ที่ต้องหยิบยกการหายตัวไปอย่างลึกลับของ “สมชาย นีละไพจิตร” ประธานชมรมนักกฏหมายมุสลิม เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2547 ที่บริเวณโรงแรมชาลีน่า ซอยลาดพร้าว 112 แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. ขึ้นมากล่าวอ้างอีกครั้ง เพราะมีเหตุแห่งปัจจัยอันนำมาซึ่งเหตุและผลที่สอดรับกันอย่างน่าสนใจ
สมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายด้านสิทธิมนุษยชน และรับแก้ต่างคดี 4 เจไอในฐานความผิดเกี่ยวเนื่องกับคดีด้านความมั่นคง นอกจากนี้ยังเป็นแกนนำในการต่อสู้และเคลื่อนไหวเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ เพื่อคัดค้านการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้
***ตำรวจขี่แพะ
ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง 4 เจไอ และอัยการมีคำสั่งไม่ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว คดีนี้จึงถือว่าสิ้นสุดลง... สังคมจึงมองว่า 4 ผู้ต้องหาเจไอซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและต้องไร้อิสรภาพมายาวนานนับปี กลายเป็นแพะแห่งคดีนี้ ขณะที่ความเสื่อมศรัทธากลับตกไปที่ชุดสืบสวนสอบสวนแทนที่
แพะคดีเจไอบริสุทธิ์... ขณะที่การหายตัวไปของทนายสมชาย ยังคงเป็นปริศนา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ประกอบด้วย พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ พงส.(สบ.2) กก.4 ป. , พ.ต.ต.เงิน ทองสุก สว.กอ.รมน. ช่วยราชการกองปราบ, จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง ผบ.หมู่งานสืบสวนฯ แผนก4 กก.2 บกทท. และ ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต เจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป.และพ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน รอง ผกก.3ป.เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ และข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมโดยใช้กำลังประทุษร้าย ยังคงตกเป็นจำเลยในคดี และคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบพยาน โดยจำเลยทั้ง 5 คน ยังคงให้การปฏิเสธในชั้นศาล
บรรยายฟ้องคดีนี้สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.47จำเลยทั้ง 5 กับพวก ได้ร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ผู้เสียหาย และลักทรัพย์เอารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภง 6768-กรุงเทพฯ นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน ปากกายี่ห้อมองบลังค์ 1 ด้าม และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง รวมราคาทรัพย์ทั้งสิ้น 903,460 บาท ของผู้เสียหายไป โดยจำเลยได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผลักและฉุดกระชากตัวผู้เสียหายให้เข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้ง 5 กับพวก แล้วจับตัวผู้เสียหายให้นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยทั้ง 5 กับพวก ซึ่งจนถึงขณะนี้ไม่ทราบว่านายสมชายจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ระหว่างต่อสู้คดี ร.ต.ต.พลเทพ สุวรรณวิเชียร นางตรีสุคนธ์ เลี่ยมสงวน ภรรยาของ พ.ต.ท.ชัดชัย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง ย่านตลิ่งชัน มูลค่า 1.6 ล้านบาท ต่อศาล เพื่อขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งหลังศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานปากสำคัญจนเสร็จสิ้นไปแล้ว หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการสอบสวนของรูปคดี และเชื่อว่าผู้ต้องหาไม่หลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1-4 ในคดีนี้
โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ชัดชัย ก่อนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ รักษาการผบ.ตร.ในขณะนั้นได้เซ็นคำสั่งโยกย้ายให้ไปช่วยราชการที่ บช.ภ. 4 ในระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบวินัยระหว่างคำสั่งโยกย้ายและตกเป็นจำเลยในคดีอุ้มทนายสมชาย ในขณะเดียวกัน แต่บทบาทและหน้าที่ของ พ.ต.ท.ชัดชัย ในฐานะ รอง ผกก.3 ป. ที่มีผลงานเป็นโดดเด่นมากเป็นพิเศษ กระทั่งได้รับมอบรางวัลคนดีศรีกองปราบเป็นกรณีพิเศษไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงยากที่จะปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่กำลังจะตามมาไม่ได้
*** ชวนสงสัย ซื้อเวลากลบกระแส
เจ้าของนามปากกา ตำรวจผู้เดือดร้อน ได้ส่งออนไลน์ถึง “ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการรายวัน” ในทำนองตั้งข้อสงสัยพร้อมฝากถึงผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังนี้
1. พ.ต.ท.ชัดชัย ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอุ้มทนายสมชาย และถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน แม้ศาลจะได้อนุญาตให้ประกันตัวไว้ก่อนชั่วคราว เหตุใด พ.ต.ท.ชัดชัย จึงสามารถกลับเข้าราชการได้ดั่งเดิม ทั้งที่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 95 ระบุว่า “ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ผู้มีอำนาจตามมาตรา 72 หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร.มีอำนาจสั่งพักราชการหือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยได้ แต่หากภายหลังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยผู้นั้นมิได้กระทำผิดหรือกระทำผิดไม่ถึงกับถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่กรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม....”
ซึ่งหากผลการสอบสวนทางวินัยแล้วเสร็จ และไม่พบการกระทำผิดทำไมพ.ต.ท.ชัดชัย จำเลยในคดีนี้จึงได้กลับเข้าราชการในตำแหน่งเดิมเพียงคนเดียวส่วนอีก 4 จำเลยในคดีเดียวกัน ซึ่งเป็นตำรวจเช่นกันจังไม่ได้กลับเข้ารับราชการ
2. พ.ต.ท.ชัดชัย ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา เหตุใดจึงได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาและสร้างผลงานจนตกเป็นข่าวใหญ่ เมื่อสามารถพิชิตคดีโด่งดังได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เช่นทลายบ่อนเตาปูนและนำทีมจับกุมไอ้คิด ฆาตกรต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลคนดีศรีกองปราบเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ภาพลักษณ์ของ พ.ต.ท.ชัดชัย อาจส่งผลต่อการสอบคำให้การพยานโจกท์ในชั้นศาล เพราะยังมีพยานที่ต้องนำสืบอีกกว่า 60 ปาก และการกลับเข้ารับราชการอาจจะมีการข่มขู่พยานเพื่อให้การกลับคำในชั้นศาล
คดีนี้จึงถือเป็นเรื่องแปลกและไม่ชอบมาพากล ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่สนใจหรือผู้ใหญ่ในรัฐบาลจะรู้เห็น เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และสามารถสั่งให้จำเลยในคดีอุ้มทนายสมชายกลับเข้ารับราชการได้ดั่งเดิม ....ลงชื่อตำรวจผู้เดือดร้อน
ความเคลือบแคลงสงสัยของเจ้าของนามปากกา (ตำรวจผู้เดือดร้อน) คงไม่ต่างจากความสงสัยของคนส่วนใหญ่ ที่สิ้นหวังแล้วกับการกลับมาของทนายสมชาย แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าศาลยุติธรรม จะยังสถิตไว้ซึ่งความยุติธรรม จึงต้องอดใจรอกันอีกสักนิด เพื่อรอผลฟังคำพิพากษาในอีกไม่ช้านี้
ศาลห้ามประกัน"รองชัดชัย' คดีอุ้มทนายสมชาย
'อชิรวิทย์' เตรียมยื่นขอประกันตัว'ชัดชัย'อีกรอบ
ฝากขังชัดชัย อุ้มทนายเจไอ ครั้งที่ 2
'บุญฤทธิ์'ปฏิเสธลั่นไม่เคยใช้ให้ใครเรียก'พ.ต.ท.ชัดชัย'เข้าพบ
'ชัดชัย'โวยถูกกลั่นแกล้งเพื่อกลบข่าวแบ่งแยกดินแดนและปล้นปืน
นำ 'ชัดชัย' ขออำนาจศาลฝากขังครั้งที่ 1
ผบช.ภ.4 ใช้ตำแหน่งขอประกันตัวพ.ต.ท.ชัดชัย แต่พงส.ไม่อนุญาต
ห้ามประกันตัวพ.ต.ท.ชัดชัย คดีอุ้มสมชาย ส่งศาลฝากขังพรุ่งนี้
ผบช.ภ. 4 นำตัวพ.ต.ท.ชัดชัย มอบตัวสู้คดีอุ้มทนายเจไอ
รองผกก."ชัดชัย"ชิงมอบตัวสู้คดีอุ้มทนายสมชาย
อนุมัติออกหมายจับ รองผกก."ชัดชัย"เพิ่มคดีอุ้มทนายสมชาย


