xs
xsm
sm
md
lg

ไขข้อข้องใจ “รูดบัตรเดบิต” ตรุษจีนนี้ คืนภาษีปลายปี 5%

เผยแพร่:   โดย: กิตตินันท์ นาคทอง


กิตตินันท์ นาคทอง Facebook.com/kittinanlive

ขณะนี้กระทรวงการคลัง เปิดให้ประชาชนทั่วไป ลงทะเบียนมาตรการส่งเสริมการชำระเงิน เพื่อซื้อสินค้าและบริการและการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปแล้วเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

โดยกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ www.epayment.go.th ภายในวันที่ 31 มกราคม 2562 เท่านั้น หลังจากนั้นใช้บัตรเดบิต หรือคิวอาร์โค้ดผูกกับบัญชีที่ลงทะเบียน ซื้อสินค้าและบริการตามร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2562

หลังจากนั้น กระทรวงการคลังจะโอนเงินชดเชย 5% ของราคาสินค้าและบริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (ค่าสินค้า บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) คืนเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ที่ใช้เลขประจำตัวประชาชน ภายในเดือนพฤศจิกายน 2562

โดยรับเงินชดเชย สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท หรือเท่ากับยอดซื้อสินค้าและบริการประมาณ 21,400 บาท

กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ระยะเวลาได้รับเงินคืนนั้น “ไม่นานเกินไป” เมื่อเทียบกับมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” ที่ต้องนำใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการ มายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.90 หรือ ภงด.91) ในปีถัดไป

เรื่องนี้ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลาย อาจมีคนสงสัยว่า ถ้าอยากจะเข้าร่วมโครงการรูดบัตรเดบิต หรือจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ด เพื่อรับเงินคืน 5% ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ต้องทำอย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง?

ก่อนอื่น คุณสมบัติของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน คือ สัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547)

อย่างต่อมา คือ ต้องมี บัญชีธนาคาร มีแอปพลิเคชันธนาคารที่สแกน คิวอาร์โค้ด (QR Code) จ่ายแทนเงินสดได้ หรือต้องมี บัตรเดบิต (Debit Card) ที่ออกโดยธนาคารนั้นๆ ผูกกับบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนเท่านั้น

บัตรเดบิตจะต้องเป็นบัตรที่ออกโดยธนาคารในประเทศไทย เพราะฉะนั้น จะเป็นบัตรเดบิตธรรมดา บัตรเดบิตพ่วงประกันอุบัติเหตุ บัตรประจำตัวพนักงาน นิสิต นักศึกษา สามารถลงทะเบียนได้ทั้งหมด

แต่บัตรเครดิต (Credit Card) บัตรเติมเงิน (Prepaid Card) บัตรเงินสด (Cash Card) หรือบัตรแทรเวลการ์ด (Travel Card) แม้จะออกโดยธนาคาร มีโลโก้ VISA หรือ MasterCard ก็ตาม แต่ไม่สามารถใช้สิทธิ์รับเงินคืนจากโครงการนี้ได้

รวมทั้ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่เข้าร่วมโครงการ แต่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเปิด “บัญชีเงินฝากพื้นฐาน” เพื่อรับบัตรเดบิตไปใช้ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีเป็นกรณีพิเศษ ได้ที่ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการนี้ มีธนาคารของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการบัตรเดบิต กับบริการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เข้าร่วมโครงการเกือบทุกแห่ง ยกเว้น ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ไทย

อย่างสุดท้าย คือ ต้องมี รหัสพร้อมเพย์เลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก เพื่อที่จะได้โอนเงินคืนเข้าบัญชีผ่านรหัสพร้อมเพย์ ถ้ายังไม่มี สมัครได้ที่ช่องทางต่างๆ ของธนาคารทุกแห่ง

รหัสพร้อมเพย์ เลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก จะเป็นบัญชีเดียวกัน ธนาคารเดียวกัน กับที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ หรือคนละบัญชี คนละธนาคารกันก็ได้ ไม่ห้าม เพราะปกติจะใช้เฉพาะตอนที่รับเงินโอนจากภาครัฐ เหมือนตอนที่กรมสรรพากรคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ส่วนรหัสพร้อมเพย์ ที่เป็นเบอร์มือถือ 10 หลัก อี-วอลเลท 15 หลัก ไม่สามารถใช้รับเงินคืนจากโครงการนี้ได้ เนื่องจากนโยบายระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-Payment) ให้ภาครัฐใช้เลขที่บัตรประชาชนโอนเงินเท่านั้น

จากนั้น ให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.epayment.go.th ใช้ข้อมูลรหัสหลังบัตรประชาชน เลขที่บัญชีธนาคารที่จะใช้คิวอาร์โค้ดในแอปฯ ชำระเงิน และเลขที่บัตรเดบิต 16 หลัก

ประชาชน 1 คน สามารถลงทะเบียนบัญชีธนาคารที่จะใช้คิวอาร์โค้ด และบัตรเดบิตเพื่อรับสิทธิ์ได้ 1 บัญชีธนาคาร และ 1 บัตรเดบิตเท่านั้น ภายในวันที่ 31 มกราคม 2562 เท่านั้น ไม่มีการขยายเวลาหลังหมดเขตอีก

เพราะฉะนั้น คนที่มีบัญชีธนาคารหลายบัญชี บัตรเดบิตหลายใบ อาจต้องใช้บัญชีธนาคารและบัตรเดบิตใบใดใบหนึ่งเท่านั้น ลงทะเบียนและใช้จ่ายตามโครงการนี้ เพื่อรับสิทธิ์ตามมาตรการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบางธนาคาร อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ที่ไม่สะดวกกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ โดยนำบัตรเดบิต สมุดบัญชีธนาคาร และบัตรประชาชนตัวจริงไปลงทะเบียนได้ที่สาขาของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ

เมื่อถึงระยะเวลามาตรการ 1-15 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อซื้อสินค้าและบริการตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องใช้บัตรเดบิตรูดบัตร หรือสแกนคิวอาร์โค้ดชำระแทนเงินสด

โดยร้านค้าจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ระบบบันทึกการเก็บเงิน Point of Sale (POS) ที่พิมพ์ใบกำกับภาษีให้ลูกค้า โดยเชื่อมต่อกับเครื่องรูดบัตร (EDC) ซึ่งปกติร้านค้าขนาดใหญ่จะจดทะเบียนและใช้ระบบนี้กันอยู่แล้ว
หมายเหตุ : คำนวณจากข้อมูลใน http://www.epayment.go.th/home/app/QA
สูตรการคำนวณก็คือ ราคาสินค้าต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% จึงจะได้รับเงินคืนตามสเตป

เพราะปกติเวลาซื้อของตามร้านค้าต่างๆ ในใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี เราจะมองเพียงแค่ยอดเงินกลมๆ ทั้งหมดที่ชำระ แต่เอาเข้าจริงเป็นราคาสินค้าที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เอาไว้เรียบร้อยแล้ว

การรูดบัตรเดบิต หรือ จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ด ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเก็บใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบไว้เหมือนช้อปช่วยชาติ เพราะร้านค้าจะส่งข้อมูลให้ธนาคาร แล้วคำนวณเงินชดเชยหลังมาตรการสิ้นสุด ก่อนจะคืนเงินในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562

สินค้าและบริการที่จะได้รับเงินคืน ต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่มกำกับ และต้องไม่เป็นสินค้าและบริการที่มีภาษีสรรพสามิต ได้แก่ สุรา, ยาสูบ, น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน, รถยนต์ และ รถจักรยานยนต์

พูดง่ายๆ เหล้า-เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด หรือใครที่ขับรถเติมน้ำมันเป็นประจำ ซื้อน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการ ถ้าหจะรูดบัตรเดบิตหรือชำระผ่านคิวอาร์โค้ด เพื่อหวังรับเงินคืนตามมาตรการฯ ก็หมดสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม มีสินค้าบางรายการ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในช่วงมาตรการช้อปชวยชาติไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ไม่รู้ว่ากระทรวงการคลังจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกรมสรรพากรกำหนดไว้ในช้อปช่วยชาติหรือไม่? (อ่านข้อมูลเทียบเคียง http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/borkor/tax081160.pdf)

นอกจากนี้ สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ การชำระเงินครอบคลุมไปถึงช้อปปิ้งออนไลน์ โดยใช้พร้อมเพย์คิวอาร์โค้ด และเลขบัตรเดบิตหรือไม่ เพราะในข้อมูลระบุเพียงแค่ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีระบบ POS เท่านั้น

สิ่งเหล่านี้คงต้องรอให้กระทรวงการคลังชี้แจงอย่างชัดเจนอีกที เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียประโยชน์ที่จะได้รับ เพราะไม่รู้ว่าสินค้าประเภทไหนลดหย่อนไม่ได้อีก รวมทั้งปัจจุบันประชาชนเริ่มนิยมช้อปออนไลน์ บางแห่งมีทั้งหน้าร้านและเว็บไซต์ ชำระด้วยบัตรเดบิตหรือคิวอาร์โค้ดได้ด้วย
ภาพ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
แม้มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมการชำระเงินซื้อสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าถามว่า มาตรการนี้แตกต่างจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ตรงไหน?

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐบาลให้เงินคนละ 500 บาท เพื่อลดค่าครองชีพในช่วงเทศกาลปีใหม่ ก็ให้เฉพาะผู้ถือบัตรที่มีรายได้น้อย ไม่เกิน 1 แสนบาท ประมาณ 14.5 ล้านคน แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยจริงหรือแกล้งจน

ช้อปช่วยชาติ ที่รัฐบาลเคยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นำค่าสินค้าและบริการไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท ที่ได้ประโยชน์จะเป็นคนที่มีฐานภาษีสูงๆ ส่วนคนที่มีฐานภาษีเพียงแค่ 5% ลดหย่อนได้สูงสุดแค่ 750 บาทเท่านั้น

หรือย้อนกลับไป เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 ก็ให้เฉพาะกลุ่มผู้ประกันตนประกันสังคม กลุ่มข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญ และกลุ่มบุคลากรภาครัฐ ไม่ถึง 10 ล้านรายเท่านั้น

มาตรการนี้ ไม่ได้จำกัดรายได้ หรือสถานะของบุคคล วัดกันเฉพาะการใช้จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดหรือบัตรเดบิตเท่านั้น เพราะฉะนั้น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้

ขอเพียงแค่มีบัญชีธนาคาร มีแอปฯ ที่สแกนคิวอาร์โค้ดได้ มีบัตรเดบิตที่จะรูดซื้อสินค้าบริการต่างๆ และที่สำคัญ มีเงินในบัญชี ไว้ใช้จ่ายผ่านช่องทางข้างต้น แทนเงินสดในช่วงตรุษจีน

ส่วนความปลอดภัยในการลงทะเบียน เนื่องจากเป็นระบบที่จัดทำโดยกระทรวงการคลังโดยตรง อีกทั้งขอข้อมูลเฉพาะเลขที่บัตรเดบิต 16 หลัก ไม่ได้ขอเดือน/ปีที่หมดายุบัตร และรหัส CVV/CVC ด้านหลังบัตร 3 หลัก จึงถือว่าปลอดภัย

แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ไม่ควรให้บุคคลแปลกหน้า หรือบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจฝากลงทะเบียน เพราะอาจถูกบุคคลรายนั้นนำข้อมูลบนบัตรไปใช้ในทางทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินในบัญชีได้

ปัจจุบัน มีจำนวนผู้ถือบัตรเดบิต 58.85 ล้านใบ (ณ เดือนมิถุนายน 2561) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะพกบัตรเดบิตเพียงใบเดียว เช่นเดียวกับบัญชีธนาคาร จึงยังแยกไม่ได้ว่าประชาชน 1 คนมีบัตรเดบิตรวมกันทั้งประเทศเท่าไหร่

คงต้องดูว่า หลังวันที่ 31 มกราคม 2562 จะมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมมาตรการฯ มากน้อยขนาดไหน อาจจะเป็น “บิ๊กดาต้า” สำคัญที่จะนำไปพัฒนาระบบการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ในอนาคต

สิ่งสำคัญที่อยากจะทิ้งท้ายก็คือ แม้จะเป็นมาตรการที่ประชาชนได้ประโยชน์จากสังคมไร้เงินสด แต่ก็ควรรูดซื้อสินค้าและบริการอย่างพอดี ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นความฟุ้งเฟ้อจนบานปลาย ก่อหนี้เพิ่มโดยไม่รู้ตัว
กำลังโหลดความคิดเห็น...