24 สิงหาคม พ.ศ.2549 ปฎิบัติการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ช่วยราชการ กอ.รมน.พร้อมรถยนต์แดวู บรรทุกวัตถุระเบิด ได้บังเกิดขึ้นท่ามกลาง ความสงสัย ของผู้คนส่วนใหญ่ ว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการจัดฉาก หรือ เรื่องจริง....
12 วัน หลังการจับกุม...12 วันหลัง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ถูกปลดพ้น รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.และ 12 วันหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีผู้กลัวตาย ให้โจทก์รัฐตำรวจว่า มีนายทหารอีก 4 นาย ร่วมกับ ร.ท.ธวัชชัย วางแผนคิดลอบสังหารเขา
4 กันยายน พ.ศ.2549 พบสรุปของทีมสอบสวนคดี...(ลางสังหารณ์ ลอบสังหาร)...ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน โดย พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.)นายตำรวจที่ประวัติการทำงาน ไม่เคยทำคดีสำคัญ หรือ ไม่เคยสร้างผลงานให้ปรากฎว่า เขาคือ มือสอบสวนตัวฉกาจ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ...ออกมาแถลงอย่างหน้าตาเฉย ว่าจากการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ ตลอดจนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เพิ่มเติมนอกเหนือจาก ร.ท.ธวัชชัย โดยได้ทำหนังสือถึงต้นสังกัดของทหาร 4 นาย ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ประกอบด้วย พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ, พ.อ.สุรพล สุขประดิษฐ์, พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ และ จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ โดยให้มาพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในวันที่ 7 ก.ย.เวลา 10.00 น.
พ.ท.มนัส คือนายทหารรายแรกจาก 4 นาย ที่ถูกชุดพนักงานสอบสวน (เข้าใจว่า) พวกเขาวางแผนเตรียมสังหาร นายกรัฐมนตรี ถูกเชิญตัวสอบปากคำ และแจ้งข้อหาหนักรวม 6 ข้อหา ทั้งๆที่ พ.ท.มนัส ให้การปฎิเสธ ขณะที่ ร.ท.ธวัชชัย ก็ถูกแจ้งเพิ่มรวม 6 ข้อหา เช่นกัน ประกอบด้วย 1.ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 2.ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน 3.ร่วมมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 4.ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนญาต 5.ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และ 6.ซ่องโจร
5 กันยายน พ.ศ.2549 ตำรวจกองปราบ คุมตัว พ.ท.มนัส และ ร.ท.ธวัชชัย ฝากขังศาลทหาร โดยไม่ขอรับตัวกลับมาที่กองปราบปราม ขณะที่อีก 3 นายทหาร พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ, พ.อ.สุรพล สุขประดิษฐ์ และ จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำและเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา ในวันที่ 7 ก.ย.เวลา 10.00 น.นี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยประการทั้งปวง หากย้อนกลับไปดู ผลงานของ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในช่วงที่ผ่านมา....พบว่า ไม่ธรรมดา เมื่อมีคดีการเมืองที่อยู่ในมือสอบสวนกลาง ถูกเก็บดองเค็ม ตำรวจเมินที่จะเรียกผู้ถูกกล่าวหา มาดำเนินคดี
เริ่มจาก สำนวนคดีที่ 1 นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบทุจริตของวิปฝ่ายค้านในขณะนั้น ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี นางเยาวเรศ ชินวัตร (น้องสาวนายกรัฐมนตรี)พร้อมพวก ฐานเรียกรับสินบน 300 ล้านบาท จากบริษัทลัทธ์ เฟอร์ ไทย จำกัด ในโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถ หรือ คาร์ปาร์ก และสัมปทาน เก็บผลประโยชน์ 25 ปี ของสนามบินสุวรรณภูมิของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
สำนวนที่ 2 และ 3 คดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่ นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทอินวิชั่น, บริษัทแพทริออต และกิจการร่วมค้าไอทีโอ ในข้อหาร่วมกันให้สินบนเจ้าพนักงานและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคดีที่ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคเดียวกันร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัท ควอโตรเทค อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) โดยทั้ง 2 สำนวน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คือ พลพรรคไทยรักไทย ที่ พรรคประชาธิปัติย์ หมายทำลาย....
3 คดีการเมือง ทำไม พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงเล่นบทบาทลอยตัว... ไม่กล้าแตะคนของ ไทยรักไทย...
คดี...ลางสังหรณ์ ลอบสังหาร..ยังไม่จบลง...และยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ประชาชน ก็ยังเกิดความสับสน ในการทำสำนวนสอบสวนของ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ...ว่านี่คือ เรื่องจริง หรือ การจัดฉากจับ จัดฉากทำสำนวน และจัดฉากดำเนินคดี โดยมี 5 นายทหาร ลูกน้องคนสนิท ของ พล.อ.พัลลภ ตกเป็นผู้ต้องหา และหากคดีขึ้นสู่ศาล 5 นายทหาร จะเป็นแพะผู้บริสุทธิ์...หรือ จะถูกศาลทหารพิพากษาโทษ คงต้องติดตามกันต่อไป ว่า ผลงานของตำรวจสอบสวนกลาง ยุค พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ นั่งบัญชาการ ทำสำนวนการสอบสวน ตามหลักฐาน หรือ ตามโจทก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ขณะที่คดีการเมือง ที่อยู่ในมือสอบสวนกลาง ยังคงหลับไหลต่อไป ไม่มีกำหนด ว่าจะส่งให้อัยการ สั่งฟ้องได้เมื่อใด และก็ยังไม่มีการเรียกตัว ผู้ถูกกล่าวหา มาแจ้งข้อหา......ผลแห่งการกระทำ ย่อมเป็นคำตอบได้อย่างดีที่สุด.....และนี่คือ เรื่องจริง ของ รัฐตำรวจยุคทักษิณ...



12 วัน หลังการจับกุม...12 วันหลัง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ถูกปลดพ้น รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.และ 12 วันหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีผู้กลัวตาย ให้โจทก์รัฐตำรวจว่า มีนายทหารอีก 4 นาย ร่วมกับ ร.ท.ธวัชชัย วางแผนคิดลอบสังหารเขา
4 กันยายน พ.ศ.2549 พบสรุปของทีมสอบสวนคดี...(ลางสังหารณ์ ลอบสังหาร)...ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน โดย พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.)นายตำรวจที่ประวัติการทำงาน ไม่เคยทำคดีสำคัญ หรือ ไม่เคยสร้างผลงานให้ปรากฎว่า เขาคือ มือสอบสวนตัวฉกาจ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ...ออกมาแถลงอย่างหน้าตาเฉย ว่าจากการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ ตลอดจนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เพิ่มเติมนอกเหนือจาก ร.ท.ธวัชชัย โดยได้ทำหนังสือถึงต้นสังกัดของทหาร 4 นาย ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ประกอบด้วย พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ, พ.อ.สุรพล สุขประดิษฐ์, พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ และ จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ โดยให้มาพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในวันที่ 7 ก.ย.เวลา 10.00 น.
พ.ท.มนัส คือนายทหารรายแรกจาก 4 นาย ที่ถูกชุดพนักงานสอบสวน (เข้าใจว่า) พวกเขาวางแผนเตรียมสังหาร นายกรัฐมนตรี ถูกเชิญตัวสอบปากคำ และแจ้งข้อหาหนักรวม 6 ข้อหา ทั้งๆที่ พ.ท.มนัส ให้การปฎิเสธ ขณะที่ ร.ท.ธวัชชัย ก็ถูกแจ้งเพิ่มรวม 6 ข้อหา เช่นกัน ประกอบด้วย 1.ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 2.ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน 3.ร่วมมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 4.ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนญาต 5.ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และ 6.ซ่องโจร
5 กันยายน พ.ศ.2549 ตำรวจกองปราบ คุมตัว พ.ท.มนัส และ ร.ท.ธวัชชัย ฝากขังศาลทหาร โดยไม่ขอรับตัวกลับมาที่กองปราบปราม ขณะที่อีก 3 นายทหาร พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ, พ.อ.สุรพล สุขประดิษฐ์ และ จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำและเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา ในวันที่ 7 ก.ย.เวลา 10.00 น.นี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยประการทั้งปวง หากย้อนกลับไปดู ผลงานของ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในช่วงที่ผ่านมา....พบว่า ไม่ธรรมดา เมื่อมีคดีการเมืองที่อยู่ในมือสอบสวนกลาง ถูกเก็บดองเค็ม ตำรวจเมินที่จะเรียกผู้ถูกกล่าวหา มาดำเนินคดี
เริ่มจาก สำนวนคดีที่ 1 นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบทุจริตของวิปฝ่ายค้านในขณะนั้น ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี นางเยาวเรศ ชินวัตร (น้องสาวนายกรัฐมนตรี)พร้อมพวก ฐานเรียกรับสินบน 300 ล้านบาท จากบริษัทลัทธ์ เฟอร์ ไทย จำกัด ในโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถ หรือ คาร์ปาร์ก และสัมปทาน เก็บผลประโยชน์ 25 ปี ของสนามบินสุวรรณภูมิของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
สำนวนที่ 2 และ 3 คดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่ นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทอินวิชั่น, บริษัทแพทริออต และกิจการร่วมค้าไอทีโอ ในข้อหาร่วมกันให้สินบนเจ้าพนักงานและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคดีที่ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคเดียวกันร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัท ควอโตรเทค อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) โดยทั้ง 2 สำนวน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คือ พลพรรคไทยรักไทย ที่ พรรคประชาธิปัติย์ หมายทำลาย....
3 คดีการเมือง ทำไม พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงเล่นบทบาทลอยตัว... ไม่กล้าแตะคนของ ไทยรักไทย...
คดี...ลางสังหรณ์ ลอบสังหาร..ยังไม่จบลง...และยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ประชาชน ก็ยังเกิดความสับสน ในการทำสำนวนสอบสวนของ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ...ว่านี่คือ เรื่องจริง หรือ การจัดฉากจับ จัดฉากทำสำนวน และจัดฉากดำเนินคดี โดยมี 5 นายทหาร ลูกน้องคนสนิท ของ พล.อ.พัลลภ ตกเป็นผู้ต้องหา และหากคดีขึ้นสู่ศาล 5 นายทหาร จะเป็นแพะผู้บริสุทธิ์...หรือ จะถูกศาลทหารพิพากษาโทษ คงต้องติดตามกันต่อไป ว่า ผลงานของตำรวจสอบสวนกลาง ยุค พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ นั่งบัญชาการ ทำสำนวนการสอบสวน ตามหลักฐาน หรือ ตามโจทก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ขณะที่คดีการเมือง ที่อยู่ในมือสอบสวนกลาง ยังคงหลับไหลต่อไป ไม่มีกำหนด ว่าจะส่งให้อัยการ สั่งฟ้องได้เมื่อใด และก็ยังไม่มีการเรียกตัว ผู้ถูกกล่าวหา มาแจ้งข้อหา......ผลแห่งการกระทำ ย่อมเป็นคำตอบได้อย่างดีที่สุด.....และนี่คือ เรื่องจริง ของ รัฐตำรวจยุคทักษิณ...


