ส.ต.อ.สังกัดกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ตามง้ออดีตเมียที่เพิ่งหย่าร้างกันไม่สำเร็จ ตัดสินใจควงปืนบุกกระหน่ำยิงอดีตเมียตายคาร้านขายนาฬิกาในห้างเดอะมอลล์ท่าพระ เสร็จแล้วทิ้งจดหมายลาตาย 5 ฉบับแล้วขึ้นแท็กซี่หนี สุดท้ายคว้าปืนกระบอกเดิมยิงกรอกปากจบชีวิตตัวเองตายตามคาแท็กซี่
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 5 มิ.ย. พ.ต.ต.อนุสรณ์ ทองไสย สารวัตรเวร สน.บุคคโล ได้รับแจ้งมีหญิงถูกยิงเสียชีวิตภายในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ท่าพระ ถนนรัชดาภิเษก แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช และมูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุอยู่ภายในร้านขายนาฬิกายี่ห้อซิตี้เชน ชั้นที่ 1 ของห้างดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบศพ นางณัฐวดี ปัตตัง อายุ 28 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณข้างเคาน์เตอร์โชว์นาฬิกาด้านหลังสุดของร้าน สภาพศพสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีแดง กางเกงยีนส์ ตรวจสอบตามร่างกายพบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม.เข้าที่บริเวณขมับซ้าย 1 นัด ราวนมขวา 1 นัด และด้านหลังอีก 1 นัด
จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนขนาด 9 มม.ตกอยู่จำนวน 4 ปลอก นอกจากนี้ยังพบจดหมายลาตายของมือปืนที่ก่อเหตุ ซึ่งเขียนด้วยลายมือลงในกระดาษตกอยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 5 แผ่น โดยมีเนื้อหาตัดพ้อถึงปัญหาครอบครัวของตัวเองที่เขียนถึงเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา และญาติ
จากการสอบถามพนักงานขายของร้านเครื่องประดับตรงข้ามกับร้านที่เกิดเหตุ เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุตนเองกำลังขายของอยู่ในร้านตามปกติ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด จากนั้นก็เห็นลูกค้าที่มาเดินห้างวิ่งหนีกันชุลมุน ด้วยความตกใจตนเองจึงรีบวิ่งหนีไปทางด้านหลังอาคาร กระทั่งตอนหลังถึงได้รู้ว่าพนักงานหญิงในร้านดังกล่าวถูกยิงเสียชีวิต
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทราบว่า ผู้ที่ก่อเหตุยิงนางณัฐวดีนั้นเป็นอดีตสามีของผู้ตาย คือ ส.ต.อ.นพรัตน์ ปัตตัง อายุ 35 ปี ผบ.หมู่ กก.1 บก.ปส.1 บช.ปส. โดยหลังก่อเหตุได้เรียกรถแท็กซี่หลบหนีไป ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ.ต.ท.เอกพงษ์ พูลทอง สารวัตรเวร สน.บุคคโล ก็ได้รับแจ้งว่า ส.ต.อ.นพรัตน์ ได้ตัดสินใจหนีความผิดด้วยการยิงตัวตายบนรถแท็กซี่แล้ว ขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่ปากซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 19 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบุคคโล เขตธนบุรี จึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุทันที
โดยที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า ลิโม่ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ทพ- 7152 จอดกีดขวางการจราจรอยู่ช่องที่ 2 ภายในรถพบศพ ส.ต.อ.นพรัตน์ สภาพศพนั่งเสียชีวิตอยู่บริเวณเบาะหลังด้านซ้าย หัวฟุบพิงกับประตู สวมเสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีม่วง ไม่สวมรองเท้า ตรวจสอบตามร่างกายพบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม.เข้าที่ปาก จนตาถลนออกมา เลือดไหลนองเต็มพื้นรถ โดยที่บริเวณตักของผู้ตายพบอาวุธปืนออโตเมติกขนาด 9 มม.ตกอยู่จำนวน 1 กระบอก เจ้าหน้าที่นำรถแท็กซี่คันดังกล่าวไปที่ สน.บุคคโล เพื่อให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานทำการตรวจสอบ
จากการสอบสวน นายวุฒิชัย รัตนพิเชฐกุล อายุ 31 ปี โชเฟอร์รถรถแท็กซี่คันดังกล่าวให้การว่า เพิ่งออกมาขับรถเป็นเที่ยวแรก ก็พบผู้ตายยืนเรียกรถอยู่ที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลทหารเรือ โดยผู้ตายว่าจ้างให้ไปส่งที่แยกจอมทอง ระหว่างทางผู้ตายก็บ่นตัดพ้อว่ามีปัญหาครอบครัว กำลังมีปัญหากับภรรยา ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว กระทั่งตนขับรถมาถึงซอยตากสิน 19 ผู้ตายก็พูดว่าขอโทษด้วยนะพี่ หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด เมื่อหันไปดูก็พบว่าผู้ตายยิงตัวตายแล้ว
ด้าน พ.ต.อ.สาโรจน์ พรหมเจริญ รอง ผบก.น.8 กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายทั้งสองคนเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน มีลูกด้วยกัน 1 คน และเพิ่งหย่าร้างกันได้ไม่นานนักเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน แต่ฝ่ายชายยังคงรักฝ่ายหญิงอยู่ จึงมีการโทร.ตามง้ออยู่ตลอดเวลา จนช่วงหลังฝ่ายชายเริ่มเครียดหนัก คิดแต่เรื่องปัญหาครอบครัวจนมีผลกระทบต่องานที่ทำอยู่ จึงถูกสั่งย้ายจากฝ่ายปราบปรามไปอยู่ฝ่ายธุรการ
พ.ต.อ.สาโรจน์ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมาฝ่ายชายได้ไปตามง้อขอคืนดีกับฝ่ายหญิงอีกครั้งที่ร้านที่เกิดเหตุ และมีการพูดจาข่มขู่ฝ่ายหญิงเอาไว้ ฝ่ายหญิงจึงมาลงบันทึกประจำวันเอาไว้ที่ สน.บุคคโล ตามคำแนะนำของผู้บังคับบัญชาของฝ่ายชาย นอกจากนี้ยังทราบว่าฝ่ายชายเคยพูดจากับเพื่อนร่วมงานว่าจะยิงฝ่ายหญิงทิ้ง แต่เพื่อนร่วมงานก็ได้ห้ามเอาไว้จนกระทั่งมาก่อเหตุในวันนี้
ขณะที่ ส.ต.อ.พงษ์สาร นนท์ตา ผบ.หมู่ ป.สน.บุคคโล เพื่อนสนิทของ ส.ต.อ.นพรัตน์ กล่าวว่า ปกติแล้ว ส.ต.อ.นพรัตน์ เป็นคนนิสัยดี ร่าเริง แต่หลังหย่าร้างกับภรรยาแล้วก็เปลี่ยนไป อารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น โดยหลังจากที่มาลงบันทึกประจำไว้ที่ สน.เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.นั้น วันรุ่งขึ้น ส.ต.อ.นพรัตน์ ก็มาหาตนเองที่ สน.บุคคโลอีก เพื่อเล่าปัญหาให้ฟังและก่อนจะกลับยังบอกว่าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง กระทั่งช่วงเที่ยงวันนี้ ส.ต.อ.นพรัตน์ ก็ได้โทร.มาบอกกับตนอีกว่าจะขอลาไปตาย ตอนนี้เขียนจดหมายลาไว้แล้ว แต่ตนก็ไม่เชื่อจนกระทั่งมาเกิดเหตุในที่สุด