xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อมนต์ขลังกำนันคลาย

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

<b>สุเทพ เทือกสุบรรณ</b>
เอาเป็นว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึง (ถ้ามาถึง) ในต้นปีหน้า จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคขั้วอำนาจเดิม คือฝ่ายเพื่อไทยและพรรคลูกทั้งหลายที่ชัดเจนว่าแยกออกมาจากเพื่อไทย อย่างเพื่อธรรม หรือไทยรักษาชาติ ร่วมกับพรรคที่เป็นพันธมิตรไม่เอา คสช. และ “ลุงตู่” ด้วยกัน อย่างอนาคตใหม่ และพรรคอื่นๆ ในแนวทางเดียวกัน เช่น เสรีรวมไทย

กับพรรคที่เปิดไพ่ให้เห็นชัดว่าพร้อมจะหนุนให้นายกฯ คนเดิมนั่งเก้าอี้เป็นนายกฯ คนต่อไปที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบรัฐธรรมนูญ ที่มีแกนหลักได้แก่พรรค “พลังประชารัฐ” ซึ่งสมาชิกและผู้บริหารเป็นคนในรัฐบาล กับพรรคที่เป็นแรงเสริมพร้อมสนับสนุน ซึ่งได้แก่พรรค “ประชาชนปฏิรูป” ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน และพรรค “รวมพลังประชาชาติไทย” ของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ถ้าคิดกันง่ายๆ ว่า ในการเลือกนายกฯ จากการเลือกตั้งคนแรก ครั้งแรกนั้น บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.ชุดแรก (ซึ่งก็มาจากการแต่งตั้งของ คสช.นั่นแหละ) สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จึงมีคนตีกันกลมๆ ง่ายๆ ว่า ถ้าพรรคหนุนลุงตู่ได้เสียง 125 เสียง ก็พอเพียงที่จะเป็นนายกฯ

แต่นั่นคือนายกฯ ในทางคณิตศาสตร์ เพราะในทางการเมืองแล้ว การจะบริหารประเทศได้ตลอดรอดฝั่ง จะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งอยู่ดี ทั้งในการผ่านกฎหมาย และเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ดังนั้นเลิกพูดกันเรื่องเสียง 125 ก็พอได้เลยในทางความเป็นจริง เพราะหากพรรคแนวร่วมที่ว่าจะสนับสนุนลุงตู่ให้เป็นนายกฯ ต่อ ก็ต้องอาศัยเสียง ส.ส.อย่างน้อย 250 คน อยู่ดีนั่นเอง

หากจำนวนของ ส.ว.นั้นก็จะมีประโยชน์ในทางเป็น “อุปสรรค” ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามที่รวบรวมเสียงได้เกินครึ่ง แต่ก็ยากที่จะเป็นนายกฯ หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบ

อันนี้เป็นการคำนวณภายใต้สมมติฐานว่า ส.ว.ทั้ง 250 เสียงนั้นจะยกมือเป็นฝักถั่วให้ลุงทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ผลตอบรับของกิจกรรมเดินขอคะแนนเสียงของ “ลุงกำนัน” ในช่วงเกือบเดือนที่ผ่านมานั้น ก็น่าจะทำให้กองเชียร์ลุงตู่เริ่มหวาดหวั่นระส่ำระสายกันมิใช่น้อย

เนื่องจากปรากฏชัดแล้วว่า ลุงกำนันสุเทพแห่ง กปปส.นั้น “สิ้นมนต์ขลัง” ลงโดยแน่นอนแล้ว อย่างที่เรียกว่าไม่ควรจะคาดหวังเลยด้วยซ้ำ

ต่อให้เราเชื่อว่า ประชาชนที่แห่กันมาต่อว่าลุงกำนันตลอดเส้นทางคารวะแผ่นดินนั้น เป็นพวก “จัดตั้ง” มาจากกลุ่มอำนาจเก่า หรือเป็นพวกนักกิจกรรมอยากเลือกตั้งมาเนียน สมมติว่า ตัดพวกคนด่า คนคืนนกหวีดพวกนั้นออกไปจากสมการก็ได้

แต่กระแสตอบรับของประชาชนที่น้อยอย่างน่าใจหาย เรียกว่าถ่ายรูปออกมาก็ดูเหงาๆ เอาใบปลิวแผ่นพับไปยื่นที่ไหนเขาก็ทำหน้าเหยเกใส่นั้น เรื่องนี้คงปฏิเสธได้ยากละว่า คะแนนนิยมของชายที่เคยนำมวลชนได้เป็นล้านนั้น สิ้นมนต์ขลังไปแล้วจริงๆ

เพราะการเสียสัจจะเป็นเรื่องที่ขาดความสง่างามอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะสัจจะต่อประชาชน มวลชน กปปส.ว่าจะเลิกเล่นการเมือง ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง

มาเล่นลิ้นทีหลังว่ามาเป็นที่ปรึกษา มาช่วยเขา ฟังไม่ขึ้นหรอก

เพราะที่คนนับแสนนับล้านยอมเดินตาม “ลุงกำนัน” ในครั้งนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่า นี่คือการทำเพื่อชาติ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง และการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อให้พ้นจากวังวนการเมืองแบบเดิม

ไม่เกี่ยวกับอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่การล้มรัฐบาลหนึ่งเพื่อรอมาเสวยอำนาจเป็นรัฐบาลทีหลัง

นี่จึงเป็นบทเรียนที่ดี และนายสุเทพอาจจะเรียนรู้เมื่อสายไปแล้ว

และเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ คือกองหนุนส่วนใหญ่ของ กปปส.คือมวลชนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับเพื่อไทยของรัฐบาลเก่า

ความร่วงโรยของอดีตผู้นำ กปปส.จึงเป็นน้ำหนักกดลงมาใส่พรรคพลังประชารัฐอย่างช่วยไม่ได้ ว่าคงต้อง “ทำการบ้าน” กันหนักขึ้น เพราะน่าจะหวังพลังหนุนจากรวมพลังประชาชาติไทยไม่ได้แล้ว

ส่วนพรรคของนายไพบูลย์นั้นอย่าให้พูดถึงเลย นายไพบูลย์ไม่มีกระทั่งประสบการณ์ในการเมืองระบบเลือกตั้ง ที่มีชื่อเสียงในทางการเมืองอยู่นี้ ก็เป็นเพราะว่าเป็น ส.ว.มาจากการแต่งตั้งต่างหาก

ในขณะที่ภาพลักษณ์ของรัฐบาลก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นก็มีการปล่อยข่าวออกมาจากทางฝ่ายเพื่อไทยให้หนาวๆ ร้อนๆ ว่า จากการประเมินกันเองของทีมงานวิจัยที่จ้างมาโดยเฉพาะ รอบนี้เพื่อไทยและเครือข่ายแนวร่วม น่าจะกวาดที่นั่ง 290 เสียง พร้อมจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนตัวแปรอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงรำมวยแทงกั๊กอยู่ แต่ก็เริ่มมีการใช้ “คนรุ่นหนุ่ม” ของพรรค อย่าง “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ออกมา “ขาย” นโยบายกระตุกหนวดทหาร อย่างการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ซึ่งนายพริษฐ์เองก็สมัครเข้าไปรับประสบการณ์มา

“ท่าที” ของคนรุ่นใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การรู้เห็นของผู้ใหญ่ ที่อย่างน้อยก็ไม่ได้ห้ามปราม แสดงให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์เองก็น่าจะเล่นเกม “เชิญทหาร (และ คสช.) กลับกรมกอง” กับเขาด้วย

เพราะต้องยอมรับว่า ยิ่งอยู่นาน “บารมี” ของตัวนายกฯ ลุงตู่ยิ่งเสื่อม ขนาดพยายามทำตัวเป็น “ลุงตู่ดิจิทัล” ก็เหมือนจะยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไร ก็เพราะว่าลุงแกดิจิทัลแบบจัดฉาก แต่ในมือยังอ่านคอมเมนต์จากกระดาษที่ลูกน้องพิมพ์มาให้อยู่เลย!

ส่วนโพลที่ทำกันออกมาบอกว่า ประชาชนยังอยากเห็นลุงตู่อยู่ต่อ ทำไปทำมา คนทำโพลดันสมัครเข้าพรรคพลังประชารัฐเสียอย่างนั้น

ในขณะที่ “โพล” ที่ทำหยั่งเสียงกัน ไม่ว่าจะทำกันเล่นหรือเอาจริง รวมถึงการสำรวจในเครือข่ายโซเชียล คะแนนเสียงของฝ่ายอำนาจเก่ายังมาแรง และที่น่าจับตาแซงโค้งทุกเวที คือ “ไพร่หมื่นล้าน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรค “อนาคตใหม่” ที่กำลังได้ใจคนรุ่นที่จะได้เลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก

ไม่รู้ในที่สุดจะได้เลือกตั้งกันเมื่อไร แต่ยิ่งปล่อยนานไป และสถานการณ์ความนิยมทางการเมืองไม่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ความนิยมของนายกฯ ประยุทธ์ จะดิ่งเหวลงเรื่อยๆ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นจะเพิ่มขึ้นๆ

และแม้ว่าจะมี ส.ว.ให้อุ่นใจอยู่ 250 เสียงก็ตาม แต่ถ้าสมมติเลือกตั้งออกมาแล้ว ผลมัน “แลนด์สไลด์” กันมากๆ ส.ว.จะโหวตแบบค้านเสียงของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ อันนี้ก็ต้องวัดใจกันละว่าจะกล้ากันขนาดนั้นหรือไม่

และยิ่งเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้บารมีและความน่าเชื่อถือก็จะลดลงเรื่อยๆ

เรียกว่าการเมืองจากที่นอนมา ก็กลายเป็นไม่มีอะไรแน่นอน.


กำลังโหลดความคิดเห็น...