ศาลฎีกาพิพากษาให้ “หม่อมไฉไล” ใช้หนี้แบงก์ไทยพาณิชย์ 5.5 ล้าน ฐานะผู้จัดการมรดกองค์ชายใหญ่ ผิดสัญญาชำระหนี้บัญชีเดินสะพัด
วานนี้ (18 พ.ค.) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาให้ หม่อมไฉไล ยุคล เจ้าของร้านเพชรทอง “ไฉไล” ในห้างสยามพารากอน ชำระหนี้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 5.5 ล้านบาท ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นโจทก์ ในฐานะเป็นชายาและผู้จัดการมรดกของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล หรือเสด็จองค์ชายใหญ่ จำเลย เรื่องผิดสัญญาใช้เงินบัญชีเดินสะพัด ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 ให้ชำระหนี้จำนวน 41 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอีก 6.2 ล้านบาท คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องว่าคดีไม่มีมูลหนี้ต่อกันแต่โจทก์ยื่นฎีกา
โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2521 พระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล หรือองค์ชายใหญ่ ได้มาขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ บัญชีเลขที่ 001-3-9703-8 วงเงินเปิดบัญชีครั้งแรก 4 ล้านบาท ต่อมาองค์ชายใหญ่มาขอวงเงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี เพื่อเป็นการประกันหนี้ให้น่าเชื่อถือ องค์ชายใหญ่จึงนำโฉนดที่ดินเลขที่ 5334 ซอยสงวนสุข แขวงสามเสนใน เขตบางซื่อ กับโฉนดเลขที่ 5355 ถนนมหานาค เขตพญาไท กทม. มาจำนองประกันเงินกู้ ในขณะที่มียอดหนี้อยู่ 5.5 ล้านบาท แต่องค์ชายใหญ่จะนำเงินมาหักทอนบัญชี ทำให้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทบต้นนับจากวันกู้จนถึงวันฟ้องมีจำนวน 41 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีกจำนวน 6.2 ล้านบาท
จำเลยนำสืบอ้างว่า เอกสารของโจทก์ที่นำมาฟ้องคดีนี้เป็นเอกสารปลอม องค์ชายใหญ่ไม่เคยเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ ไม่เคยขอเปิดวงเงินเพิ่ม ไม่เคยทำสัญญาจำนอง โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถาม อีกทั้งคดีขาดอายุความ โจทก์ยังฟ้องผิดคนเพราะจำเลยเป็นชายา ยังไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก จึงไม่ต้องรับมรดกความ
ศาลพิพากษาว่า จำเลยเป็นชายาและเป็นผู้จัดการมรดกขององค์ชายใหญ่ จึงต้องรับไปซึ่งสิทธิหน้าที่ในการชำระหนี้ของเจ้ามรดก คดียังจำต้องพิจารณาว่าองค์ชายใหญ่เคยกู้เงินและทำสัญญาจำนองจริงหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์ไม่มีหลักฐานเอกสารการเปิดวงเงิน เพราะตามระเบียบทางธนาคารจะทำลายเอกสารทิ้งทุกรอบระยะเวลา 10 ปีก็ตาม แต่โจทก์มีพยานฟังได้ว่าองค์ชายใหญ่เคยมาเปิดวงเงินกู้เพิ่ม และขอหักทอนบัญชี อีกทั้งแม้โจทก์ไม่มีรายการสลิปการรับเงินเพราะได้ทำลายเอกสารไปแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้คดีความฟ้องตามมูลหนี้นี้เป็นพิรุธ ฟังได้ว่าองค์ชายใหญ่เป็นหนี้จริง และคดียังไม่ขาดอายุความ
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อ คือ ยอดหนี้ตามมูลความแห่งคดีเป็นเงิน 47.2 ล้าน หรือ 5.5 ล้านบาท ศาลเห็นว่าการเปิดบัญชีเดินสะพัด ธนาคารกับลูกค้าต้องมีการสะพัดทางบัญชีกันตลอด ต้องมีการนำเงินเข้าหักทอนบัญชีอย่างสม่ำเสมอ คดีนี้องค์ชายใหญ่นำเงินมาหักทอนน้อยมาก โดยครั้งสุดท้ายคือวันที่ 14 มี.ค.2526 และไม่เคยติดต่อธนาคารอีก แสดงว่าธนาคารย่อมยุติการเป็นคู่ค้ากับองค์ชายใหญ่ไปโดยปริยายตั้งแต่ปี 2526 จึงต้องคิดยอดหนี้จากเงินต้นในปีดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย การที่โจทก์นำความมาฟ้องว่ามียอดหนี้กันถึงปี 2539 ย่อมไม่ถูกต้อง ดังนี้ยอดหนี้จึงต้องคิดจากปี 2521 ที่เปิดบัญชี ถึงปี 2526 จึงมีเพียง 5 ล้านบาท กับดอกเบี้ยอีก 5 แสนบาทเท่านั้น พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกใช้เงิน 5.5 ล้านบาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองไว้ทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดใช้หนี้แก่โจทก์
สำหรับตำนานสกุลยุคล เสด็จองค์ชายใหญ่ หรือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ทรงสนพระทัยในงานภาพยนตร์เป็นอย่างมาก จนวันหนึ่งได้พบรักกับ น.ส.ไฉไล จนกระทั่งอภิเษกสมรสกัน โดยองค์ชายใหญ่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินย่านอำเภอพระนคร, พญาไท, สามเสน และย่านบางลำพู มูลค่านับพันล้านบาท องค์ชายใหญ่ยังเป็นพระบิดาของหม่อมเจ้าฐิติพันธ์ยุคล หรือท่านชายกบ
สำหรับท่านชายกบ ได้อภิเษกกับหม่อมชลาศัย ยุคล หรือลูกปลา อดีตเด็กรับใช้ในวัง ต่อมาท่านชายกบก็ถึงแก่สิ้นชีพิตักษัยด้วยการถูกวางยาพิษ หม่อมลูกปลาตกเป็นจำเลย คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยปัจจุบันอดีตหม่อมลูกปลา ได้อยู่กินกับนายอุเทศ ชุปวา สามีหนุ่ม ซึ่งเพิ่งถูกจับกุมคดีเสพยาบ้าและถูกส่งตัวไปบำบัด
วานนี้ (18 พ.ค.) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาให้ หม่อมไฉไล ยุคล เจ้าของร้านเพชรทอง “ไฉไล” ในห้างสยามพารากอน ชำระหนี้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 5.5 ล้านบาท ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นโจทก์ ในฐานะเป็นชายาและผู้จัดการมรดกของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล หรือเสด็จองค์ชายใหญ่ จำเลย เรื่องผิดสัญญาใช้เงินบัญชีเดินสะพัด ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 ให้ชำระหนี้จำนวน 41 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอีก 6.2 ล้านบาท คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องว่าคดีไม่มีมูลหนี้ต่อกันแต่โจทก์ยื่นฎีกา
โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2521 พระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล หรือองค์ชายใหญ่ ได้มาขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ บัญชีเลขที่ 001-3-9703-8 วงเงินเปิดบัญชีครั้งแรก 4 ล้านบาท ต่อมาองค์ชายใหญ่มาขอวงเงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี เพื่อเป็นการประกันหนี้ให้น่าเชื่อถือ องค์ชายใหญ่จึงนำโฉนดที่ดินเลขที่ 5334 ซอยสงวนสุข แขวงสามเสนใน เขตบางซื่อ กับโฉนดเลขที่ 5355 ถนนมหานาค เขตพญาไท กทม. มาจำนองประกันเงินกู้ ในขณะที่มียอดหนี้อยู่ 5.5 ล้านบาท แต่องค์ชายใหญ่จะนำเงินมาหักทอนบัญชี ทำให้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทบต้นนับจากวันกู้จนถึงวันฟ้องมีจำนวน 41 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีกจำนวน 6.2 ล้านบาท
จำเลยนำสืบอ้างว่า เอกสารของโจทก์ที่นำมาฟ้องคดีนี้เป็นเอกสารปลอม องค์ชายใหญ่ไม่เคยเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ ไม่เคยขอเปิดวงเงินเพิ่ม ไม่เคยทำสัญญาจำนอง โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถาม อีกทั้งคดีขาดอายุความ โจทก์ยังฟ้องผิดคนเพราะจำเลยเป็นชายา ยังไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก จึงไม่ต้องรับมรดกความ
ศาลพิพากษาว่า จำเลยเป็นชายาและเป็นผู้จัดการมรดกขององค์ชายใหญ่ จึงต้องรับไปซึ่งสิทธิหน้าที่ในการชำระหนี้ของเจ้ามรดก คดียังจำต้องพิจารณาว่าองค์ชายใหญ่เคยกู้เงินและทำสัญญาจำนองจริงหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์ไม่มีหลักฐานเอกสารการเปิดวงเงิน เพราะตามระเบียบทางธนาคารจะทำลายเอกสารทิ้งทุกรอบระยะเวลา 10 ปีก็ตาม แต่โจทก์มีพยานฟังได้ว่าองค์ชายใหญ่เคยมาเปิดวงเงินกู้เพิ่ม และขอหักทอนบัญชี อีกทั้งแม้โจทก์ไม่มีรายการสลิปการรับเงินเพราะได้ทำลายเอกสารไปแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้คดีความฟ้องตามมูลหนี้นี้เป็นพิรุธ ฟังได้ว่าองค์ชายใหญ่เป็นหนี้จริง และคดียังไม่ขาดอายุความ
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อ คือ ยอดหนี้ตามมูลความแห่งคดีเป็นเงิน 47.2 ล้าน หรือ 5.5 ล้านบาท ศาลเห็นว่าการเปิดบัญชีเดินสะพัด ธนาคารกับลูกค้าต้องมีการสะพัดทางบัญชีกันตลอด ต้องมีการนำเงินเข้าหักทอนบัญชีอย่างสม่ำเสมอ คดีนี้องค์ชายใหญ่นำเงินมาหักทอนน้อยมาก โดยครั้งสุดท้ายคือวันที่ 14 มี.ค.2526 และไม่เคยติดต่อธนาคารอีก แสดงว่าธนาคารย่อมยุติการเป็นคู่ค้ากับองค์ชายใหญ่ไปโดยปริยายตั้งแต่ปี 2526 จึงต้องคิดยอดหนี้จากเงินต้นในปีดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย การที่โจทก์นำความมาฟ้องว่ามียอดหนี้กันถึงปี 2539 ย่อมไม่ถูกต้อง ดังนี้ยอดหนี้จึงต้องคิดจากปี 2521 ที่เปิดบัญชี ถึงปี 2526 จึงมีเพียง 5 ล้านบาท กับดอกเบี้ยอีก 5 แสนบาทเท่านั้น พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกใช้เงิน 5.5 ล้านบาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองไว้ทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดใช้หนี้แก่โจทก์
สำหรับตำนานสกุลยุคล เสด็จองค์ชายใหญ่ หรือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ทรงสนพระทัยในงานภาพยนตร์เป็นอย่างมาก จนวันหนึ่งได้พบรักกับ น.ส.ไฉไล จนกระทั่งอภิเษกสมรสกัน โดยองค์ชายใหญ่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินย่านอำเภอพระนคร, พญาไท, สามเสน และย่านบางลำพู มูลค่านับพันล้านบาท องค์ชายใหญ่ยังเป็นพระบิดาของหม่อมเจ้าฐิติพันธ์ยุคล หรือท่านชายกบ
สำหรับท่านชายกบ ได้อภิเษกกับหม่อมชลาศัย ยุคล หรือลูกปลา อดีตเด็กรับใช้ในวัง ต่อมาท่านชายกบก็ถึงแก่สิ้นชีพิตักษัยด้วยการถูกวางยาพิษ หม่อมลูกปลาตกเป็นจำเลย คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยปัจจุบันอดีตหม่อมลูกปลา ได้อยู่กินกับนายอุเทศ ชุปวา สามีหนุ่ม ซึ่งเพิ่งถูกจับกุมคดีเสพยาบ้าและถูกส่งตัวไปบำบัด


