คนร้ายบีบคอฆ่าชิงทรัพย์ “ซ้อใหญ่ เยาวราช” วัย 70 ปี เจ้าของภัตตาคารหูฉลามชื่อกระฉ่อน ได้เงินสดไปกว่า 1 แสนบาทหลบหนีไปไร้ร่องรอย
วันนี้ (28 ก.ค. ) เวลา 09.00 น. ร.ต.ต.อรรถ สุทธิสันธิ์ ร้อยเวร สน.พลับพลาไชย 2 รับแจ้งเหตุหญิงสาวถูกฆาตกรรมภายในภัตตาคารตั้งใจอยู่ เลขที่ 85-89 ซอยเยาวพานิช ถนนเยาวราช แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ กทม. จึงรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นรุดไปที่เกิดเหตุพร้อม พล.ต.ต.วิโรจน์ จันทะรังษี พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น. และพ.ต.อ.สาโรจน์ ซุ่นทรัพย์ ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
เมื่อตำรวจไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 5 คูหา ที่บริเวณชั้นล่างเปิดเป็นภัตตาคาร “ตั้งใจอยู่” ส่วนชั้น 2 เป็นร้านอาหารชื่อยิ้มยิ้มภัตตาคาร โดยชั้นที่ 3 เป็นที่พักของคนงานยิ้มยิ้มภัตตาคาร
ในที่เกิดเหตุที่ภัตตาคารตั้งใจอยู่ บริเวณชั้นล่างภายในห้องจัดเลี้ยงวีไอพี ตำรวจพบศพนางจันทรา ตั้งใจอยู่ อายุ 70 ปี เจ้าของร้าน นอนหงายเสียชีวิตอยู่กับพื้นใกล้โต๊ะอาหาร ในชุดเสื้อสีแดง กางเกงสีแดง ตามร่างกายไม่พบบาดแผล มีเพียงรอยเขียวช้ำบริเวณลำคอ โดยภายในห้องมีร่องรอยการต่อสู้ และร่องรอยการรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจาย
ตำรวจสอบปากคำ นายมูตุ คนงานชาวพม่า อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นผู้พบศพคนแรกให้การว่า ในเวลาเช้าปกติจะเป็นผู้เข้ามาทำความสะอาดภายในร้าน แต่เนื่องจากในวันนี้มีการจัดเลี้ยงนอกสถานที่จึงได้เข้ามาที่ร้านเร็วกว่าปกติ โดยเมื่อเข้าไปทำความสะอาดห้องจัดเลี้ยงก็พบว่านางจันทรานอนหมดสติอยู่ เบื้องต้นรู้สึกตกใจจึงออกมาตะโกนเรียกให้คนเข้าช่วยเหลือ แต่พอทราบว่านางจันทราเสียชีวิตแล้วจึงได้ไปเรียกตำรวจจราจรที่อยู่ใกล้ภัตตาคารให้วิทยุแจ้งพนักงานสอบสวนมาชันสูตรพลิกศพดังกล่าว
ด้าน น.ส.อุษณีย์ ตั้งใจอยู่ อายุ 38 บุตรสาวผู้ตายให้การว่า ปกติมารดาจะเดินออกจากบ้านย่านที่พักบริเวณ 5 แยกพลับพลาไชย เพื่อมาเปิดร้านในเวลา 06.00 น.ทุกวัน โดยปกติจะมีคนส่งหมูนำรถมาจอดรถที่หน้าร้าน จากนั้นจะนำหมูไปส่งที่ตลาด ก่อนที่เจ้าแผงหมูในตลาดจะนำหมูมาส่งให้ที่ร้านอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพวกอาหารทะเลจะมาส่งให้ในช่วงสาย
น.ส.อุษณีย์ กล่าวต่อว่า ทรัพย์สินที่หายไปมีเงินสดที่ติดตัวมารดาจำนวน 113,000 บาท เงินสดในตู้เซฟเล็กอีก 10,000 บาท พระเลี่ยมทอง 1 องค์ สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เบื้องต้นไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ในช่วงเช้าก่อนที่จะพบศพมารดายังไม่มีใครมาส่งอาหาร ในขณะที่คนงานต่างด้าวทุกคนยังอยู่ครบ ไม่มีใครหายไป ส่วนสาเหตุที่มารดาพกเงินสดติดตัวไว้จำนวนมากในวันนี้ เนื่องจากเมื่อวานขายดีจึงนำเงินติดตัวมาเพื่อจะนำไปฝากธนาคารในเวลาเปิดทำการ และไว้ใช้จ่ายค่าอาหารวัตถุดิบด้วย
น.ส.สุย อายุ 23 ปี เด็กเสิร์ฟในร้านชาวพม่าให้การว่า ที่ร้านจะมีคนงานชาวพม่าอยู่ 17 คน คนงานชาวลาว 1 คน คนงานไทยอีก 8 คน โดยคนงานทั้งหมดจะกินอยู่ที่ร้าน แต่จะมีบ้านพักกระจัดกระจายกันอยู่ 3 แห่ง ในวันนี้มีงานจัดเลี้ยงนอกสถานที่ถึง 2 แห่ง ทำให้คนงานจะต้องมายังร้านตั้งแต่เช้า และมาพบศพนางจันทราดังกล่าว
สำหรับภัตตาคารตั้งใจอยู่ดังกล่าว เปิดมาแล้วประมาณ 50 ปี นางจันทราผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของร้านเป็นที่รู้จักกันดีในย่านเยาวราช โดยผู้คนมักจะรียกขานกันติดปากว่า “ซ้อใหญ่” โดยมีเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อ คือหูฉลามในราคาหม้อละ 20,000 กว่าบาท พระโดดกำแพงราคา 15,000 บาท รวมทั้งกรรเชียงปูนึ่ง ที่ขึ้นชื่ออีกหนึ่งเมนู
ด้าน พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา ผกก.สส.บก.น.6 กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งศพผู้ตายให้ทางสถาบันนิติเวชชันสูตรว่า ผู้ตายเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากถูกบีบคอ หรือถูกฟาดด้วยของแข็ง ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเยาวราช ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับภัตตาคารที่เกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ว่าในช่วงเกิดเหตุ นอกจากผู้ตายแล้ว มีใครเข้าออกจากทางภัตตาคารบ้าง
นอกจากนี้จะต้องนำตัวเด็กส่งของที่นำอาหารสดมาส่งที่ร้านในช่วงเช้ามาทำการสอบปากคำ รวมทั้งจะต้องนำตัวลูกจ้างภายในร้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างด้าว มาสอบปากคำเพื่อสอบถามว่า มีใครพบเห็นผู้ตายก่อนที่จะเสียชีวิตหรือไม่



วันนี้ (28 ก.ค. ) เวลา 09.00 น. ร.ต.ต.อรรถ สุทธิสันธิ์ ร้อยเวร สน.พลับพลาไชย 2 รับแจ้งเหตุหญิงสาวถูกฆาตกรรมภายในภัตตาคารตั้งใจอยู่ เลขที่ 85-89 ซอยเยาวพานิช ถนนเยาวราช แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ กทม. จึงรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นรุดไปที่เกิดเหตุพร้อม พล.ต.ต.วิโรจน์ จันทะรังษี พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น. และพ.ต.อ.สาโรจน์ ซุ่นทรัพย์ ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
เมื่อตำรวจไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 5 คูหา ที่บริเวณชั้นล่างเปิดเป็นภัตตาคาร “ตั้งใจอยู่” ส่วนชั้น 2 เป็นร้านอาหารชื่อยิ้มยิ้มภัตตาคาร โดยชั้นที่ 3 เป็นที่พักของคนงานยิ้มยิ้มภัตตาคาร
ในที่เกิดเหตุที่ภัตตาคารตั้งใจอยู่ บริเวณชั้นล่างภายในห้องจัดเลี้ยงวีไอพี ตำรวจพบศพนางจันทรา ตั้งใจอยู่ อายุ 70 ปี เจ้าของร้าน นอนหงายเสียชีวิตอยู่กับพื้นใกล้โต๊ะอาหาร ในชุดเสื้อสีแดง กางเกงสีแดง ตามร่างกายไม่พบบาดแผล มีเพียงรอยเขียวช้ำบริเวณลำคอ โดยภายในห้องมีร่องรอยการต่อสู้ และร่องรอยการรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจาย
ตำรวจสอบปากคำ นายมูตุ คนงานชาวพม่า อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นผู้พบศพคนแรกให้การว่า ในเวลาเช้าปกติจะเป็นผู้เข้ามาทำความสะอาดภายในร้าน แต่เนื่องจากในวันนี้มีการจัดเลี้ยงนอกสถานที่จึงได้เข้ามาที่ร้านเร็วกว่าปกติ โดยเมื่อเข้าไปทำความสะอาดห้องจัดเลี้ยงก็พบว่านางจันทรานอนหมดสติอยู่ เบื้องต้นรู้สึกตกใจจึงออกมาตะโกนเรียกให้คนเข้าช่วยเหลือ แต่พอทราบว่านางจันทราเสียชีวิตแล้วจึงได้ไปเรียกตำรวจจราจรที่อยู่ใกล้ภัตตาคารให้วิทยุแจ้งพนักงานสอบสวนมาชันสูตรพลิกศพดังกล่าว
ด้าน น.ส.อุษณีย์ ตั้งใจอยู่ อายุ 38 บุตรสาวผู้ตายให้การว่า ปกติมารดาจะเดินออกจากบ้านย่านที่พักบริเวณ 5 แยกพลับพลาไชย เพื่อมาเปิดร้านในเวลา 06.00 น.ทุกวัน โดยปกติจะมีคนส่งหมูนำรถมาจอดรถที่หน้าร้าน จากนั้นจะนำหมูไปส่งที่ตลาด ก่อนที่เจ้าแผงหมูในตลาดจะนำหมูมาส่งให้ที่ร้านอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพวกอาหารทะเลจะมาส่งให้ในช่วงสาย
น.ส.อุษณีย์ กล่าวต่อว่า ทรัพย์สินที่หายไปมีเงินสดที่ติดตัวมารดาจำนวน 113,000 บาท เงินสดในตู้เซฟเล็กอีก 10,000 บาท พระเลี่ยมทอง 1 องค์ สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เบื้องต้นไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ในช่วงเช้าก่อนที่จะพบศพมารดายังไม่มีใครมาส่งอาหาร ในขณะที่คนงานต่างด้าวทุกคนยังอยู่ครบ ไม่มีใครหายไป ส่วนสาเหตุที่มารดาพกเงินสดติดตัวไว้จำนวนมากในวันนี้ เนื่องจากเมื่อวานขายดีจึงนำเงินติดตัวมาเพื่อจะนำไปฝากธนาคารในเวลาเปิดทำการ และไว้ใช้จ่ายค่าอาหารวัตถุดิบด้วย
น.ส.สุย อายุ 23 ปี เด็กเสิร์ฟในร้านชาวพม่าให้การว่า ที่ร้านจะมีคนงานชาวพม่าอยู่ 17 คน คนงานชาวลาว 1 คน คนงานไทยอีก 8 คน โดยคนงานทั้งหมดจะกินอยู่ที่ร้าน แต่จะมีบ้านพักกระจัดกระจายกันอยู่ 3 แห่ง ในวันนี้มีงานจัดเลี้ยงนอกสถานที่ถึง 2 แห่ง ทำให้คนงานจะต้องมายังร้านตั้งแต่เช้า และมาพบศพนางจันทราดังกล่าว
สำหรับภัตตาคารตั้งใจอยู่ดังกล่าว เปิดมาแล้วประมาณ 50 ปี นางจันทราผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของร้านเป็นที่รู้จักกันดีในย่านเยาวราช โดยผู้คนมักจะรียกขานกันติดปากว่า “ซ้อใหญ่” โดยมีเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อ คือหูฉลามในราคาหม้อละ 20,000 กว่าบาท พระโดดกำแพงราคา 15,000 บาท รวมทั้งกรรเชียงปูนึ่ง ที่ขึ้นชื่ออีกหนึ่งเมนู
ด้าน พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา ผกก.สส.บก.น.6 กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งศพผู้ตายให้ทางสถาบันนิติเวชชันสูตรว่า ผู้ตายเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากถูกบีบคอ หรือถูกฟาดด้วยของแข็ง ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเยาวราช ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับภัตตาคารที่เกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ว่าในช่วงเกิดเหตุ นอกจากผู้ตายแล้ว มีใครเข้าออกจากทางภัตตาคารบ้าง
นอกจากนี้จะต้องนำตัวเด็กส่งของที่นำอาหารสดมาส่งที่ร้านในช่วงเช้ามาทำการสอบปากคำ รวมทั้งจะต้องนำตัวลูกจ้างภายในร้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างด้าว มาสอบปากคำเพื่อสอบถามว่า มีใครพบเห็นผู้ตายก่อนที่จะเสียชีวิตหรือไม่


