xs
xsm
sm
md
lg

การประชุมผู้ถือหุ้นที่เปลี่ยนไป

เผยแพร่:   โดย: กิตตินันท์ นาคทอง


กิตตินันท์ นาคทอง Facebook.com/kittinanlive

ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายนของทุกปี เป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะนิยมจัดการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี หรือ AGM (Annual General Meeting) ปีละครั้ง

วัตถุประสงค์หลักก็คือ ให้ผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะซื้อเพียง 1 หุ้น, 1 หน่วย (100 หุ้น บางบริษัท 50 หุ้น) หรือจำนวนเท่าใดก็ตาม รับทราบผลการดำเนินงาน การบริหารจัดการของแต่ละกิจการที่ผู้ถือหุ้นตัดสินใจเข้าไปลงทุน ในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจ

ใครที่เคยซื้อหุ้นบริษัทมหาชนนั้นๆ ผ่านโบรกเกอร์ต่างๆ จะได้รับเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้น ในซองสีน้ำตาลผ่าน บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ส่งทางไปรษณีย์ถึงบ้าน

คนที่สะดวกเข้าร่วมประชุมก็นำเอกสารนั้นไป ส่วนใครไม่สะดวก จะมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าประชุม หรือใช้วิธีเขียนใบมอบฉันทะ ให้กรรมการอิสระเข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทน ส่งกลับไปยังบริษัทฯ ล่วงหน้าก่อนวันประชุมก็ได้

การประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

อย่างแรก คือ “การงดแจกชำร่วย” ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ไม่ทำของชำร่วยแจกแล้ว ตามนโยบายของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย มาตั้งแต่ปี 2558 แม้จะเป็นดุลยพินิจและอำนาจการตัดสินใจของบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งเอง

เหลือไว้เพียงแค่อาหารว่างและเครื่องดื่ม ที่จัดเตรียมไว้คนละ 1 ชุดเท่านั้น จะมีบางบริษัทที่ยังแจกของชำร่วยอยู่บ้าง แต่มูลค่าไม่สูงมาก เช่น บริษัทผลิตไฟฟ้าแห่งหนึ่ง แจกถุงผ้าขาวม้าให้ผู้ถือหุ้นคนละ 1 ชุด

สมัยก่อน บริษัทจดทะเบียนนิยมแจกของชำร่วย เพื่อจูงใจให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้าร่วมประชุมจากเดิมของชำร่วยจะเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าไม่สูงมาก อาทิ สมุด ปากกา แก้วน้ำ นาฬิกาแขวน นาฬิกาตั้งโต๊ะ ติดโลโก้บริษัท

นานวันเข้าหนักถึงขั้นแจกสิ่งของที่มีราคาแพง จัดเลี้ยงอาหารอย่างดี หวังเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กรไปในตัว แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม เกิดความรำคาญกับคนที่ตั้งใจมาประชุมเพื่อสอบถามกิจการกับผู้บริหารจริงๆ

ในอดีตมีเรื่องเล่าสู่กันฟังว่า ในบรรดาผู้ถือหุ้นรายย่อยจะมี “มนุษย์ป้า” ล่าของชำร่วย เที่ยวตระเวนไปตามงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อหวังรับของแจก แหลกอาหารหรู แถมโกยใส่กระเป๋ากลับบ้าน ผิดวัตถุประสงค์การประชุม

มีบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง เคยแจกบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 500 บาท กลายเป็นที่สนใจแก่ผู้ถือหุ้นรายย่อย ต่างรับของแจกเป็นจำนวนมาก หนำซ้ำผู้ถือหุ้นรายหนึ่งประกาศขายต่อใบละ 400 บาท ซึ่งผู้บริหารบริษัทเห็นกับตาด้วยตัวเอง

การประชุมผู้ถือหุ้นปีหลังๆ บริษัทน้ำมันแห่งนั้น จึงงดแจกบัตรเติมน้ำมัน รวมทั้งของชำร่วยอื่นๆ มีให้เฉพาะอาหารกลางวันไว้รับรองสำหรับผู้ถือหุ้น หรือผู้รับมอบฉันทะที่มาเข้าร่วมประชุม คนละ 1 ชุดเท่านั้น

เหตุผลสำคัญที่สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย รณรงค์งดแจกของชำร่วย มีอยู่ 5 ข้อ ได้แก่

1. เกิดต้นทุนของกิจการเพิ่มขึ้น เช่น การจัดซื้อ การบริหารสต็อก และกำลังคนในการบริหารจัดการ

2. เกิดความไม่เท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้น เช่น บางรายอาจจะไม่ได้เข้าร่วมประชุม

3. เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ เช่น มีการนำหุ้นไปกระจายออกเป็นผู้ถือหุ้นหลายชื่อ และนำมาใช้สิทธิรับของชำร่วย

4. เกิดค่านิยมผิดๆ เห็นเป็นความโก้เก๋ ในการใช้สิทธิรับของชำร่วย โดยไม่คำนึงถึงความเป็นเจ้าของกิจการ ที่ควรมีส่วนช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่าย

5. เกิดการฉ้อฉล เช่น มีการใช้หลักฐานเท็จ มาใช้สวมสิทธิรับของชำร่วยเข้าข่ายผิดกฎหมาย และอาจเกิดผลกระทบเรื่องการนับคะแนนเสียงลงมติในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอีกด้วย

หลังบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ไม่ทำของชำร่วยแจก ก็มีปฏิกิริยาจากผู้ถือหุ้นบางรายโกรธ หาว่าขัดผลประโยชน์บ้าง แล้งน้ำใจบ้าง แทนที่จะให้อะไรตอบแทนเป็นค่าเสียเวลา

จนสังคมมองว่า ตกลงจะไปประชุมหรือไปรับของแจกกันแน่?

อย่างต่อมา คือ “กระแสลดโลกร้อน” ในการประชุมผู้ถือหุ้น เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผุดโครงการที่ชื่อว่า “Care the Bear” ส่งเสริมบริษัทจดทะเบียน ลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนท์ต่างๆ

บางบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ เชิญชวนผู้ถือหุ้นเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะหรือใช้วิธีคาร์พูล (Car Pool) ในการประชุมครั้งล่าสุด โดยแนะนำทั้งทางออกรถไฟฟ้า และสายรถประจำทางที่ผ่านสถานที่จัดงาน



สำหรับแนวทางการจัดอีเวนต์ตามโครงการ Care The Bear มีด้วยกัน 6 ข้อ คือ

1. เดินทางโดยรถสาธารณะ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มาร่วมงานเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถประจำทาง หรือถ้าไปงานเดียวกันก็ไปด้วยกันโดยใช้วิธีคาร์พูล (Car Pool) ช่วยประหยัดพลังงานและหาที่จอดรถง่ายขึ้น

2. ลดการใช้กระดาษและพลาสติก อาทิ แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว ใช้รูปแบบสแกนคิวอาร์โค้ดแทน ลดการใช้กระดาษและพลาสติกในของรางวัล ของที่ระลึก และรณรงค์ให้นำกระติกน้ำส่วนตัว หรือบรรจุภัณฑ์ส่วนตัวมาใช้ภายในงาน

3. งดการใช้โฟม และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ผลิตจากโฟม โดยพิจารณาในการใช้บรรจุภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ อาทิ แก้วน้ำไม้ไผ่ กล่องชานอ้อย แทนภาชนะที่ทำจากโฟม รวมทั้งงดการใช้อุปกรณ์ที่ทำจากโฟม เช่น ตัวอักษรโฟม ป้ายโฟม

4. ลดการใช้พลังงงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยการให้แสงสว่างเฉพาะจุด เช่น บนเวทีการประชุม และเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานน้อยลง เช่น ใช้หลอดแอลอีดี (LED) ซึ่งประหยัดพลังงานและใช้งานได้ยาวนานกว่า

5. เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยให้ผู้จัดงานวางแผนนำอุปกรณ์ตกแต่งงานอีเวนต์มาต่อยอดหรือทำประโยชน์อื่นๆ ต่อได้ เพื่อให้กลายเป็นขยะหรือเหลือเป็นขยะน้อยที่สุด

6. ลดการเกิดขยะ เช่น ติดป้ายรณรงค์บริเวณจุดตักอาหารว่า “ตักอาหารแต่พอดี และทานอาหารให้หมด” โดยผู้จัดงานเลือกใช้ถ้วยชามที่มีขนาดเล็กลงเพื่อควบคุมปริมาณอาหาร และส่งเสริมให้มีการแยกขยะในการจัดงานอีเวนต์

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีเทมเพลต Eco Event Kit สำหรับการคำนวณปริมาณคาร์บอน ฟุตปรินท์ (Carbon Footprint) จากงานอีเวนต์ แสดงให้เห็นว่าช่วยลดปริมาณลงเท่าใด เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กี่ต้นให้เห็นภาพโดยง่าย

คนที่เข้าร่วมงานบางคนอาจจะรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมการจัดงานดูก๊องแก๊ง ไม่ได้ตกแต่งใหญ่โต อาหารก็ใส่กล่องชานอ้อย ฯลฯ แต่ผลที่ได้รับอย่างน้อยย่อมส่งผลดีต่อประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งประหยัดงบประมาณบริษัทฯ ในการจัดงานไปในตัว

หากการจัดงานในรูปแบบนี้ได้ผลดี อาจจะเป็นตัวอย่างให้บริษัทอื่นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ นำไปปฏิบัติตาม ไม่จำเป็นต้องคำนวณคาร์บอนฟุตปรินท์ก็ได้ แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในองค์กรไปในตัว

อย่างสุดท้าย คือ “การจัดส่งรายงานประจำปี” ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งมักจะส่งกันในรูปแบบซีดี แนบไปกับเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้น แทนการส่งรายงานเป็นรูปเล่มซึ่งมีต้นทุนผลิตสูงมาก

ถึงกระนั้น บางบริษัทฯ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นขอรับรายงานประจำปีในรูปแบบหนังสือ โดยให้กรอกแบบฟอร์มส่งทางไปรษณีย์ โทรสาร หรืออีเมล เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ จะจัดส่งรูปเล่มไปให้ทางไปรษณีย์เป็นรายกรณีไป

น่าสังเกตว่า รายงานประจำปีในรูปแบบซีดี อาจจะไร้ประโยชน์และสื้นเปลือง เนื่องจากคนที่ใช้มือถือเข้าอินเตอร์เน็ต ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เลยก็เปิดอ่านไม่ได้ แลปท็อปบางรุ่นเริ่มไม่มีไดร์ฟซีดี มีเพียงแค่พอร์ต USB ก็เปิดอ่านไม่ได้เช่นกัน

แม้บางบริษัทจะใช้วิธีให้ผู้ถือหุ้นสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเปิดอ่านรายงานประจำปี แต่พบว่าสแกนได้เฉพาะผ่านมือถือเท่านั้น โดยจะเป็นเอกสารในรูปแบบ PDF ความละเอียดต่ำ อ่านยาก ต้องคอยเอามือรูดขึ้นรูดลงบนหน้าจอมือถือเพื่อขยายตัวหนังสืออีก

ถ้าบริษัทจดทะเบียนไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากเกินไป เปลี่ยนมาใช้ “แฟลชไดร์ฟ (Flash Drive)” ซึ่งมีความจุมากกว่าซีดี ปัจจุบันขนาดความจุต่ำกว่า 8 GB ราคาถูกลงไปมาก ยิ่งจัดซื้อจำนวนมาก ราคาก็ยิ่งถูกลง และให้ผู้ถือหุ้นนำมาใช้ซ้ำในชีวิตประจำวันได้

แม้ต้นทุนจะสูงกว่า แต่ก็ดีกว่าไรท์ซีดีแจก พิมพ์ปกซีดีสวยงาม แต่คนที่เปิดซีดีไม่ได้ ก็ไม่ได้เปิดอ่าน สุดท้ายก็ปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์.
กำลังโหลดความคิดเห็น...