xs
xsm
sm
md
lg

อนาคตทางการเมืองยังอึมครึม

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง


หลังสงกรานต์ การเมืองไทยก็กลับมาร้อนระอุอีกครั้งแบบมาเป็นระลอกๆ

เริ่มจากที่ทาง กกต. “ชี้มูล” ว่า กรณีการโอนหุ้นของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้นส่อจะขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ที่ห้ามผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน

แม้ว่าทางธนาธรจะพยายามโต้แย้งว่าได้โอนหุ้นไปก่อนตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 แล้ว โดยโอนให้คุณสมพรแม่ของเขาเอง แต่ก็เหมือนทาง กกต.จะยังไม่เชื่อ หรือเห็นว่ามีข้อสงสัย จึงแจ้งชี้มูล และให้มาชี้แจงภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ

เป็นอีกหนึ่งในชนักปักหลังหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่อจากคดีความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และถ้าจะรวมกรณีของ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ที่ก็โดนคดีหมิ่นศาลไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ต้องไปชี้แจงกับทาง ปอท.เช่นกัน

เรื่องนี้ก็สุดแต่ใครจะมอง คือถ้าเป็นฝ่ายที่เชียร์อนาคตใหม่ หรือขั้วไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ไม่สนับสนุนให้ลุงตู่อยู่ต่อ ก็คงจะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการ “ตัดอนาคต” พรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 3 ที่มี ส.ส. รับประกันว่าตั้งแต่ 80 ที่นั่งขึ้นไป

แต่อีกฝ่ายก็มองได้ว่า เรื่องนี้เป็นการพลาดเองแบบเสียค่าโง่ ไม่ระวังตัวให้ดีทั้งที่รู้ว่าจะต้องเข้าสู่วงการเมือง หรือถ้ามองในแง่ร้ายกว่านั้นก็จะว่ามีเจตนาหมกเม็ด ปกปิดเลย

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่า ธนาธรถือหุ้นใน “สื่อมวลชน” นั้น สื่อที่ว่าคืออดีตนิตยสารไฮโซ “WHO” ที่ปิดตัวไปแล้วเมื่อสองปีก่อน

ดังนั้นในเชิง “ข้อเท็จจริง” คงจะถือว่าเขามี “สื่อมวลชน” ในมือไม่เสียทีเดียวนัก แต่ข้อกฎหมายก็ต้องว่าไปตามนั้น เพราะโดยทางการบริษัทไม่ได้ปิดกิจการไป และก็ยังมีวัตถุประสงค์ที่จะทำธุรกิจเช่นนั้นอยู่

ย้อนไปถึงเมื่อต้นสัปดาห์ ก็มีเรื่องฮือฮาเกิดขึ้นอีก เมื่อสมาชิกส่วนหนึ่งของพรรค “เศรษฐกิจใหม่” ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ไปร้อง กกต.ขอให้ยุบพรรคตัวเอง เนื่องจากอ้างว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามามีอิทธิพลครอบงำพรรค

เล่นเอาคุณมิ่งขวัญต้องออกมาชี้แจง และพร้อมกันนี้ ก็เป็นการประกาศชัดๆ อีกครั้งหลังการเลือกตั้งว่า ยังคงมีจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับฝ่าย พปชร.แน่นอน

เป็นการปิดประตูที่ไม่ต้องลุ้น และรับประกันว่า เสียง ส.ส. 6 ที่นั่งของพรรคนี้ จะอยู่กับขั้วพรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ และฝ่ายไม่ให้ลุงตู่อยู่ต่อแน่นอน

ส่วนอีกข่าวเมื่อวานนี้เอง (24 เม.ย. 62) ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งไม่รับคำร้องที่ทาง กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องวิธีการคิดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เจ้าปัญหา โดยศาลสรุปให้ว่าเป็นอำนาจของ กกต.ที่จะต้องไปคิดเอง โดยการใช้อำนาจหน้าที่นั้นก็ยังไม่เกิด และยังไม่กระทบกระทั่งกับใคร

อาจกล่าวได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อยากหลีกเลี่ยงการเป็นผู้ “ลงตรารับรอง” วิธีการคิดคะแนนให้ กกต.

เพราะวิธีการคิดคะแนนที่ กกต.หารือไปนั้นมันออกจะสุ่มเสี่ยงอยู่มากทีเดียว เพราะในที่สุดจะทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้ค่าเฉลี่ย ส.ส.ขั้นต่ำ ต่ำกว่า 1 นั้นได้ไปคนละหนึ่งที่นั่ง และเบียดที่นั่งของพรรคขนาดใหญ่และขนาดกลาง

ซึ่งคอการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายไหน ก็ฟันธงกันไปแล้วว่า วิธีคิดคะแนนนี้ น่าจะเข้าทางฝ่ายขั้ว พปชร.มากกว่า

แต่ถ้าจะใช้สูตรนั้นก็จะอยู่บนความเสี่ยงอย่างยิ่งของ กกต.ที่อาจถูกโต้แย้งในภายหลัง และอาจจะกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ โดยที่ไม่มีหลังให้พิงอีกแล้วเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับตีความให้ก่อน

ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ขั้วเพื่อไทย อนาคตใหม่ และพรรคแนวร่วมไม่เอาการสืบทอดอำนาจนั้นแม้จะน่วมๆ อยู่ แต่ก็ออกจะได้เปรียบอยู่นิดๆ เพราะแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะโดน “ใบส้ม” สั่งให้เลือกตั้งใหม่ไป 1 เขตที่เชียงใหม่โดยผู้สมัครเดิมห้ามลง แต่นั่นก็เชื่อขนมกินได้ว่า คนจะไปเลือกพรรคอนาคตใหม่กันแทน ซึ่งจะมีทั้งคนที่เลือกไปแล้วในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยแล้วโดนใบส้มไปทำให้ดุลโดยรวม 1 เสียงก็ยังไม่หายไปจากฝั่งนี้

ส่วนทางฝ่าย “ลุงตู่อยู่ต่อ” ก็อาจจะหนักอยู่ เพราะต่อให้จับรัฐบาลได้ ก็น่าจะเสียงปริ่มน้ำง่อนแง่น แบบที่ไม่รู้ว่าจะผ่านกฎหมายสักฉบับ หรืองบประมาณประจำปีได้หรือไม่

ยิ่งถ้าหวังเสียงเบี้ยหัวแตกจากพรรคเล็กพรรคน้อย ก็จะยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่

แม้จะมีเสียงแนะนำจากนายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่า ให้ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว.มาช่วยโหวตงบประมาณด้วย แต่เอาเข้าจริงถ้าจะขยายอำนาจ ส.ส.ไปไกลขนาดนั้น ก็ยากที่ประชาชนส่วนใหญ่จะรับได้

ในภาวะที่รัฐบาลความนิยมตกลงเรื่อยๆ จากทั้งกระแสเศรษฐกิจไม่ดี มีการขึ้นราคาค่ารถเมล์และน้ำมัน แต่รัฐบาลดันผุดไอเดียแจกเงิน 1,500 บาท ให้คนอายุ 18 ปีขึ้นไป ไปท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เล่นเอาคนทั้งโซเชียลว่า ให้รัฐบาลเอาไปสนับสนุนโรงพยาบาลต่างๆ จะเข้าท่ากว่าไหม

อีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะมองข้ามไม่ได้ คือการที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะรับพิจารณากรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนา อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ ยื่นให้พิจารณาและฟ้องศาลว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

ซึ่งถ้าในที่สุด เรื่องไปจบที่ศาลใด ถ้าเรื่องเป็นว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้เป็นโมฆะแล้ว กว่าจะได้เลือกกันใหม่ก็คงอีกประมาณหนึ่งเลยทีเดียว

โดยที่ “ลุงตู่” “ลุงป้อม” และคณะพรรค ก็จะบริหารประเทศต่อไปแบบยาวๆ ท่ามกลางข้อครหามากมายเอื้อให้นายทุนกลุ่ม “ทุนประชารัฐ” และกลุ่มอื่นๆ เช่นการใช้มาตรา 44 อุ้มกิจการทีวีดิจิทัลและผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

หากสิ่งที่แย่กว่านั้น คือ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และลุงตู่ได้อยู่ต่อไปตามนั้น เครดิตของประเทศไทยบนเวทีโลกเกี่ยวกับความเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตยก็คงไม่มีเหลือ

เพราะคนจะมองว่า การเลือกตั้งของไทยนั้นเป็น “ปาหี่” พอฝ่ายที่ต้องการอยู่ในอำนาจแพ้ หาทางปรับลดเสียงของอีกฝ่ายแล้วก็ยังไปไม่ได้ ล้มกระดานกันเสียดื้อๆ เลย

เรื่องจะอยู่ต่อของนายกฯ คนเดิมนี้จึงมีเดินพันที่สูงอย่างยิ่ง

ส่วนทางออกที่อาจจะคลี่คลายได้ คือผู้นำ คสช.เห็นสภาพแล้วคิดว่าไปไม่รอด ยอมลงจากหลังเสือมาโดยดี ก็อาจจะทำให้ดุลการเมืองเปลี่ยนไปได้อีกครั้ง หลุดจากวังวนที่ผ่านมา

แต่ใครๆ ก็คงรู้ว่าเขาคงไม่ทำเช่นนั้นแน่ๆ.
กำลังโหลดความคิดเห็น...