xs
xsm
sm
md
lg

โรคจิตสำนึกเสื่อมของคนในยุคปัจจุบัน

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง


เคยอ่านความเห็นของปรมาจารย์ทางกฎหมายท่านหนึ่ง ซึ่งขออภัยที่ผู้เขียนจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว ท่านกล่าวไว้ว่า

“ระหว่างคนที่ทำความผิดโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำความผิด จึงทำลงไป กับคนที่ทำความผิดโดยรู้ตัวเองว่าทำผิด แต่ก็ยังทำ แบบไหนเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่ากัน”

คำตอบก็คือ คนแรก เพราะคนที่ทำผิดโดยไม่รู้ว่าที่ทำนั้นเป็นสิ่งผิด เขาจะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่คิดยับยั้งหรือห้ามตัวเอง เพราะเขาไม่รู้ว่าที่เขาทำไปนั้นเป็นเรื่องผิด ต่างจากคนหลัง ที่รู้ว่าผิดแต่ก็ทำ อาจจะเพราะเหตุผลบางอย่าง แต่เมื่อเหตุผลนั้นจบไปแล้ว (เช่น ขโมยของเพราะไม่มีเงินกินข้าว ฆ่าคนเพราะล้างแค้น) ก็จะไม่กระทำความผิดอีก และจะสามารถห้ามตัวเองไม่ให้กระทำความผิดได้

มาระลึกถึงเรื่องนี้ เมื่ออ่านข่าวชาวบ้านเล็กๆ น้อยๆ 3-4 ข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เลยได้เห็นภาพอะไรที่สะท้อนปัญหาของคนในยุคปัจจุบันนี้บางอย่าง

คือ “โรคจิตสำนึกเสื่อม”

ไม่ว่าจะข่าวเมื่อนานมาแล้ว ที่คนจอดรถขวางดาราชื่อดังแล้วเข้าเกียร์จอดใส่เบรกมือ เหตุเกิดที่บางแสน ชลบุรีพอครอบครัวดารามาต่อว่า ก็เอาเขาไปโพสต์เสียบประจาน ตอนแรกคงคิดว่าจะหาพวกมารุมถล่มดาราดังได้ แต่กลายเป็นกระแสสังคมนั้นยังพอมีความรู้ถูกรู้ผิด เลยรุมอัดเจ้าตัว (คนจอดรถขวาง) เสียยับเยิน กระแสกลับมาเข้าตัว แถมถูกดำเนินคดีจากดาราคนนั้นอีก น่าจะพอได้เข็ดหลาบ

หรือข่าวเรื่องบ้านหลังหนึ่งจอดรถในซอยขวางทางเข้าออกหน้าบ้านคนอื่น ทั้งๆ ที่พื้นที่ในบ้านตัวเองมีก็ไม่จอดโดยอ้างว่าเป็นถนนสาธารณะ ตนมีสิทธิจอด ถ้าเจ้าของจะออกจากบ้านก็ให้มากดออดเรียกก็แล้วกัน จะ (กรุณา) ออกมาถอยรถให้

กับกรณีที่เกิดเมื่อสดๆ ร้อนๆ นี้ จักรยานยนต์ขับขี่บนทางเท้าด้วยความเร็วสูง ชนเข้าให้กับเด็กนักเรียนหญิงได้รับบาดเจ็บ ดีว่าไม่รุนแรง แต่ก็เป็นเรื่องเจ็บตัวที่ไม่สมควรจริง ๆ

ทั้งหมด 3 เรื่อง มาจากจุดร่วมกันคือ จิตสำนึกบกพร่องด้วยทัศนคติแบบที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่สนใจใส่ใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่แยแสว่าคนอื่นจะได้รับผลร้ายหรือลำบากจากการได้ประโยชน์ของตัวเองอย่างไรบ้าง

และที่นับว่าเป็นปัญหาที่สุด คือความไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำความผิด หรือได้ทำความผิดลงไป

ลำพังคนเอาเปรียบคนอื่นที่รู้ว่าตัวเองเอาเปรียบคนอื่นนี่ว่าแย่พอแล้ว แต่คนแบบนี้อย่างน้อยก็ยังรู้ตัวว่าตัวเองทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ก็จะทำตัวเงียบๆ และรู้สึกผิด ไม่ลอยหน้าลอยตาออกมาประกาศพฤติกรรมของตัวเองอย่างหน้าไม่อาย

อย่างกรณีจอดรถขวางดาราที่บางแสนก็ได้ ถ้าฝ่ายที่จอดรถขวางรู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นเรื่องที่ผิด และมีความสำนึก เมื่อถูกฝ่ายผู้เสียหายต่อว่า ก็ควรต้องยอมรับและขอโทษ จะไปโกรธว่าเขามาด่าว่าเราได้อย่างไร ในเมื่อเราไปละเมิดสิทธิทำให้เขาเสียหายก่อน

แต่การที่เอาเรื่องมาโพสต์หมายประจานในโซเชียลนี่แหละ ที่แสดงให้เห็นว่า คนที่จอดรถขวางและคนที่ไปด้วยนั้น ไม่ได้มีความรู้สึกหรือสำนึกเลยว่าตัวเองทำผิด

แถมเหตุผลที่จอดขวางเขา ก็ออกมาแก้ตัวว่า เป็นเพราะเพิ่งซื้อรถมาใหม่ ยังไม่รู้กลไกรถ ไม่รู้ว่าจอดแล้วจะเข้าเกียร์ว่างอย่างไร ที่จอดรถหายาก ก็เลยจอดขวางเขามันอย่างนั้นแหละ คิดว่าเดี๋ยวกลับมาคงไม่เป็นไร

ท่านผู้อ่านครับ หากเป็นท่าน ถ้าไม่รู้วิธีการจอดรถให้เข็นหลีกทางได้ ท่านจะจอดรถซ้อนคันหรือจอดขวางรถคนอื่นหรือไม่ ท่านจะเลือกไปหาที่จอดใหม่ที่เข้าซองได้เรียบร้อย หรือจอดซ้อนคันมันไปอย่างนั้นแหละ แป๊บเดียวไม่เป็นไร

หรือเจ้าของบ้านที่จอดรถขวางทางเข้าออกบ้านคนอื่นที่เป็นข่าวนั้นก็เช่นกัน เมื่อผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์ ก็ตอบมาหน้าตาเฉยว่า ตัวเองไม่คิดว่าขวาง เพื่อนบ้านคู่กรณีน่าจะหาวิธีเอารถเข้าออกได้ หรือต่อให้ขวางจริง แค่ไปเรียก ตัวเองก็จะมาขยับรถให้อยู่แล้ว

โอ้โห คือไม่รู้เหมือนกันว่า คนแบบนี้โตมาอย่างไร ได้รับการสั่งสอนมาอย่างไร ถึงเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางได้ขนาดนี้

สุดท้ายแล้วเรื่องรถจักรยานยนต์ขับบนฟุตบาททางเท้าจนชนเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บ อันนี้เชื่อว่าไม่ใช้เหตุแรกที่เกิดขึ้น แต่เป็นเพียงรายแรกที่เป็นข่าว นั่นก็เพราะว่าภาพของจักรยานยนต์ขึ้นไปวิ่งบนฟุตบาทนั้นเป็นภาพชินตาของชาวกรุงไปแล้ว โดยเฉพาะในถนนสายที่การจราจรติดขัดหรือเป็นย่านธุรกิจ

เรื่องตลกร้ายที่มีคนเอาคลิปมาโพสต์กัน คือ แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะไปลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับเพื่อนนักเรียนของน้องที่ได้รับบาดเจ็บ ก็ยังปรากฏจักรยานยนต์วิ่งบนฟุตบาทโผล่เข้ากล้องมาเป็นระยะ ๆ

ผู้ที่ขับขี่รถบนทางเท้าเหล่านั้น คงคิดง่ายๆ เพียงว่า ก็รถมันติด บนถนนไปไม่ได้ ซอกแซกไปทางไหนก็ยาก งั้นขึ้นไปขี่บนฟุตบาทเสียเลย ทางโล่งเร็วดี ใครขวางก็บีบแตรไล่ให้หลบ ไม่หลบก็แค่ชน

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของผู้คนที่มีจิตสำนึกเสื่อม จนแยกผิดแยกถูกไม่ออก หรือไม่แยแสในความลำบากเดือดร้อนของผู้อื่น แค่ตัวเองได้ประโยชน์หรือได้รับความสะดวกจากการฝ่าฝืนกฎก็เพียงพอแล้ว

เรื่องของโรคจิตสำนึกเสื่อม แม้จะเป็นปัญหาส่วนบุคคล แต่อีกส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดไปไม่ได้ คือฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

คือไม่ใช่อะไรๆ ก็โทษแต่รัฐ แต่ถ้าจะให้ประชาชนอยู่กันเองโดยอาศัยว่าแต่ละคนจะต้องมีจิตสำนึกต่อกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ล่วงละเมิดคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตัวเอง นั่นมันก็สังคมในอุดมคติแล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มนุษย์ทุกคนในสังคมนี้มี “ศีลเสมอกัน” และนั่นหมายถึงต้องเป็นศีลธรรมอันดีเสมอกันด้วย

แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ กฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายนี่ไง ที่จะต้องเป็นคนกำกับควบคุม นั่นคือถ้าใครที่ “ระดับจิตสำนึกต่ำ” ก็เป็นหน้าที่ของกฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ที่จะจัดการกำราบควบคุม

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ปัญหาที่บานปลายไปจนเป็นข่าวเท่าที่ปรากฏให้เราเห็น ก่อนหน้านี้มีการแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาเท่าไรต่อเท่าไรแล้ว

เอาง่ายๆ เรื่องขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า ถามว่า ตำรวจท้องที่ไม่รู้ไม่เห็นบ้างหรือ? ในเมื่อเรื่องนี้ใครๆ ที่ไหนก็ทราบ

ล่าสุดก็ออกมาทำเป็นประกาศว่า ต่อไปใครเห็นรถจักรยานยนต์ขึ้นไปขับขี่บนฟุตบาทอีก ให้ถ่ายรูปอัดคลิปแจ้งตำรวจได้เลย เดี๋ยวมีรางวัลนำจับให้

แต่พอมีคนทำ และถูกพี่วินแถวนั้นล้อมกรอบ ตำรวจกลับบอกว่า “ทีหลังอยู่เฉยๆ”

แบบนี้แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ในสังคมที่ผู้คนจิตสำนึกเสื่อม แถมทางบ้านเมืองก็ไม่นำพา นอกจากแนะนำให้ “อยู่ให้เป็น”.


กำลังโหลดความคิดเห็น...