xs
xsm
sm
md
lg

ฤา..ต้องคำสาป?"กรมราชทัณฑ์"ไม่มีวันหลุดพ้นจากแดนสนธยา!

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

จารบุรุษ

การเสียชีวิตของนายประจวบ หินแก้ว หนึ่งในทีมสังหาร "เจริญ วัดอักษร" แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ที่ผ่านมา และนายเสน่ห์ เหล็กล้วน มือปืนผู้ลั่นไก ปลิดวิญญาณแกนนำกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก เมื่อเดือนต้นสิงหาคมที่เพิ่งผ่านมานั้น สังคมกลับมารับรู้การเสียชีวิตของทั้งคู่ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. โดยที่กรมราชทัณฑ์ ไม่ได้ชี้แจงแถลงไข จนปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จึงต้องออกมาแถลงชี้แจง

คำแถลงชี้แจงของอธิบดีกรมคุกระบุว่า ผู้ต้องขังชายประจวบ หินแก้ว อายุ 41 ปี ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ มารักษาที่ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ด้วยอาการไข้ ปวดศีรษะ เหนื่อยหอบจากการอักเสบติดเชื้อเรื้อรัง และผลการตรวจทั้งของโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ และทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ปรากฏผลเหมือนกันคือติดเชื้อร้ายแรง ปอดบวมจากการติดเชื้อราในปอด เชื้อราในประสาทส่วนกลาง และเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา ทำให้มีการโอนคดีมาที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 โดยผู้ต้องขังชายประจวบยินยอมให้ตรวจเลือดตั้งแต่เข้าถูกคุมขัง ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ จึงให้การรักษาโรคการติดเชื้อร้ายแรงอย่างเต็มที่ โดยให้ยาทุกชนิดที่จะรักษาได้ แต่เมื่อโรครุนแรงมากขึ้นก็ไม่มียาที่จะรักษาได้ จึงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 ที่ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อชันสูตรพลิกศพ สาเหตุการตายเกิดจากการระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว

ส่วนผู้ต้องขังชายเสน่ห์ เหล็กล้วน อายุ 44 ปี ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ซึ่งหลังจากนั้น 10 วัน ก็พบแพทย์ตลอดเวลา เป็นระยะๆ แต่ไม่ยินยอมให้ตรวจเลือด จึงไม่ได้รับการให้ยาหรือรักษาแบบผู้ป่วยติดเชื้อร้ายแรง ในระยะหลังช่วงเดือนกรกฎาคม 2549 พบแพทย์บ่อยครั้งมากขึ้นด้วยอาการไอ เจ็บคอ มีเชื้อราในปาก มีไข้สูง และยินยอมให้ตรวจเลือดในช่วงไม่กี่วันก่อนเสียชีวิต ซึ่งผลการตรวจเลือดพบว่าติดเชื้อร้ายแรงเช่นเดียวกับผู้ต้องขังชายประจวบ และผู้ต้องขังชายเสน่ห์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ผลการชันสูตรพลิกศพเสียชีวิตด้วยระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเช่นเดียวกับผู้ต้องขังชายประจวบ โดยญาติของผู้ต้องขังได้รับรู้อาการเจ็บป่วยมาโดยตลอด และเข้าไปดูการชันสูตรพลิกศพร่วมกับคณะกรรมการด้วย

ในข้อเท็จจริง กรมราชทัณฑ์ ไม่จำเป็นต้องชี้แจงแถลงไขถึงการเสียชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำก็ย่อมได้ เนื่องจาก แต่ละเรือนจำ และทัณฑสถานทั่วประเทศนั้น เชื่อว่า ต้องมีผู้เสียชีวิตเป็นปกติอยู่แล้ว อาจจะเฉลี่ยวันละ 1-2 รายก็เป็นได้ แต่กับกรณีดังกล่าว ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นนักโทษในคดีสำคัญ และอยู่ในความสนใจของประชาชน กรมราชทัณฑ์ กลับวาง"อุเบกขา" ปล่อยเลยตามเลย ซึ่งเมื่อปรากฏข่าวดังกล่าวออกมาเมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกว่า เพิ่งทราบข่าวผู้ต้องหาที่เป็นมือปืนสังหาร นายเจริญ วัดอักษร แกนนำกลุ่มรักษ์ถิ่นบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสียชีวิต แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด และอยู่ระหว่างรอรายงานผลจากเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พร้อมกับสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป จนกระทั่งในวันนี้ (8 ส.ค.) จึงมาแถลงชี้แจงอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งที่นักโทษทั้ง 2 คน พ้นจากพันธนาการทั้งร่างกายและวิญญาณไปถึงหลายวัน และหลายเดือนแล้ว จึงทำให้การเสียชีวิตของนักโทษทั้ง 2 คน เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย อีกทั้งคดีความยังไม่สิ้นสุด ซึ่งศาลกำลังจะมีคำพิพากษาในเร็ววันนี้

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต กรมราชทัณฑ์ ภายใต้สังกัด กระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น จัดว่าเข้าข่ายอยู่ใน"แดนสนธยา"แห่งหนึ่งของหน่วยงานระบบราชการไทย มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดูแลหน่วยงาน จนรัฐมนตรีบางคน ได้รับสมญานามว่า"เจ้าพ่อคุก"ไปก็มี ต่อมา เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการ กรมราชทัณฑ์ ได้ย้ายสังกัดไปอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม ในครั้งนั้น เชื่อกันว่า กรมราชทัณฑ์ อาจจะหลุดพ้นจาก"แดนสนธยา"กันเสียที แต่ก็นั่นแหละ แม้จะย้ายออกมาสังกัดกระทรวงยุติธรรมแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นแสงรำไร ที่จะหลุดพ้นออกมาจากแดนสนธยาที่ว่านั้นได้เสียที ด้วยปรากฏ"ข่าวฉาว"ที่เกิดขึ้นภายในกรมราชทัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นที่ฮือฮา ทั้งเรื่อง"ข้าวผัด" ห่อละ 5,000 บาทของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตศิษย์เก่าของกรมราชทัณฑ์ เรื่องฉาวโฉ่ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในคดีเวียนเทียนกันขืนใจผู้ต้องขังหญิงที่ห้องคุมขังใต้ถุนศาลอาญา เรื่องการตายปริศนาของนักโทษในคดีต่างๆ ที่ญาติไปร้องเรียนยังต้นสังกัด หลายราย

ยังมีเรื่องอื้อฉาว แต่ไม่ฮือฮา ซึ่งเป็นที่รับรู้กันในหมู่ญาติของผู้ต้องขัง ทั้งเรื่องอาหารการกิน สิ่งของที่ญาตินำไปเยี่ยมให้กับผู้ต้องขัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ว่ากันว่า ล้วนเป็น"ผลประโยชน์"ที่จะสร้างมูลค่าให้กับ"ผู้คุม"ยิ่งนัก พอจะยกตัวอย่างได้ไม่ยาก โดยเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีพ่อค้าปาท่องโก๋รายหนึ่ง ทำปาท่องโก๋ส่งไปยังเรือนจำแห่งหนึ่ง ในราคา 100 ตัว 75 บาท ซึ่งปกติจะขายปลีกตัวละ 1 บาท เผอิญวันหนึ่ง มีอันให้ต้องไปเยี่ยมคนรู้จักที่พลัดหลงเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในกำแพงสี่เหลี่ยมชั่วคราว เมื่อคนรู้จัก เห็นพ่อค้าปาท่องโก๋มาเยี่ยม สิ่งที่เขาพูดก็คือ "กูไม่อยากกินปาท่องโก๋มึงเลย มัน(ผู้คุม)เอามาขายตัวละ 2.50 บาท" อยากรู้ว่าทำกำไรกันกี่เปอร์เซ็นต์คูณ-หารกันเอาเอง

ไม่ทราบเช่นกันว่า ภายในกำแพงสี่เหลี่ยมที่แน่นหนา มียามรักษาการณ์พร้อมอาวุธครบมือ กลับเป็นที่รู้กันว่า ภายในคุกนั้น ทำไมยังมีปัญหาในเรื่องของยาเสพติด? "ยาเสพติด" เล็ดลอดเข้าไปได้อย่างไร อย่างนี้ จะไม่ให้เรียกว่า"แดนสนธยา"และจะเรียกเช่นใด

ล่าสุด สดๆหมาดๆ เมื่ออดีต 3 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอันให้ต้องระเห็ดเข้าไปในแดนสนธยาดังว่า กลับปรากฏว่า มีโทรศัพท์มือถือให้ 3 ผู้ต้องขังใช้ แถมยังมีรองปลัดกระทรวงวิ่งเข้าวิ่งออก ทั้งที่ร้อยวันพันปี ไม่เคยปรากฏย่างกายไปด้วยซ้ำ

แม้การเสียชีวิตของ 2 ผู้ต้องขังคดีสังหารนายเจริญ วัดอักษร จะผ่านพ้นไปแล้ว อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงแถลงไขเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่า ยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยในการเสียชีวิตของคนทั้งสองอยู่ในสังคม ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะความ"ไม่โปร่งใส"ตั้งแต่แรกของกรมราชทัณฑ์เอง ที่เป็นผู้เติมเต็ม"มนต์ดำ"ให้กับแดนสนธยาแห่งนี้ และในความไม่โปร่งใสนั้น ก็มีวิธีเดียวที่จะจัดการได้ นั่นก็คือ กรมราชทัณฑ์ต้องกระทำการทุกอย่างให้"โปร่งใส" เริ่มต้นจากบุคลากรของกรมราชทัณฑ์เองก่อน ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้นก็โทษ ผู้ต้องขังมีมาก อะไรๆก็อาจมีการเล็ดลอดเข้าไปได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะแก้ความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม และหลุดพ้นไปจาก"แดนสนธยา"ได้อย่างไร

หรือว่า..."กรมราชทัณฑ์"นั้น ต้องคำสาปจริงๆ
กรมราชทัณฑ์
เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์
นายประจวบ หินแก้ว และนายเสน่ห์ เหล็กล้วน มือปืนสังหารนายเจริญ วัดอักษร ที่เสียชีวิตในเรือนจำทั้งคู่