xs
xsm
sm
md
lg

โวยเรือนจำพะเยายังป่าเถื่อน ทำร้ายผู้ต้องขังไร้สาเหตุ!?!

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

ญาติผู้ต้องขังโวย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดพะเยา เตะผู้ต้องขังพิการโดยไร้เหตุผล ทั้งที่เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม แถมข่มขู่กดดันทุกวันห้ามนำเรื่องไปฟ้องผู้ใหญ่ ญาติเห็นอาการผิดปกติร้องเรียนตามขั้นตอนแต่ถูกสกัดกั้น วอนอธิบดีกรมคุกช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมด้วย แม้จะเป็นผู้ต้องขังแต่ควรจะคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนบ้าง

วันนี้ (7 พ.ย.) ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ ได้รับการร้องเรียนจากนายศราวุธ ธนานุรักษ์สกุล อายุ 34 ปี บ้านอยู่ อ.เมือง จ.เชียงราย อาชีพค้าขายว่าพ่อของตน คือ น.ช.สนั่น ธนานุรักษ์สกุล อายุ 60 ปี ผู้ต้องขังในคดียาเสพติด พิการขาขวาผิดปกติ ซึ่งถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำจังหวัดพะเยา ถูกนายดำรงศักดิ์ สอนแก้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 5 เรือนจำจังหวัดพะเยา ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และทางเรือนจำพยายามจะทำให้เรื่องเงียบ

โดยนายศราวุธ เปิดเผยว่า น.ช.สนั่น พ่อของตนถูกจับกุมหลังไปเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2525 และเมื่อวันที่ 18 ต.ค.2526 ถูกศาลอาญากรุงเทพตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่หลังจากนั้นพ่อก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษทั้งหมด 4 ครั้ง รวมถึงวันลดโทษจนเหลือจำคุกอีกเพียงแค่ 1 ปี 3 เดือนเท่านั้น โดยถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำคลองเปรมเป็นเวลา 3 ปี จากนั้นก็ย้ายไปจำคุกที่เรือนจำบางขวางเป็นเวลา 19 ปี ก่อนย้ายไปจำคุกที่เรือนจำจังหวัดเชียงรายอีก 3 ปี จนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่เรือนจำจังหวัดพะเยาจนถึงปัจจุบัน

นายศราวุธ กล่าวต่อว่า พ่อของตนถูกจัดให้เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ซึ่งนับตั้งแต่ถูกจำคุกก็ไม่เคยกระทำความผิดซ้ำสองอีกเลย นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ มีหน้าที่คอยช่วยสอนหนังสือให้กับผู้ต้องขังที่ไม่รู้หนังสืออีกด้วย แต่เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.ของวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา มีคนโทรศัพท์มาบอกตนเองว่าพ่อของตนประสบอุบัติเหตุในเรือนจำ ด้วยความเป็นห่วงแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงโทรศัพท์ไปในเรือนจำ จ.พะเยา ก็มีเจ้าหน้าที่รับ เมื่อตนสอบถามถึงเหตุการณ์ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีอะไร พ่อของตนถูกเจ้าหน้าที่เตะเพราะเป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น

นายศราวุธ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ตนรู้สึกห่วงพ่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากพ่อของตนอายุมากแล้ว อีกทั้งยังพิการเคยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกขวา และต้องใช้เหล็กดามที่ขาข้างขวาไว้ 2 ท่อน วันรุ่งขึ้น (13 ต.ค.) ตนเองจึงรีบเข้าไปเยี่ยมที่เรือนจำ เมื่อสอบถามถึงเรื่องราวพ่อของตนก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น.ของวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่พ่อกำลังนั่งคุกเข่าซักผ้าเพราะนั่งยองๆ ไม่ได้ นายดำรงศักดิ์ สอนแก้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 5 ก็ได้เดินตรงเข้ามาเตะเข้าที่กลางแผ่นหลังจนพ่อจนล้มลง

เมื่อตั้งหลักได้พ่อของตนก็ถามนายดำรงศักดิ์ว่าเตะผมทำไม แต่นายดำรงศักดิ์กลับเงียบเฉยไม่ยอมตอบคำถาม อีกทั้งยังมาข่มขู่พ่อของตนทุกวันว่าไม่ให้นำเรื่องไปร้องเรียนกับผู้บัญชาการเรือนจำ มิฉะนั้นนายดำรงศักดิ์จะทำหนังสือบันทึกของเจ้าหน้าที่เรือนจำ แสดงความประพฤติของผู้ต้องขังเสนอไปยังผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งจะทำให้มีผลต่อการได้รับการลดโทษของพ่ออย่างแน่นอน

นายศราวุธ กล่าวต่อว่า เมื่อได้ฟังเรื่องราวตนจึงถามพ่อว่าจะให้ทำอย่างไร ซึ่งพ่อก็ตัดสินใจให้ตนไปแจ้งเรื่องนี้ให้ทางผู้บัญชาการเรือนจำทราบ โดยให้เหตุผลว่าตั้งแต่ถูกจำคุกมาเกือบ 24 ปี ไม่เคยถูกปฏิบัติแบบนี้ ซึ่งตามความจริงแล้วการที่เจ้าหน้าที่เรือนจำจะลงโทษผู้ต้องขังนั้น จะต้องแจ้งให้ผู้ต้องขังทราบทุกครั้ง ซึ่งความจริงแล้วหากนายดำรงศักดิ์เป็นเจ้าหน้าที่บรรจุใหม่ พ่อของตนก็จะอโหสิให้ แต่นายดำรงศักดิ์เป็นถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 5 ทำงานมานานถึง 14 ปีแล้ว อีกทั้งกำลังเรียนปริญญาโทต่อด้วย ต้องรู้กฎระเบียบเป็นอย่างดี แต่ก็ยังทำแบบนี้

“พ่อผมก็ได้รับบาดเจ็บจนขาขวามีอาการผิดรูป เวลายืนจะเห็นได้ชัดเลยว่าเท้าแบะออกมาผิดอย่างปกติ อีกทั้งยังเดินไม่เหมือนเดิม เวลานอนก็ปวดตลอดเวลา ไม่รู้ว่าข้อสะโพกเทียมที่ผ่าตัดเปลี่ยนมาเสียหายหรือไม่ ซึ่งความจริงแล้วถ้าวันนั้นเขาละอายในสิ่งที่ทำลงไป เข้ามาคุยกับพ่อผม หายาหรือพาไปหาพยาบาลในเรือนจำ เรื่องก็จบ แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะเขามาขู่ทุกวัน” นายศราวุธ กล่าว

นายศราวุธ กล่าวต่อว่า ในวันนั้น (13 ต.ค.) ตนเองจึงตัดสินใจไปพบผู้บัญชาการเรือนจำแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ทราบ และขอพบกับนายดำรงศักดิ์เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ทางผู้บัญชาการจึงเรียกมานั่งคุยร่วมกัน 3 คน ซึ่งนายดำรงศักดิ์ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เตะพ่อของตน อ้างว่าเพียงแค่ใช้เท้าสะกิดเท่านั้น และด้วยความที่ไม่อย่างมีเรื่อง ตนจึงบอกว่าต้องการให้เรื่องจบ โดยขอให้พ่อของตนต้องได้รับการดูแลอาการบาดเจ็บ และต้องไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งตนเองก็จะไม่ร้องเรียนต่อไปยังกรมราชทัณฑ์ ส่วนทางฝ่ายนายดำรงศักดิ์ก็จะได้ไม่ต้องทำบันทึกรายงานว่าพ่อของตนทำผิดระเบียบนั่งซักผ้า ซึ่งทางผู้บัญชาการเรือนจำก็รับปาก และอนุญาตให้ตนเข้าเยี่ยมพ่ออีกครั้งเพื่อความสบายใจ

นายศราวุธ กล่าวต่อไปว่า แต่เมื่อกลับออกมาจากห้องผู้บัญชาการเรือนจำ นายดำรงค์ศักดิ์กลับบอกตนอีกว่า ต้องไปคุยกับพ่อให้จบ ถ้าไม่จบก็จะทำหนังสือรายงาน และจะเป็นผลเสียกับพ่อตน ทำให้ตนรู้สึกว่าถูกข่มขู่ จากนั้นนายดำรงศักดิ์หายไปเลย ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมพ่อตนด้วยกัน ทำให้ตนเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนเองจึงแจ้งเรื่องร้องเรียนไปยังนายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผ่านทางเว็บไซต์ www.correct.go.th อีกทางหนึ่ง

นายศราวุธ กล่าวต่อว่า กระทั่งวันที่ 19 ต.ค.ตนเองกลับไปเยี่ยมพ่ออีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ทางเรือนจำไม่ได้พาไปหาพบแพทย์ข้างนอก เพียงแต่ให้ยาพาราเซตามอล และยาทามาเท่านั้น เมื่อสอบถามพ่อก็บอกว่ายังมีการอาการปวดอยู่ตลอดเวลานอน เดินก็ไม่ไหว อีกทั้งทางเรือนจำยังทำบันทึกว่าพาไปพบเจ้าหน้าที่พยาบาลทุกวันตั้งแต่วันที่ 10-19 ต.ค. แต่ความจริงแล้วเพิ่งพาไปตรวจวันที่ 14-19 ต.ค.หลังจากที่ตนไปเยี่ยมครั้งแรกเท่านั้น

นอกจากนี้ พ่อของตนยังเล่าให้ฟังอีกว่า ช่วงเช้าของวันนั้น (19 ต.ค.) มีเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ชื่อสถาพร ซึ่งเป็นคนที่ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งให้เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ นำเอกสารมาพ่อเซ็นว่า ในวันเกิดเหตุนายดำรงศักดิ์เพียงแค่ใช้เข่ากระแทกเท่านั้น ซึ่งทำแปลกใจมากว่าทำไมพ่อถึงยอมเซ็น เมื่อสอบถามพ่อของตนก็บอกว่าถูกทางเจ้าหน้าที่กดดัน ทั้งขู่ทั้งปลอบ จึงต้องยอมเซ็นไป

จากนั้นตนจึงขอเข้าพบผู้บัญชาการเรือนจำอีกครั้งเพื่อทักท้วงว่า เอกสารที่พ่อของตนเซ็นไปไม่ถูกต้อง ซึ่งทางผู้บัญชาการเรือนจำก็เรียกตัวนายสถาพรมานั่งคุยด้วยพร้อมกัน เมื่อสอบถามนายสถาพรว่าทำไมถึงให้พ่อของตนเซ็นเอกสารดังกล่าว นายสถาพรกลับบอกตนว่า ไม่ว่าจะใช้หมัด เท้า เข่า ศอก หรือแม้กระทั่งตบหน้าก็ถือว่าเป็นความผิด ทำให้ตนรู้สึกงงมาก เพราะความรุนแรงระหว่างเท้าเตะ กับใช้เข่ากระแทกนั้นมันต่างกันมาก

“ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น ผู้บัญชาการเรือนจำก็รับโทรศัพท์แล้วพูดว่าครับท่าน ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วครับ เดี๋ยวจะรายงานให้ทราบ พอวางไปก็หันมาตำหนิผมทันที หาว่าผมเอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนเลยหรือ ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่โทร.มาสอบถามเรื่องแน่นอน เพราะบนโต๊ะยังเห็นแฟกซ์ใบหนึ่งบนหัวเขียนว่าด่วนมาก แล้วลงท้ายชื่อ นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์” นายศราวุธ กล่าว

นายศราวุธ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นตนเองก็ได้ทำเรื่องขอพาพ่อของตนเองไปตรวจข้างนอก เนื่องจากทางเรือนจำจังหวัดพะเยาไม่มีแพทย์ประจำ มีแต่พยาบาลเท่านั้น แต่ทางผู้บัญชาการเรือนจำ พยายามบ่ายเบี่ยงตลอดไม่ยอมอนุญาต โดยในวันต่อมา (20 ต.ค.) ตนเองก็กลับไปเยี่ยมพ่ออีกครั้ง พ่อก็บอกว่านายสถาพรนำเอกสารมาให้เซ็นอีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนจากว่าถูกนายดำรงศักดิ์ใช้เข่ากระแทกหลังเป็นถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีนักโทษอีกคนที่นั่งซักผ้าอยู่ใกล้กันเซ็นชื่อเป็นพยานด้วย แต่นักโทษคนดังกล่าวบอกแต่เพียงว่าเห็นนายดำรงศักดิ์แค่ยกเข่า แต่ไม่เห็นว่าใช้เท้าเตะหรือไม่ ซึ่งตนเองคิดว่าพยานคนดังกล่าวน่าจะถูกกล่อมมาแล้วเพื่อแลกกับผลประโยชน์อะไรบางอย่างแน่นอน

นายศราวุธ กล่าวต่อว่า วันรุ่งขึ้น 21 ต.ค.ตนจึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์อีกครั้ง โดยส่งทาง ems พร้อมทั้งแนบสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาพรินต์จากหน้าเว็บไซต์ที่ตนเคยร้องเรียนไปแล้ว จนกระทั่งวันที่ 24 ต.ค.ตนก็โทรศัพท์ไปสอบถามกับทางฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์ ของกรมราชทัณฑ์ที่หมายเลข 0-2967-3307 โดยมีชายคนหนึ่งเป็นผู้รับโทรศัพท์ แล้วบอกกับตนว่าทราบเรื่องแล้วแต่ยังไม่ได้รับจดหมายดังกล่าว พร้อมถามตนอีกว่าทำไมถึงส่งเรื่องมาช้า

ตนเองจึงตอบไปว่า ตอนเกิดเรื่องตนไปติดต่อกับทางผู้บัญชาการเรือนจำแล้ว และรับปากตนว่าจะจัดการให้ แต่หลังจากนั้นทางเรือนจำกลับบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ต้องมาร้องเรียนทางกรมราชทัณฑ์ช้า พอวันรุ่งขึ้น (25 ต.ค.) ตนก็โทร.กลับไปที่หมายเลขเดิม ซึ่งก็เป็นชายคนเดิมมารับโทรศัพท์ และบอกตนเช่นเดิมว่า ยังไม่ได้รับจดหมาย ตนจึงเอะใจคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้เนื่องจาก ส่งจดหมายร้องเรียนทาง ems จดหมายจึงไม่น่าถึงช้า

ตนจึงโทรศัพท์ไปสอบถามที่ไปรษณีย์ ก็ได้รับคำตอบว่าจดหมายของตนออกจากไปรษณีย์จ.นนทบุรีไปตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.แล้ว แต่ที่กรมราชทัณฑ์ไม่มีใครเซ็นรับ จดหมายจึงกลับไปอยู่ที่ไปรษณีย์นนทบุรี จนวันที่ 24 ต.ค.ก็นำไปส่งที่กรมราชทัณฑ์อีกครั้ง โดยมีคนชื่อ สมอ อ่ำแดง เป็นผู้เซ็นรับ ช่วงบ่ายวันนั้น (25 ต.ค.) ตนเองจึงโทร.กลับไปที่ฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์อีกครั้ง ชายคนเดิมก็มารับโทรศัพท์พร้อมบอกตนว่าได้รับจดหมายตนแล้ว แต่จดหมายมีเป็น 100 ฉบับ ต้องคัดแยกอีกครั้ง ตนจึงสอบถามว่าต้องการจะพาพ่อไปพบแพทย์ข้างนอกจะต้องทำอย่างไร ชายคนดังกล่าวบอกแต่เพียงว่าต้องทำจดหมายขอความอนุเคราะห์จากผู้บัญชาการเรือนจำ

นายศราวุธ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 27 ต.ค. ตนไปเยี่ยมพ่ออีกครั้งพร้อมนำจดหมายขอความอนุเคราะห์ถึงผู้บัญชาการเรือนจำไปด้วย ซึ่งทางผู้บัญชาการเรือนจำก็เรียกตนไปพบที่ห้องทำงาน พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบว่า ไม่อนุญาตให้ตนพาพ่อไปพบแพทย์ข้างนอก เพราะผิดระเบียบ อีกทั้งยังบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา โดยอ้างว่าหากพ่อของตนหลบหนีใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ตนก็พยายามเจรจาทุกอย่างโดยจะขอให้มีผู้เซ็นค้ำประกัน ทางผู้บัญชาการเรือนจำก็ไม่ยอมอนุญาตเช่นเดิม และยังบอกว่าเมื่อใดที่ทางกรมราชทัณฑ์ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและพิจารณาโทษทางวินัยของนายดำรงศักดิ์แล้วก็จะดำเนินการส่งพ่อของตนไปไปรักษาที่โรงพยาบาลของกรมราชทัณฑ์

“การที่เขาบ่ายเบี่ยงตลอด หาข้ออ้างทุกอย่าง แสดงให้เห็นว่าเขาพยายามจะกันทุกทางไม่ให้ผมพาพ่อไปหาหมอข้างนอก เพราะผลการตรวจของหมอว่าบาดเจ็บเล็กน้อยกับบาดเจ็บสาหัสนั้น จะมีผลต่างกันมาก หากผลการตรวจของหมอบอกว่า พ่อผมบาดเจ็บหนักต้องผ่าตัด แต่ทางเรือนจำพยายามขัดขวางแบบนี้ ผมก็สามารถนำไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาได้” นายศราวุธ กล่าว

นายศราวุธ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นตนก็รอให้ทางกรมราชทัณฑ์ติดต่อกลับมาถึงเรื่องที่ตนส่งจดหมายร้องเรียนไป แต่เรื่องกลับเงียบเฉย จนกระทั่งถึงวันที่ 3 พ.ย.ตนจึงโทรศัพท์ไปถามที่ฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์เช่นเดิม และก็เป็นชายคนเดิมที่มารับโทรศัพท์ แต่เรื่องก็ไม่มีอะไรคืบหน้า บอกกับตนเพียงว่า ให้ใจเย็นๆ รอเสนอเรื่องให้ทางอธิบดีอยู่ เมื่อตนถามชื่อชายคนที่รับโทรศัพท์ก็ไม่ยอมตอบ บอกตนเพียงว่า เป็นหัวหน้าฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์ของกรมราชทัณฑ์ ทำให้ตนร้อนใจเกรงว่าเรื่องจะเงียบอีก

“พ่อผมบอกว่าเขาติดคุกมาเกือบ 24 ปีแล้ว เขาผ่านอะไรมาเยอะแล้ว อย่างมากก็แค่ตายในคุก แต่เขาขอให้เรื่องนี้ได้เป็นบทเรียน หรือเป็นบรรทัดฐานเท่านั้น แต่ผมก็ไม่อยากให้พ่อเป็นอะไรเพราะย่าผมอายุ 80 กว่าแล้ว รอวันที่จะได้พบพ่อในวันที่พ่อผมพ้นโทษ ผมก็ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว เลยตัดสินใจมาพึ่งสื่อ” นายศราวุธ กล่าวทิ้งท้าย