xs
xsm
sm
md
lg

Facebook สีเทา

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก
Facebook เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ในปี 2006 หรือ พ.ศ. 2549

สำหรับคนไทยนั้นแรกทีเดียวเริ่มเล่นกันในหมู่นักเรียนนอก หรือคนที่ทันสมัยด้าน IT ก่อน เพราะในยุคนั้น Social Network ที่คนไทยนิยมเล่นกันมากที่สุด คือ HI 5 (ไฮไฟว์) หรือคนเล่นกล้องก็จะเป็น Multiply ที่ปัจจุบันล้มหายตายจากไปแล้ว

แต่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อมต่อและพูดคุยแลกเปลี่ยนกันผ่านเว็บบอร์ด เช่น pantip.com หรือในเว็บสำนักข่าวที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วยการคอมเมนต์ท้ายข่าว อย่าง Manager Online ของเรา

Facebook มาแพร่หลายในช่วงปี 2552 – 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของวิกฤตการณ์การเมืองคนเสื้อแดงพอดี ในตอนนั้นผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าถึงเทคโนโลยี ใช้ Facebook ในการแสดงความคิดเห็นและจุดยืนทางการเมืองกัน

จนกระทั่งในปี 2554 เป็นต้นมา ประกอบกับการที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแพร่หลายและมีราคาถูกลง Facebook ก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านทางเทคโนโลยีเหล่านั้น ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ จากเดิมที่คนใช้ Social Network กันผ่านคอมพิวเตอร์ PC เป็นหลัก ซึ่งต่อให้มีราคาถูกลง แต่ก็ยังว่ากันที่หลักหมื่นกว่าบาทขึ้นไป ที่สำคัญคือขนาดและความสะดวกในการใช้งาน

การมาถึงของเทคโนโลยีดังกล่าวจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าคนไทยเกือบทุกคนที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองมีบัญชีผู้ใช้ Facebook และเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นผู้ใหญ่ ไปจนพนักงานออฟฟิศระดับทั่วไป ยันแม่บ้าน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือแม้แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน

สินทรัพย์มหาศาลของ Facebook คือผู้ใช้งาน ซึ่งก่อนหน้านี้ นโยบายของ Facebook นั้นพยายามให้ผู้ใช้งานเป็นบุคคลซึ่งมีตัวตนจริง จึงทำการ “กวาดล้าง” บัญชีที่ใช้นามแฝงด้วยอัลกอริทึ่มของระบบ

ในช่วงเวลานั้น ใครตั้งชื่อ Facebook ของตัวเองด้วยชื่อเล่น ถูกระงับบัญชีให้ยืนยันตัวตนด้วยการส่งเอกสารทางราชการ และบังคับให้เปลี่ยนไปใช้ชื่อจริง และอนุญาตให้ใช้ชื่อเล่นหรือนามแฝงได้ในแบบชื่อรอง

มาตรการของ Facebook ในขณะนั้น เป็นการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ของโลกไซเบอร์ ที่เดิมนั้นเป็นดินแดนนิรนามที่ใครอยากจะอวตารเป็นอะไรก็ได้ที่ตัวเองอาจจะไม่ได้เป็นจริงๆ มาสู่ตัวตนที่เชื่อมโยงกับตัวตนในโลกของความจริงมากขึ้น

ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงในกรอบความคิดของผู้คนในยุคปัจจุบันที่ชอบการแสดงตัวตนต่อสาธารณชน ยุคแห่งการใช้ชื่อแฝงหรือ Login หมดไป ทุกคนเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยชื่อ นามสกุลจริง และพยายามสร้างภาพตัวเองในโลกเช่นนั้น ในแบบที่ตัวเองอยากเป็นมากกว่าที่ตัวเองจะเป็นจริง ๆ กรอบคิดนี้กำเนิดคำว่า “เซลฟี่” (Selfie)

12 ปีของ Facebook หากเทียบอายุของตลาดและบริษัทด้านเทคโนโลยี ก็นับว่ามีอายุที่ยาวนานแล้ว Platform และ Social Network หลายตัว ที่สร้างขึ้นก่อนหรือหลัง Facebook นั้นทยอยปิดตัวกันไป แม้แต่ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง Google คือ Google Plus นั้นก็ยังต้องโบกมืออำลา

หากการเสื่อมลงของ Facebook เกิดจากสิ่งที่เป็นไปตามภาษิตไทยที่ว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน”
เริ่มตั้งแต่เมื่อ Facebook เริ่มตักตวง “ผลประโยชน์” จากผู้ใช้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของตน แบบไม่เป็นธรรมมากขึ้น ด้วยเหตุว่า ผู้คนนั้นติดและฝังตัวในระบบกันหมดแล้ว เรียกได้ว่า บางคนตั้งแต่วัยเด็กจนวัยรุ่น ชีวิตทั้งหมดได้บันทึกลงใน Facebook แล้ว หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็เช่นกัน

Facebook เริ่มเก็บ “ไซดักปลา” ที่ตัวเองวางไว้แรกๆ ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจ สื่อ หรือบุคคลสาธารณะ สามารถเปิดเพจ (Page) ได้ฟรี เป็นช่องทางสื่อสารถึงลูกค้า ผู้ติดตาม หรือแฟน จนในยุคหนึ่ง การมีเว็บไซต์นั้นแทบหมดความจำเป็น ด้วยการสื่อสารผ่านหน้าเพจของ Facebook เข้าถึงลูกค้าและผู้ติดตามได้ดีกว่า ธุรกิจหลายแห่งถึงกับหยุดพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเอง มาลุยทางเพจของ Facebook เป็นทางหลัก

จนกระทั่ง Facebook เริ่มมากู้ไซเงินไซทองที่ตัวเองวางทิ้งไว้ ด้วยการลดยอดการเข้าถึงเพจเหล่านั้น ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไป เห็นแต่เฉพาะโพสต์ของญาติมิตรที่เป็นบุคคลจริงๆ มากกว่าเป็นข้ออ้างที่สวยหรู แต่เรื่องจริงคือ หากเพจใดยังอยากปรากฏให้ผู้ติดตามได้เห็นอยู่ ก็จำเป็นต้องจ่ายเงินมากน้อยตามกำลัง เพื่อแลกกับการที่ Facebook จะยอมนำไปแสดงผลให้ผู้ติดตามได้เห็น

ในทางตรงข้าม แม้เพจใดที่ผู้ใช้จะไม่เคยไปกดไลค์เอาไว้ แต่ถ้าจ่ายเงินให้ ก็จะได้รับเลือกให้มาโฆษณาให้เห็น และด้วยระบบการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล Search Engine ทำให้โฆษณาของ Facebook ยิงตรงเข้าหาผู้ใช้ เรียกว่าใครไปค้นหาลำโพงหรือเครื่องเสียงเล่นๆ ใน Google พักเดียวกลับมา ก็จะเห็นโฆษณาสิ่งที่ตัวเองเพิ่งไปค้นหานั้นมากมายใน Facebook

และ Facebook ก็หลับหูหลับตา ให้พวกโฆษณาขายของหลอกลวงต่างๆ ขอให้มีเงินจ่ายค่าบูตโพสต์เท่านั้น จะค้าขายหลอกลวงอย่างไร Facebook ก็ไม่สน ช่วงหลังๆ ผู้ใช้จะได้เห็นโฆษณาขายของราคาถูกกว่าท้องตลาด ใช้ภาษาไทยแบบไม่เป็นภาษา เหมือนใช้ระบบแปลภาษาอัตโนมัติ ใครติดต่อไปก็บอกแต่ว่าสินค้านี้ต้องฝากทางเพจสั่งให้ ต้อง Inbox ไป และจะส่งของไปให้แบบเรียกเก็บเงินปลายทาง
ใครหลงเชื่อ เป็นโดนหลอกขายของไร้คุณภาพในราคาแพง (ที่คิดว่าถูกแล้ว) กันทุกราย

เมื่อแจ้ง Facebook ไป ก็ได้รับคำตอบว่า “เพจเหล่านั้นไม่ได้กระทำผิดต่อมาตรฐานของ Facebook” แล้วก็ปล่อยโฆษณาแบบเดียวกันกลับมาเย้ยผู้แจ้งอีกต่างหาก

นอกจากนี้ การสร้างโพรไฟล์ หรือบัญชีผู้ใช้ปลอมก็ไม่ได้หมดไป Facebook ยังเป็นพื้นที่หากินของแก๊งคนต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกัน ปลอมโปรไฟล์เป็นเศรษฐีฝรั่ง มาหลอกผู้หญิงที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ให้โอนเงินไปให้แลกกับความสัมพันธ์ หรืออ้างว่าจะส่งของขวัญมาให้แต่ขอเงินไปจ่ายค่าดำเนินการ อย่างที่เป็นข่าวกันบ่อย ๆ เพราะอย่างที่ทราบ คือความที่ Facebook แพร่หลายไปมาก ทำให้มีผู้ใช้งานกลุ่มใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น รวมถึงพวกที่รู้ไม่ทันเล่ห์เพทุบายเหล่านี้

ในระดับสากล Facebook กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ถูกเปิดโปงและดำเนินคดีทางกฎหมายและทางการเมือง ในเรื่องที่หาประโยชน์จากข้อมูลของผู้ใช้งาน มาเป็นเครื่องมือให้นักสร้างข่าวปลอม หรือยิงโฆษณาหรือโพสต์ที่หวังผลทางการเมืองหรือด้านต่างๆ เกิดเป็นกระแส #delete facebook กันเมื่อต้นปี

ล่าสุด กระแสความนิยมของ Facebook ในต่างประเทศเริ่มถดถอยลงอย่างพอจะจับสัญญาณได้ ด้วยวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยใช้ Facebook เพราะมองว่าเป็น Social ของคนแก่ ประกอบกับความไม่ไว้วางใจในเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ข่าวปลอม และการหลอกลวงต่างๆ ทำให้คนส่วนหนึ่งเริ่มลดหรือเลิกเล่น Facebook ไปบ้าง

ถึงขนาดมีกระแสคนทำงานใน Facebook บางส่วนอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กร ให้มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ลงจากเก้าอี้ CEO แต่ดูแล้วยังเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย กระแสของ Facebook คงยังไม่เข้าสู่ขาลงได้ง่ายนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังมองไม่เห็นว่าสำหรับคนไทยแล้ว อะไรจะมาแทน Facebook ได้ แม้ Platform ที่เข้าถึงคนไทยได้มากระดับเคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่าง LINE ก็ยังไม่สามารถแทนที่ Facebook ได้เสียทีเดียว

กระนั้น หาก Facebook ไม่มีการปรับปรุง ยังคงเห็นเงินและผลประโยชน์เป็นเรื่องสำคัญ หลับหูหลับตายอมรับเพจหลอกลวง โพรไฟล์ปลอม หรือข่าวปลอม อยู่เช่นที่เป็นในปัจจุบันนี้

อีกไม่นาน Facebook ก็จะกลายเป็นดินแดนเถื่อน ที่คุณอาจจะถูกหลอกต้ม หรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวเพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจและระบบต่อไป.


กำลังโหลดความคิดเห็น...