xs
xsm
sm
md
lg

ยินดีต้อนรับ สู่ทุ่งสะวันนาแห่งความจริง

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เหมือนจะมีพลิก เหมือนจะต่อรองกันไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่มี “กลิ่นไม่ค่อยดี” สีเขียวขี้ม้าลอยลมมา

แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ เกมไม่พลิก เมื่อการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนแรกของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก็ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ด้วยคะแนนเสียงขาดลอย 500 ต่อ 244

เรียกว่าคะแนนเสียงเป็นตัวเลข “นัยสำคัญ” ที่พอเหมาะพอเจาะพอดีกับจำนวนที่ไม่ค่อยจะเป็น “มงคล” เท่าไรนัก ในวัฒนธรรมประเพณีไทย

ด้วยเขามีตำรากันไว้ ว่าโจรทั้งหลายนั้น โบราณเขาว่ามีด้วยกันทั้งสิ้นห้าร้อยจำพวก

หรือแม้แต่คนบ้า เขาก็ว่ามีห้าร้อยประเภทเช่นกัน

คำว่า “ห้าร้อย” จึงเป็นคำด่าในตัวแบบไม่ต้องขยายความ

ใครชอบอ่านหนังสือหัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน ของ ป. อินทรปาลิต คงยิ้มได้ เมื่อนึกถึงคุณหญิงวาด ที่มีคำด่าประจำตัว เอาไว้ด่าเวลาอ้ายแห้วอู้งาน หรือตอนที่ “นายกระดิ่งทอง” นิกร การุณวงศ์ บังอาจมาล้วงกระเป๋า ว่า “อ้ายห้าร้อย”

แล้ว “นายห้าร้อย” ทั้งหลายมาจากใครบ้าง จาระไนออกมาได้เป็น สภาผู้แทนราษฎรจำนวน 251 เสียงได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 116 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 51 เสียง พรรคภูมิใจไทย 50 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคพลังท้องถิ่นไทย 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง พรรคพลังชาติไทย 1 เสียง และ “พรรคเล็กพรรคน้อย” ที่มีคะแนนเสียงผู้เลือกตั้งไม่ถึง 70,000 คะแนน อีก 10 เสียง ได้แก่ พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชานิยมพรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคพลังธรรมใหม่พวกนี้พรรคละ 1 เสียง

ส่วนที่เหลืออีก 249 เสียง นั้นมาจาก ส.ว.ที่ไม่แตกแถวเลย ที่หากสงสัยว่าหายไปไหน 1 เสียง นั้นก็คือการ “งดออกเสียง” ตามมารยาท ของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภารวมเป็น 500 เสียงพอดีเป๊ะ

ส่วนแคนดิเดต นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นั้นได้รับเสียงสนับสนุน 244 เสียง จาก พรรคเพื่อไทย 136 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 79 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคประชาชาติ 7 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคเพื่อชาติ 5 เสียง และพรรคพลังปวงชนไทย 1 เสียง

เรียกว่างานนี้ไม่มีงูเห่าโผล่ เป็นไปตาม “ดีล” ที่ว่าไว้ทุกประการ

กระบวนการขั้นตอนหลังจากนี้ ประธานรัฐสภาก็จะนำชื่อของผู้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมตามรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองของไทยต่อไป

และเมื่อมีนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะมีการฟอร์ม ครม.และนำรายชื่อ ครม.ชุดแรกในรัฐบาลประยุทธ์ ชุดที่มาจากการเลือกตั้ง ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมต่อไป โดยเมื่อ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ก็จะได้เข้าปฏิบัติหน้าที่

เมื่อนั้นเองที่จะถือว่า “คสช.” นั้นจะต้องยุติบทบาทสลายตัวไป ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ

แต่ตัวผู้เคยดำรงตำแหน่งใน คสช.นั้น จะไปปรากฏอยู่ในรัฐบาลใหม่หรือไม่ ก็ต้องรอดูกัน แต่หลายท่านก็คาดเดากันแล้วว่าไม่น่าจะผิดไปจากที่คาดอะไร

ล่าสุด หลังจากได้เป็นนายกฯ อยู่ในมือแล้ว ก็มี “กระแสข่าว” ออกมาว่า ทางพรรค พปชร.ตั้งแง่จะ “ล้มดีล” เอาเก้าอี้กระทรวงหลักกระทรวงใหญ่ที่เคยสัญญาไว้กับบรรดาพรรคร่วมฯ ดึงกลับมา ให้ “นายกฯ คนใหม่” ตัดสินใจเกลี่ยแบ่งกันใหม่

นี่เป็นข่าวลือเท่านั้น และไม่คิดว่าคงจะเป็นอย่างนั้นจริง เพราะการ “หักหลัง” แบบไม่เหลือไยขนาดนี้ ขืนทำจริงๆ คราวหน้าก็ไม่ต้องเผาผีกัน หรือคงหาใครมาเชื่อน้ำยาน้ำมนต์ก็คงยาก

แต่เอาเป็นว่า การจัดเก้าอี้ ครม.นั้นไม่น่าจะง่ายแน่นอน ทั้งจากสัญญากับพรรคร่วม สัญญาภายใน

และที่ไม่ลืม คือ “แรงกดดัน” จากสาธารณชน ทั้งฝ่ายที่แช่งซึ่งก็มีจำนวนมากเท่าผู้ที่เลือกพรรคฝ่ายตรงข้ามซึ่งน่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน คนที่เป็นกลางๆ หรือแม้แต่คนที่อาจจะ “เชียร์ลุง” แต่ไม่เอา “เพื่อนพ้องน้องพี่” ของลุงด้วย

คราวนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 หรืออำนาจอื่นๆ ของ คสช. อีกแล้ว

และไหนยังเกมในสภาฯ ที่ต่อให้จะใช้องครักษ์พิทักษ์ตู่ หรือการหลบเลี่ยงอย่างไร การเป็นนายกรัฐมนตรีใต้ระบบรัฐสภาก็ไม่ได้ง่ายนักที่จะหลบหรือเลี่ยงได้ตลอด

การอภิปรายฉบับชิมลองในการเลือกตั้งนายกฯ ที่ผ่านมาก็คงเห็นได้แล้วว่าจะดุเดือดเผ็ดร้อนขนาดไหน

เอาแบบแพรวพราวมีลูกล่อลูกชน อย่างดาวสภาเพื่อไทย ส.ส.จิรายุ ห่วงทรัพย์

แบบวิชาการแน่น อภิปรายเหมือนฟังเลคเชอร์กฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่าง ส.ส.ดีกรีด็อกเตอร์ฝรั่งเศส อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล

หรือแบบแรมโบ้ “เครื่องจักรด่า” อย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่ด่าทีสะแด่วกันทั้งสภาฯ มีกันครบทุกรสชาติ

เพราะนี่คือการเดินเข้าสู่ป่าดงพงไพร ทุ่งสะวันนาของการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

ป่าที่มีสารพัดสัตว์ ทั้งที่เป็นมิตรและอันตราย หรือดูธรรมดาแต่จริงๆ แล้วอันตรายมาก

ที่ผ่านมานั้น “นายกฯ ลุงตู่” เหมือนกับเดินเที่ยวเล่นชมทุ่งสะวันนา แบบเที่ยวซาฟารี นั่งอยู่ในรถจี๊ปหุ้มเกราะ มือถือปืนไรเฟิล สัตว์ตัวไหนคำรามฮึ่มแฮ่ไม่เรียบร้อย ก็เอาปืนส่องตูดวิ่งหนีไปได้

ในตอนนั้นอาจจะคิดว่า ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรเลย

แต่จากนี้ไป ต้องถือว่าลุงเดินลงมาจากรถหุ้มเกราะแล้ว ปืนผาอะไรก็ถือลงมาไม่ได้ทั้งนั้น

และข้างหน้าคือ เสือ สิงห์ กระทิง แรด หมีขอ หมาไน ตะกวด และสารพัดสัตว์ ทั้งที่เห็นตรงหน้า และที่ซ่อนอยู่ในพุ่มหญ้าป่าไม้

บางตัวก็เคยถูกยิงขู่ สมัยที่ลุงนั่งอยู่บนรถจี๊ป

บางตัวก็เชื่องเพราะให้อาหารกันอยู่ แต่อาหารหมดเมื่อไร มาว่ากันอีกที

นาทีนี้ “นายกฯ ลุงตู่” ต้องลงมาฟัดกับพวกนี้ตัวต่อตัวแล้ว

ก็ขอให้โชคดี.


กำลังโหลดความคิดเห็น...