กระทรวงยุติธรรมให้ความช่วยเหลือหนุ่มพังงา ซึ่งประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ถูกบริษัทที่สังกัดให้ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรม แถมยึดโฉนดที่ดินที่ค้ำประกันไว้อีกจนสิ้นเนื้อประดาตัว
วันนี้ (3 ต.ค.) เวลา 14.00 น. นายมานิตย์ สุธาพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมได้ให้การช่วยเหลือ นายวชิระ เกื้อสกุล อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7 ม.4 บ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ผู้ประสบภัยสึนามิ อดีตพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกบริษัทให้ออกจากงาน รวมทั้งยึดโฉนดที่ดินจำนวน 4 ไร่ ที่ค้ำประกันไว้อย่างไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายวชิระถูกบริษัทดังกล่าวให้ออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยให้ ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดสร้างความเสียหายให้แก่บริษัท ต่อมาจึงได้ยื่นฟ้องบริษัทดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลาง ฐานปลดพนักงานของบริษัท อย่างไม่เป็นธรรม และให้จ่ายเงินชดเชย ขณะที่บริษัทก็ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเช่นเดียวกัน
ต่อมา ศาลแรงงานกลางได้พิพากษาให้นายวชิระเป็นฝ่ายชนะคดี และให้ทางบริษัทซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยเป็นเงิน 2 แสนกว่าบาทพร้อมดอกเบี้ย ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาตัดสิน อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินจำนวน 1 ไร่ 4 งาน ที่นายวชิระได้ค้ำประกันไว้ตอนเข้าสมัครงานกับบริษัท ทำให้ได้รับความร้อน จึงเดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อว่า นายวชิระได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากถูกบริษัทให้ออกจากงาน และเป็นคดีความต่างฟ้องร้องกันในชั้นศาล หลังนายวชิระชนะคดีที่ยื่นฟ้องกับศาลแรงงาน แต่ฝ่ายบริษัทที่เป็นนายจ้างไม่ยอมคืนโฉนดที่ดิน เมื่อผู้เสียหายมาร้องกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาร้องทุกข์ของประชาชน และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ และดีเอสไอ ไปทำความเข้าใจ กระทั่งบริษัทยอมคืนโฉนดให้กับนายวชิระ
ด้าน นายวชิระเปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ได้โฉนดที่ดินบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ หลังถูกออกจากงาน และประสบภัยสึนามิ ตนได้รับความเดือดร้อนและจำเป็นต้องนำโฉนดที่ดินผืนดังกล่าวไปขอค้ำประกันกับทางกองทุนเพื่อผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มแอล แต่เมื่อทางบริษัทไม่ยอมคืนให้ตนไม่รู้ทำอย่างไร รู้สึกสิ้นหวัง จึงหนีเข้าป่าไปอยู่จังหวัดอุทัยธานี และมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อทราบข่าวว่าเจ้าหน้าที่ยุติธรรมได้ช่วยเอาโฉนดกลับคืนมาให้และค้นประวัติ และติดตามหาตนจนเจอ หลังจากนี้ตนรอให้คดีความสิ้นสุด หลังจากที่รอมานาน 1,461 วัน นับแต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และตัดสินใจยื่นฟ้องก่อนจะกลับไปก่อร่างตัวสร้างเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง



วันนี้ (3 ต.ค.) เวลา 14.00 น. นายมานิตย์ สุธาพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมได้ให้การช่วยเหลือ นายวชิระ เกื้อสกุล อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7 ม.4 บ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ผู้ประสบภัยสึนามิ อดีตพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกบริษัทให้ออกจากงาน รวมทั้งยึดโฉนดที่ดินจำนวน 4 ไร่ ที่ค้ำประกันไว้อย่างไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายวชิระถูกบริษัทดังกล่าวให้ออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยให้ ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดสร้างความเสียหายให้แก่บริษัท ต่อมาจึงได้ยื่นฟ้องบริษัทดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลาง ฐานปลดพนักงานของบริษัท อย่างไม่เป็นธรรม และให้จ่ายเงินชดเชย ขณะที่บริษัทก็ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเช่นเดียวกัน
ต่อมา ศาลแรงงานกลางได้พิพากษาให้นายวชิระเป็นฝ่ายชนะคดี และให้ทางบริษัทซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยเป็นเงิน 2 แสนกว่าบาทพร้อมดอกเบี้ย ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาตัดสิน อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินจำนวน 1 ไร่ 4 งาน ที่นายวชิระได้ค้ำประกันไว้ตอนเข้าสมัครงานกับบริษัท ทำให้ได้รับความร้อน จึงเดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อว่า นายวชิระได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากถูกบริษัทให้ออกจากงาน และเป็นคดีความต่างฟ้องร้องกันในชั้นศาล หลังนายวชิระชนะคดีที่ยื่นฟ้องกับศาลแรงงาน แต่ฝ่ายบริษัทที่เป็นนายจ้างไม่ยอมคืนโฉนดที่ดิน เมื่อผู้เสียหายมาร้องกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาร้องทุกข์ของประชาชน และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ และดีเอสไอ ไปทำความเข้าใจ กระทั่งบริษัทยอมคืนโฉนดให้กับนายวชิระ
ด้าน นายวชิระเปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ได้โฉนดที่ดินบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ หลังถูกออกจากงาน และประสบภัยสึนามิ ตนได้รับความเดือดร้อนและจำเป็นต้องนำโฉนดที่ดินผืนดังกล่าวไปขอค้ำประกันกับทางกองทุนเพื่อผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มแอล แต่เมื่อทางบริษัทไม่ยอมคืนให้ตนไม่รู้ทำอย่างไร รู้สึกสิ้นหวัง จึงหนีเข้าป่าไปอยู่จังหวัดอุทัยธานี และมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อทราบข่าวว่าเจ้าหน้าที่ยุติธรรมได้ช่วยเอาโฉนดกลับคืนมาให้และค้นประวัติ และติดตามหาตนจนเจอ หลังจากนี้ตนรอให้คดีความสิ้นสุด หลังจากที่รอมานาน 1,461 วัน นับแต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และตัดสินใจยื่นฟ้องก่อนจะกลับไปก่อร่างตัวสร้างเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง


