สน.ชนะสงคราม ส่งหมายเรียกถึง “จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” หลังกรมประชาสัมพันธ์กัดไม่ปล่อย แจ้งเอาผิด ASTV กล่าวหาดำเนินบริการส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต เรียกให้ปากคำ 17 เม.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (10 เม.ย.) พ.ต.อ.วิชาญ บริรักษ์กุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้ลงนามในหมายเรียกความอาญา คดีระหว่างกรมประชาสัมพันธ์ โดยนายอานนท์ ลอยกุลนันท์ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา กับบริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด กับพวก ผู้ต้องหา โดยหมายเรียกอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 มาตรา 5 ส่งหมายเรียกถึง นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล โดยอ้างว่า ด้วยเหตุที่ท่านต้องหาว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2548 ถึงปัจจุบัน ท่านในฐานะกรรมการบริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด ได้ร่วมกันตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV และดำเนินบริการส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ฉะนั้น ให้นายจิตตนาถไปที่ สน.ชนะสงคราม เพื่อพบกับ พ.ต.ท.ฉัตรา พาสุวรรณ รอง ผกก.(สส.) ในวันที่ 17 เมษายน 2549 เวลา 13.30 น.
ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความบริษัทไทยเดย์ ดอทคอม จำกัด เปิดเผยถึงการออกหมายเรียกดังกล่าวว่า ตนจะขอเลื่อนการเข้าพบกับพนักงานสอบสวนออกไปก่อน ส่วนจะเดินทางไปในวันใด จะประสานกับพนักงานสอบสวนอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นายสุวัตร กล่าวว่า คดีนี้จะนำคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง ยกเป็นข้อต่อสู้ เนื่องจากการดำเนินกิจการของ ASTV ได้ทำอย่างถูกต้อง และไม่ได้เป็นไปตามที่ถูกกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวหาแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สำหรับความพยายามคุกคามสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV และเว็บไชต์ผู้จัดการ เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ และศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามระงับการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม โดยศาลปกครองได้มีคำสั่งว่าศาลได้พิจารณาคำฟ้องและคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีที่ 1 คำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหก และได้ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 กับได้ตรวจพิจารณาบทกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าใช้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมหรือโกลบแซต (GLOBESAT) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตามสัญญาลงวันที่ 18 มีนาคม 2547 และผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำสัญญษใช้บริการอินเทอร์เน็ต กับบริษัท อินเตอร์เน็ต เซอร์วิส โพรวายเดอร์ จำกัด (ISSP) ตามสัญญาลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 จะใช้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมในการถ่ายทอดสดมายังศูนย์การผลิต ผลิตรายการแล้วส่งข้อมูลสัญญาณดังกล่าวผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังสถานีโทรทัศน์ ASTV ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดี 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะผู้มีอำนาจทำการแทนได้มีหนังสือลงวันที่ 20 มกราคม 2549 แจ้งไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ว่า ไม่ปรากฏว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานีเพื่อแพร่ภาพออกอากาศซึ่งเป็นการส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือแก่ชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 พิจารณาระงับการส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้มีหนังสือลงวันที่ 24 มกราคม 2549 แจ้งผู้ฟ้องคดีที่ 1 ว่าขอระงับการให้บริการทำสัญญาเช่าใช้บริการโกลบแซตเป็นการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความถูกต้องตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2549 เป็นต้นไป แต่หลังจากนั้นปรากฏว่ายังมีการส่งสัญญาณไปยังสถานีโทรทัศน์ ASTV ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 เข้าใจว่าน่าจะมีการส่งสัญญาณโดยผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ตที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ทำสัญญาไว้กับบริษัท อินเตอร์เน็ต เซอร์วิส โพรวายเดอร์ จำกัด ตรวจสอบและพิจารณาระงับการให้บริการทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของบริษัทที่เป็นการส่งข้อมูลของสถานีวิทยุโทรัทศน์ ASTV เพื่อเผยแพร่ภาพไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะแจ้งให้ทราบเป็นอย่างอื่น แต่บริษัท อินเตอร์เน็ต เซอร์วิส โพรวายเดอร์ จำกัด ยังไม่ได้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และยังไม่ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ตามพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากคำสั่งและการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกที่สั่งให้ระงับการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมหรือโกลบแซต และการให้บริการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงขอให้พิจารณาเพิกถอนคำสั่งและชดใช้ค่าเสียหาย และผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องทั้งหกเปิดให้บริการโกลบแซตจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น อันเป็นคำขอให้ศาลมีคำสั่งบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 จะได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องทั้งหก ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งได้ในกรณีทีี่่เห็นสมควรหรือคู่กรณีร้องขอตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และข้อ 775 กับข้อ 77 ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ประกอบกับมาตรา 254 และมาตรา 255 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ขอเท็จจริงยังรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าใช้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมหรือโกลบแซต (GLOBESAT) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2547 โดยนายฉัตรชัย พงษ์มาลา พนักงานของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อศาลว่า ใช้บริการดังกล่าวออกอากาศสดตลอดมาโดยตลอด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 โดยผู้ฟ้องคดีที่ 5 มีหนังสือลงวันที่ 24 มกราคม 2549 แจ้งผู้ฟ้องคดีที่ 1 ว่าขอระงับการให้บริการตามสัญญาเช่าใช้บริการโกลบแซตตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2549 เป็นต้นไปนั้น หนังสือดังกล่าวไม่ได้อ้างว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำผิดสัญญาอย่างไร เพียงแต่แจ้งว่าระงับการให้บริการเป็นการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและขอให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รีบติดต่อประสานงานกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อไป ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2598 จึงต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่สั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าใช้บริการโกลบแซตได้ปฏิบัติผิดสัญญาโโยการใช้บริการโกลบแซตไปในทางผิดกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จึงมีสิทธิจะหยุดหรือระงับหารให้บริการได้ หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่ดำเนินการตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 อาจต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานสมรู้ร่วมคิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือสนับสนุนให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำการผิดกฎหมาย
จึงเห็นว่าเหตุสำคัญในการระงับการให้บริการดังกล่าวเกิดจากหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ก็ได้มีหนังสือชี้แจงต่อศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำความผิดฐานส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือแก่ชุมชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ระงับการให้บริการแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1ได้ เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัตืวิทยุกระจ่ยเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 ยังคงมีอยู่ เพราะยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งเป็นประเด็นในคดีที่ศาลจะได้วินิจฉัยต่อไป แต่ศาลเห็นว่าตามที่ระบุในหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่มีไปถึงผุ้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ให้ระงับการส่งสัญญาณทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยอ้างว่ามีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 นั้นเป็นความผิดทางอาญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ที่กระทำความผิดต่อไป แต่ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ระงับการให้บริการและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ระงับการให้บริการแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นั้น หากในที่สุดแล้วศาลมีคำพิพากษาว่า หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นการออกคำสั่งหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมกระทบสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ถูกกระทบไปแล้ว ซึ่งยากแก่การเยียวยาแก้ไขภายหลัง และเห็นว่าการที่ศาลจะมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบรหารงานของรัฐแต่อย่างใด
ด้วยเหตุดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จึงมีคำสั่งกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ 5 และที่ 5 ระงับการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม หรือโกลบแซต แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
เปิดคำสั่งศาลปกครองกลางให้ กสท เปิดสัญญาณ ASTV
ทนาย “สนธิ” มั่นใจศาลคุ้มครองชั่วคราวแพร่ภาพ ASTV
กรมกร๊วก-กสท ค้านไต่สวนฉุกเฉินตัดสัญญาณ ASTV
“สนธิ” ฟ้องกรมประชาฯ - กสท กลั่นแกล้งปิด ASTV


