพิรุธ ทางเจ้าหน้าที่จึงถามกลับไปว่าไม่เกี่ยวแล้วพูดทำไม ทำให้พระอนุสรณ์รีบวิ่งหนี ก่อนกระโดดข้ามกำแพงวัด ออกไปเรียกรถกะป้อวิ่งระหว่างดาวคะนอง-วัดสิงห์ แล้วขึ้นไปนั่งที่บริเวณหน้ารถและล็อกประตูรถ เจ้าหน้าที่จึงได้วิ่งติดตามและล้อมรถคันดังกล่าวก่อนนำตัวพระมหาอนุสรณ์ไปสอบปากคำที่โรงพัก
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยังพบตรวจสอบพบมีรอยเลือดคล้ายถูกลากเป็นทางยาว จนไปสิ้นสุดบริเวณอาคารเชื้อพิบูลย์-ประชาสรรค์ ซึ่งเป็นศาลาสวดมนต์ และกุฏิพระสงฆ์ เมื่อเข้าไปทำการตรวจสอบ พบว่า ภายในกุฏิของพระมหาอนุสรณ์มีรอยเลือดกระเด็นติดอยู่บนเพดานและผนังด้านหลังของห้อง อีกทั้งถังน้ำสังฆทานสีเหลืองที่มีร่องรอยการชะล้างเลือด รวมถึงผ้าขนหนูเปื้อนเลือด และยังพบมีพลั่วตักดินเปื้อนเลือดซุกซ่อนอยู่ในห้อง
นอกจากนี้ ยังพบหนังสือกีฬาฟุตบอล และซีดีลามกอนาจารอยู่ในเครื่องเล่น จึงนำของกลางทั้งหมดมายังโรงพัก
ต่อมา เจ้าหน้าที่พาพระมหาอนุสรณ์ ไปลาสิกขา ก่อนทำการสอบปากคำ โดยนายอนุสรณ์ให้การวกวน แบ่งรับแบ่งสู้ แต่ก็สารภาพในที่สุดว่า เมื่อเวลา 01.00 น.ขณะที่กำลังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมไปสอนพระ อยู่ๆ ได้มีแม่ชีบ๊วยซึ่งปกติจะมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง เข้ามาสั่งนั่นสั่งนี่ และแม่ชีจะซึ่งมีเชื้อสายจีน จะพูดไทยคำจีนคำ และยังด่าด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ จนกระทั่งแม่ชีด่าว่า เก๋าเจ้ง ซึ่งตนรู้ว่าแปลว่าอะไร จึงบันดาลโทสะใช้ท่อนไม้ที่กองอยู่หน้ากุฏิวัดฟาดแม่ชี ก่อนที่จะใช้พลั่วตักดิน ตีซ้ำจนเสียชีวิต
นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ ยังอ้างอีกว่า หลังจากตีแม่ชีแล้ว ได้ให้เพื่อนชื่อ แอ๊ป ที่มาขออาศัยพักอยู่ด้วยช่วยกันลากศพแม่ชีไปทิ้งบริเวณดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ผู้ต้องหาน่าจะก่อเหตุคนเดียว แต่อย่างไรก็ตามจะสอบปากคำอย่างละเอียดเกี่ยวกับเพื่อนของผู้ต้องหาถูกอ้างว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ เนื่องจากผู้ต้องหายังคงให้การวกวน อย่างไรก็ตามได้แจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามพระลูกวัดเดียวกันทราบว่า สำหรับนายอนุสรณ์ หรืออดีตพระมหาอนุสรณ์นั้นเคยไปขโมยเงินจำนวน 5,000 บาท ในโรงเรียนวัดกันตทาราราม ซึ่งแม่ชีเองก็เคยต่อว่าในเรื่องดังกล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ อดีตพระมหาอนุสรณ์นั้น มาพำนักพักอาศัยอยู่ที่วัดได้ประมาณ 5-6 ปี โดยก่อนหน้านี้บวชเป็นเณรมาก่อนจะบวชเป็นพระและสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค ซึ่งจัดเป็นถึง “เปรียญเอก” ในขณะที่แม่ชีบ๊วย ได้เข้ามาขอเจ้าอาวาสเพื่อพักอาศัยอยู่ที่วัดได้ประมาณ 3 เดือน และมีปากเสียงกับอดีตพระมหาอนุสรณ์เป็นประจำ


วันนี้ (31 ม.ค.) เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 31 มกราคม พ.ต.ท.มนต์ชัย บุญศักดิ์ พนักงานสอบสวน (สบ.3) รับแจ้งเหตุพบศพแม่ชีถูกฆ่าเสียชีวิตบริเวณติดกำแพงวัด ด้านหลังห้องน้ำวัดกันตทาราราม ถนนรัชดา-ท่าพระ ซอย 14 แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กทม.จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น. พ.ต.อ.อัศวิน วิไลศิริ ผกก.สน.ตลาดพลู พ.ต.ท.วราวุฒิ มนูธรรม รอง ผกก.สส.และ พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ สว.สส.แพทย์นิติเวชรพ.ศิริราช เจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุพบศพแม่ชีในชุดห่มขาว นอนหงายเสียชีวิตจมกองเลือด สภาพศพถูกตีด้วยของแข็งที่บริเวณคาง กกหูขวา ขมับขวา ทราบชื่อต่อมา คือ แม่ชีกัญญา บุญมาโนชญ์วัฒนา อายุ 70 ปี หรือแม่ชีบ๊วย โดยเบื้องต้น แพทย์สันนิษฐานว่า เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ต่อมาได้มี พระมหาอนุสรณ์ อภิวฒฺฑโน หรือนามเดิม นายอนุสรณ์ แดงทองคำ อายุ 22 ปี เดินมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมกับทำทีสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทางเจ้าหน้าที่จึงบอกว่ามีแม่ชีถูกฆ่าตาย แต่พระมหาอนุสรณ์ กลับพูดว่า “อาตมาไม่เกี่ยว” ด้วยท่าทางพิรุธ ทางเจ้าหน้าที่จึงถามกลับไปว่าไม่เกี่ยวแล้วพูดทำไม ทำให้พระอนุสรณ์รีบวิ่งหนี ก่อนกระโดดข้ามกำแพงวัด ออกไปเรียกรถกะป้อวิ่งระหว่างดาวคะนอง-วัดสิงห์ แล้วขึ้นไปนั่งที่บริเวณหน้ารถและล็อกประตูรถ เจ้าหน้าที่จึงได้วิ่งติดตามและล้อมรถคันดังกล่าวก่อนนำตัวพระมหาอนุสรณ์ไปสอบปากคำที่โรงพัก
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยังพบตรวจสอบพบมีรอยเลือดคล้ายถูกลากเป็นทางยาว จนไปสิ้นสุดบริเวณอาคารเชื้อพิบูลย์-ประชาสรรค์ ซึ่งเป็นศาลาสวดมนต์ และกุฏิพระสงฆ์ เมื่อเข้าไปทำการตรวจสอบ พบว่า ภายในกุฏิของพระมหาอนุสรณ์มีรอยเลือดกระเด็นติดอยู่บนเพดานและผนังด้านหลังของห้อง อีกทั้งถังน้ำสังฆทานสีเหลืองที่มีร่องรอยการชะล้างเลือด รวมถึงผ้าขนหนูเปื้อนเลือด และยังพบมีพลั่วตักดินเปื้อนเลือดซุกซ่อนอยู่ในห้อง
นอกจากนี้ ยังพบหนังสือกีฬาฟุตบอล และซีดีลามกอนาจารอยู่ในเครื่องเล่น จึงนำของกลางทั้งหมดมายังโรงพัก
ต่อมา เจ้าหน้าที่พาพระมหาอนุสรณ์ ไปลาสิกขา ก่อนทำการสอบปากคำ โดยนายอนุสรณ์ให้การวกวน แบ่งรับแบ่งสู้ แต่ก็สารภาพในที่สุดว่า เมื่อเวลา 01.00 น.ขณะที่กำลังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมไปสอนพระ อยู่ๆ ได้มีแม่ชีบ๊วยซึ่งปกติจะมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง เข้ามาสั่งนั่นสั่งนี่ และแม่ชีจะซึ่งมีเชื้อสายจีน จะพูดไทยคำจีนคำ และยังด่าด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ จนกระทั่งแม่ชีด่าว่า เก๋าเจ้ง ซึ่งตนรู้ว่าแปลว่าอะไร จึงบันดาลโทสะใช้ท่อนไม้ที่กองอยู่หน้ากุฏิวัดฟาดแม่ชี ก่อนที่จะใช้พลั่วตักดิน ตีซ้ำจนเสียชีวิต
นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ ยังอ้างอีกว่า หลังจากตีแม่ชีแล้ว ได้ให้เพื่อนชื่อ แอ๊ป ที่มาขออาศัยพักอยู่ด้วยช่วยกันลากศพแม่ชีไปทิ้งบริเวณดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ผู้ต้องหาน่าจะก่อเหตุคนเดียว แต่อย่างไรก็ตามจะสอบปากคำอย่างละเอียดเกี่ยวกับเพื่อนของผู้ต้องหาถูกอ้างว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ เนื่องจากผู้ต้องหายังคงให้การวกวน อย่างไรก็ตามได้แจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามพระลูกวัดเดียวกันทราบว่า สำหรับนายอนุสรณ์ หรืออดีตพระมหาอนุสรณ์นั้นเคยไปขโมยเงินจำนวน 5,000 บาท ในโรงเรียนวัดกันตทาราราม ซึ่งแม่ชีเองก็เคยต่อว่าในเรื่องดังกล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ อดีตพระมหาอนุสรณ์นั้น มาพำนักพักอาศัยอยู่ที่วัดได้ประมาณ 5-6 ปี โดยก่อนหน้านี้บวชเป็นเณรมาก่อนจะบวชเป็นพระและสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค ซึ่งจัดเป็นถึง “เปรียญเอก” ในขณะที่แม่ชีบ๊วย ได้เข้ามาขอเจ้าอาวาสเพื่อพักอาศัยอยู่ที่วัดได้ประมาณ 3 เดือน และมีปากเสียงกับอดีตพระมหาอนุสรณ์เป็นประจำ


