xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนประวัติศาสตร์!หยุดรัฐงัดแผนชั่วสลายพลังกู้ชาติ

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

เปิดบันทึกย้อนประวัติศาสตร์ไทยในอดีต นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 หรือ พฤษภาทมิฬ 2535 จนล่วงเลยเข้าสู่ขบวนการกู้ชาติ 26 ก.พ. 2549 นั้น ภายใต้การเคลื่อนไหวภาคประชาชนในนาม”พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกก่อนดำเนินการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่

แม้กลุ่มผู้ชุมนุมนับแสนคนที่ออกมากดดันรัฐบาลในวันนี้ (26 ก.พ.) จะยึดหลักอหิงสา ชุมนุมโดยสันติวิธีและยืดเยื้อ ภายใต้สโลแกน”ไม่ชนะ ไม่เลิก” แต่จะมีใครรับประกันบ้างว่า การชุมนุมจะเป็นไปด้วยความสงบสมเจตนารมย์ เพราะไม่แน่ว่าอาจมีมือที่สามหรือการใช้อำนาจรัฐสลายกลุ่มผู้ชุมนุม เหตุการณ์นองเลือดเหมือนเมื่อครั้ง 14 ต.ค.และพฤษภาทมิฬ อาจหวนกลับคืนมาอีกระลอก

ย้อนรำลึกวีรชน คนเดือนตุลาฯ

เหตุการณ์นองเลือด 14 ต.ค. 2516 ปฏิเสธมิได้ว่าเกิดจากการใช้อำนาจรัฐ รังแกประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น ช่วงเที่ยงคืนวันเสาร์ที่ 13 ต.ค. นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ชุมนุมประท้วงกันมาหลายวันหลายคืนซึ่งมารวมกันอยู่ที่บริเวณ หน้าสวนจิตรลดา เพื่อหวังพระบารมีเป็นที่พึ่ง จนกระทั่งรุ่งสาง เวลาประมาณตี 5 ขณะที่มีการเริ่มสลายตัวของฝูงชน ก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

หลัง พ.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร ผู้แทนพระองค์ ได้อ่านพระบรมราโชวาทให้ฝูงชนฟัง จบแล้วฝูงชนก็เริ่มสลายตัวตามพระราชประสงค์ กลุ่มนักเรียนอาชีวะถือว่าเป็นหน่วยกล้าตายที่มีอาวุธพวกไม้ แป๊ปน้ำกันเกือบทุกคน ต่างได้ทิ้งอาวุธ พร้อมกับทำลายระเบิดขวด

หลังการสลายตัวฝูงชนได้ใช้ทางถนนราชวิถี เพื่อเดินทางกลับ แต่ถูกสกัดกั้นด้วยตำรวจคอมมานโด ซึ่งมีไม้พลอง โล่ หวาย และปืนยิงแก๊สน้ำตา ภายใต้การบัญชาการของ พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่นและพล.ต.ต.ณรงค์ มหานนท์ ฝูงชนเมื่อรู้แน่ว่าไม่ได้รับการอนุญาตให้ผ่านออกไป ก็มีปฎิริยาด้วยการใช้ ข้าวห่อขว้างปาใส่ตำรวจ จนตำรวจได้ใช้รถพุ่งเข้าใส่กลุ่มฝูงชน ก่อนใช้กระบองไล่ตีฝูงชน เด็กและผู้หญิงบางส่วนถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตาจนล้มฟุบ

จากจุดปะทะเล็ก ๆ ณ บริเวณหน้าสวนจิตรลดาฯ เหตุการณ์ก็บานปลายลุกลาม ไปอย่างไม่มีใครคาดคิดไว้ โดยภาครัฐใช้วิธี”ปลุกระดมมวลชน" และ "ใช้กฎหมู่บังคับกฎหมาย" ขณะที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่โกรธแค้นก่อความวุ่นวาย บุกเข้ายึดและทำลายสถานที่บางแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเผด็จการคณาธิปไตย โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์ ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่ บิดเบือนกล่าวหาว่ามีกลุ่มนักเรียนบุกรุกเข้าไปในพระราชฐานสวนจิตรลดา และก่อวินาศกรรม สถานการณ์เลวร้ายลงทุกขณะ จนเกิดเหตุปะทะจึงเป็นที่มาของวีรชน คนเดือนตุลา ในที่สุด

พฤษภาทมิฬ บันทึกประวัติศาสตร์

หากนับย้อนหลังไป 12 ปีเศษกับเหตุการณ์รัฐประหาร ระหว่าง 17-20 พฤษภาคม 2535 หลังคณะปฏิวัติที่เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผบ.สส. เป็นหัวหน้าคณะ รสช. พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ. เป็นรองหัวหน้าคณะฯ ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่ พล.อ.สุจินดา จะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 เสียเอง ถือเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมทางการเมืองและเป็นจุดด่างดำของประวัติศาสตร์การเมืองในเมื่อ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ซึ่งลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจ ของประชาชน มีการประเมินกันว่า ก่อนเกิดเหตุรุนแรงมีประชาชนออกมาร่วมชุมนุมราว 5 แสนคนแต่ไม่มีสถานีโทรศัพท์ช่องใดรายงานข่าวการชุมนุนนี้ขณะที่รัฐบาล รสช. งัดมาตรการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมดังนี้ 1. ออกประกาศเตือน 2. ประกาศกฎอัยการศึก 3. ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด โดยมั่นใจว่าจะสลายม็อบได้สามวัน การใช้อาวุธห้ำหั่นประชาชนผู้บริสุทธิ์จึงเริ่มปะทุตั้งแต่บัดนั้น

พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้นได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ประมาณ 4,000-5,000 นาย ทั้งในและนอกเครื่องแบบ โดยประสานกับกองกำลังรักษาพระนครตลอดเวลา แผนไพรีพินาศ / 33 ขั้นที่ 2 และปฏิบัติตามคำสั่งยุทธการที่ 1/35 โดยให้ทุกหน่วยเข้าที่รวมพลขั้นต้นใกล้พื้นที่ปฏิบัติการตามสี่แยกสะพานและสถานที่สำคัญ สำหรับกองกำลังทหารบกและกองกำลังตำรวจ ให้รับผิดชอบสกัดบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ สะพานสมมติอมรมารค สะพานระพีพัฒนลาภ สะพานเหล็ก และสะพานภาณพันธ์

แผนไพรีพินาศ/ 33 ขั้นที่ 3 ระบุว่า หากปฏิบัติการในขั้นที่ 2 (ขั้นป้องกัน) ไม่สำเร็จ และสถานการณ์ทวีความรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าระงับยับยั้งและยุติภัยคุกคาม เพื่อสถาปนาความสงบเรียบร้อยให้กลับคืนมา จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมมีผู้คนล้มตายและสูญหายมากมาย

จับตาขบวนการกู้ชาติ

26 ก.พ.2549 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ชุมนุมนับแสนคน ที่บริเวณท้องสนามหลวง แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่เปิดที่มีทางเข้าออกหลายด้าน ตร.จึงปรับแผนรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมใหม่ทั้งหมด โดยจะไม่ใช้แผนเดียวกับการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ด้วยการจะสั่งปิดทางเข้าออกสนามหลวงทุกด้าน เพื่อความปลอดภัยในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งกรณีการเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย โดยจะปรับจาก"แผนกรกฎ 48" มาเป็นแผนพิทักษ์เมือง เพื่อรับมือเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง

โดยมีตำรวจนครบาลเป็นหน่วยงานที่ รับผิดชอบหลัก และมีกำลังเสริมจาก ตชด., กองปราบปราม, ตำรวจภูธรภาค 1 และ 7 และหน่วย ปฏิบัติการพิเศษ โดยมีศูนย์บัญชาการอยู่ที่ห้องปารุสกวัน 1 อาคาร บช.น.เพื่อติดตามควบคุมสถานการณ์ สั่งการรักษาความสงบ เรียบร้อย และมีศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า(ศปก.สน.) รายงานตรงยังตร.ทุกระยะ ผ่านศปก.ตร. ซึ่งการจัดตั้งศปก.สน.ขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติการนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการจัดกำลังศปก.สน.นั้น วางกำลังไว้ 4 จุด ประกอบด้วย จุดที่ อยู่ภายในบริเวณรั้วศาลฏีกา จุดที่ 2 ในบริเวณวัดมหาธาตุ จุดที่ 3ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และจุดที่ 4 บริเวณถนนพิษณุโลกตัดถนนพระราม 5 (วิทยาลัยพาณิชย์พระนคร)โดยแต่ละจุดใช้กำลัง 1 กองร้อย โดยใช้กำลังจากบก.น.3และบก.น.6 รับหน้าที่ดูแลบริเวณจุดที่ 4 ซึ่งจะดูแลโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กำลังจากตำรวจน้ำจะดูแลพื้นที่ทางน้ำทั้งหมด

ระดมกำลังตรวจค้นเข้ม

กำหนดจุดตรวจค้นพาหนะ 5 จุดโดยรอบสนามหลวง ได้แก่ ถนนราชดำเนินหน้าศาลฎีกา ตรงข้ามกระทรวงกลาโหม(ฝั่งริมรั้ววัดพระแก้ว) ตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี(ฝั่งหัวมุมสนามหลวงทางตะวันตกเฉียงใต้มุ่ง หน้าไปทางท่าพระจันทร์) ทางโค้งหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถนนระหว่างวัดมหาชาติกับมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์(มุ่งหน้าไปทางสนามหลวง) และอีก 2 จุดสำหรับการตรวจค้นบุคคลและพกพาอาวุธผู้ที่จะเข้าในพื้นที่ชุมนุมบริเวณสนามหลวง

สำหรับการวางกำลังหน่วยร่วมปฏิบัตินั้นแบ่งเป็น 5 ชุด โดยหน่วยร่วมปฏิบัติครั้งนี้ประกอบด้วยบช.ภ.1 จัดเตรียมพร้อมกำลัง 1 กองร้อย ไว้ประจำที่ตั้งสนับสนุนเมื่อมีการร้องขอ บช.ภ.2 จัดเตรียมพร้อมกำลัง 1 กองร้อย ว.10 ที่สนามเสือป่า บช.ตชด.จัดเตรียมพร้อมกำลัง 1 กองร้อย เตรียมกำลังไว้ประจำที่ตั้งรอการสนับสนุน เมื่อมีการร้องขอ บช.ภ.7 จัดเตรียมพร้อมกำลัง 1 กองร้อย ว.10 สน.นางเลิ้ง บช.ก.และบช.ส.จัดเตรียมพร้อมกำลัง 1 กองร้อย ว.10 บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้แผนของตร.กำหนดภารกิจเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 08.00 น.วันที่ 26 กพ.เป็นต้นไปจนกว่าการชุมนุมจะเสร็จสิ้นตามแผนดังกล่าวจะใช้กำลังตำรวจนครบาล 25,000 นาย เป็นกำลังหลัก

ผบ.ทบ.วางตัวเป็นกลาง

ในส่วนของทหาร พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งมีข่าวว่าทหารมีการปรับแผนที่เคยใช้อยู่คือ แผนมัฆวาน ว่าจะเปลี่ยนชื่ออย่างไรก็ยังเป็นแผนงานเดิม คือ ทหารจะใช้ระเบียบกองทัพบกเรื่องการรักษาที่ตั้งในจุดที่ล่อแหลม แต่เรื่องการดูแลผู้ชุมนุม เบื้องต้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทหารจะเข้ามามีบทบาทต่อเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อถึงเวลานั้น จะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเตรียมกำลังเป็น 2 ชุด ๆ แรกจาก ปตอ.1 กองร้อยพร้อมสุนัข เตรียมพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นที่ บก.ทบ.เช่นการบุกเผาทำลายสถานที่ จะเคลื่อนกำลัง 2 กองพัน ๆ ละ 900 คนเข้าไปรักษาสถานที่สำคัญ อาทิ สวนจิตรลดา พระราชวังต่าง ๆ ทำเนียบ และบก.ทบ. ส่วนระดับสองจะใช้กองร้อยปราบจลาจลที่ฝึกไว้อย่างดีในการสลายการชุมนุม

เพื่อนร่วมรุ่น”แม้ว”เลิกยุ่ง

แต่ที่น่าจับตาการประชุมหารือถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่ พล.ปตอ. เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา นายทหารเพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าทุกคนควรวางตัวเป็นกลาง และยึดนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกเป็นหลัก โดยเห็นพ้องกันว่าควรให้มีการชะลองานเลี้ยงรุ่น ตท.10 ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนเมษายนออกไปก่อน เพราะสถานการณ์เช่นนี้ไม่เหมาะสมที่จะมีการจัดเลี้ยงขึ้นภายในรุ่น

สำหรับแคนิเดท ตท.10 ที่น่าสนใจประกอบด้วย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ รองเสนาธิการทหาร, พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ รอง เสธ.ทหาร , พล.ท.วรวิทย์ ชินะนาวิน หัวหน้านายทหารประสานภารกิจทาง,พล.ท.เสรณี รัตนชื่น เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา , พล.ท.พิพัฒน์โชติ สิทธิชัยนาม ที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด,พล.ต.สุชีพ กิจวารี เจ้ากรมการพลังงานทหารฯ , พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต ผบ.พล.1, รอ. พล.ต.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รองแม่ทัพภาคที่ 1, พล.ต.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผช.เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ,พล.ต.เรืองศักดิ์ ทองดี ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.)และพ.อ.อำนาจ เสลารัตน์ เป็น นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

การชุมนุมกู้ชาติ 26 ก.พ.นี้ จะดำเนินไปอย่างสันติวิธี หรือจะมีการใช้อำนาจรัฐเข้าแทรกแซงหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตายิ่ง เพราะไม่ว่าจะมีเหตุการณ์กระทบกระทั่ง หรือจะรุนแรง ไปถึงขั้นนองเลือดอย่างเหตุการณ์ 14 ต.ค.หรือพฤษภาทมิฬ รัฐย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ และไม่มีอำนาจใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังมวลชน