xs
xsm
sm
md
lg

ฆ่าตัด “อนาคต” (ใหม่)

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

<b>ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่</b>
ข่าวการเมืองในตอนนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่ายังนิ่งกันอยู่ แม้ว่ากระแสการ “ดูด” นั้นยังคงมีอยู่เงียบๆ และความเคลื่อนไหวใต้น้ำของบรรดาพรรคการเมืองที่ยังเดินเกมภายในกันอยู่ในที่ลับ

อาจจะมีบ้างที่ข่าวพรรคเพื่อไทยเคาะ “ว่าที่” หัวหน้าพรรคออกมา เป็นอดีตนายกฯ ผู้อาภัพ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ก็อย่างที่ทราบ ว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเพียงตำแหน่ง “เจว็ด” มีไว้พอให้เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ ทางพรรคจะ “เชิด” ใครขึ้นเป็นว่าที่นายกฯ ก็ย่อมได้เท่านั้น

เช่นในสมัยที่ “ยิ่งลักษณ์” เป็นนายกฯ เธอก็ไม่ใช่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งจริงๆตอนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ก็เพราะเป็น “เจว็ด” จริงๆ นั่นแหละ

ดังนั้น ข่าวการเคาะชื่อนายสมชายครั้งนี้จึงไม่ก่อให้เกิดความตื่นเต้นหรือแรงสะเทือนสะท้อนการเมืองแต่อย่างใด ส่วนใครที่จะมาเป็น “หัว” ตัวจริงของพรรคเพื่อไทยที่จะลงชิงชัยตำแหน่งนายกฯ หากมีการเลือกตั้งครั้งแรก ก็ยังไม่มีความชัดเจน

ซ้ำยังมีผู้มองว่า การที่ตั้งนายสมชายขึ้นมานี้ ในที่สุดเจตนาจริงๆ อาจจะเป็นเพียง “ตุ๊กตาเสียกบาล” ก็ได้ จากการที่ทางฝ่ายกฎหมายของ คสช.ได้ไปแจ้งความต่อ กกต.ว่า พรรคเพื่อไทยกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 28 ที่ว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” รวมถึงข้อหาอื่นๆ ที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของ คสช.เช่นการฝ่าฝืนข้อห้ามในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ซึ่งถ้าเรื่องลุกลามยาวไปไกลถึงการยุบพรรคจริงๆ นายสมชายก็จะเป็น “ตุ๊กตาเสียกบาล” ถูกตัดหัวสังเวย ถูกเว้นวรรคทางการเมืองไปตามกฎหมาย ซึ่ง “ราคา” ของนายสมชายนั้นไม่แพง พอที่จะเสียสละให้ “กิน” ได้
ดังนั้นใครขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในตอนนี้คงไม่น่าตื่นเต้นเท่าใดนัก

แต่ข่าวสำคัญทางการเมืองที่น่าจับตาก็ยังมีเรื่องสำคัญ ที่อาจจะ “พลิก” เกมการเมืองหลังการเลือกตั้งได้ในระดับที่มีนัย

นั่นคือการที่พนักงานสอบสวนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นั้น มีความเห็นสั่งฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และทีมงานเพจ ในข้อหาความผิดตาม
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14 (2) ซึ่งได้แก่ การ “นำเข้าข้อมูลเท็จอันน่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือสร้างความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน”

เรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจกว่า เนื่องจากเชื่อว่าเป็น “ความจงใจ” ของขั้วผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ซึ่งปักชนักลงไปกลางหลังของหัวหน้าพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่ “มาแรง” ที่สุดในขณะนี้

เพราะผู้แจ้งความต่อ ปอท.ให้ดำเนินคดี คือ นายทหารที่ทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายกฎหมาย” ของทาง คสช.

อย่างที่รู้กัน และได้กล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า ธนาธรและพรรค “อนาคตใหม่” นั้นถือได้ว่า “มาแรง” ในหมู่คนรุ่นใหม่หนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่ไม่เอาทั้ง “การเมืองแบบเก่า” แต่ก็ไม่ต้องการ “พรรคทหารที่สืบทอดอำนาจ” ด้วย

คนรุ่นนี้ที่ทำใจไม่ได้กับการกาให้เพื่อไทย แต่ก็รับไม่ไหวกับการที่จะให้ฝ่ายพรรค คสช.และแนวร่วมชนะการเลือกตั้ง เช่นนี้พรรคอย่าง “อนาคตใหม่” จึงกลายเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างลงตัว ภายใต้ว่าที่หัวหน้าพรรคอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” นักธุรกิจหนุ่มผู้ดูดีมีวิสัยทัศน์ และสร้างไทยซัมมิทให้เป็นบริษัทอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ระดับโลกมาแล้ว

การ “ขาย” ของพรรคอนาคตใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การจับตลาดของคนรุ่นใหม่นี้ เช่นการท้าดวลเกมออนไลน์กับทีม “บก.ลายจุด” นักกิจกรรมการเมืองและผู้ก่อตั้ง “พรรคเกรียน”

ธนาธรและชาวพรรคใช้ “สื่อใหม่” ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับ “กลุ่มเป้าหมาย” ด้วยการใช้ Facebook และ Instagram นำเสนอกิจกรรมแบบเกาะติดว่าที่เจ้าของพรรค

มีการจัด Facebook live ทุกค่ำวันศุกร์ เวลาชนกับรายการ “ศาสตร์พระราชา” ของนายกฯ คนปัจจุบัน ในชื่อรายการ “คืนวันศุกร์ให้ประชาชน” ซึ่งรายการนี้เองที่เป็นชนวนให้ทาง คสช.จับตา และเมื่อสบโอกาส ก็แจ้งความดำเนินคดี

เราไม่รู้ว่า คดีนี้จะดำเนินไปอย่างไร นานเท่าไร เท่าๆ กับที่ไม่รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีขึ้นเมื่อไร

ขั้นตอนในคดีนี้เป็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งบัดนี้ได้มีการเรียกนายธนาธรและคณะไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันศุกร์นี้ 24 สิงหาคม 2561

ถ้าเรื่องถึงชั้นอัยการ และอัยการฟ้องคดีต่อศาลจริง ก็อาจจะถือว่า “งานเข้า” ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เต็มๆ

โดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญที่ถือเป็น “กติกา” ทางการเมืองในระบบนั้น กำหนดลักษณะต้องห้ามของ “รัฐมนตรี” (ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย) ไว้ข้อหนึ่งในมาตรา 160 ว่ารัฐมนตรีต้อง ... (7) ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

เรียกว่ามาตรฐานของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีนั้น “เข้ม” มากๆ นั่นคือเพียงศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกรอการลงโทษไว้ ต่อให้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และแม้ว่าศาลจะรอการลงโทษให้ก็จริง แต่ก็จะถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไปทีเดียว

ดังนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น การสั่งฟ้องของ บก.ปอท. จากคำแจ้งความของฝ่ายกฎหมาย คสช.จึงเท่ากับเป็นการกำจัดพรรคที่มีท่าทีชัดเจนว่าเป็นฝ่ายปรปักษ์ ด้วยการ “ตัดอนาคต” คือตัวหัวหน้าออกไปได้อย่างได้ผลยิ่ง

อันที่จริงเรื่องนี้อาจจะเรียกว่าเป็นความ “พลาด” ของฝ่ายธนาธรเองก็ได้ เพราะในช่วงลูกผีลูกคนหรือภาวะสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ การ “ชิงเดินก่อน” ด้วยการหาเสียงกลายๆ ผ่านทางเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้น ก็เป็นช่องว่างให้ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ทางพรรคมาเป็นตัวแปรทางการเมือง สามารถ “แทง” เข้าไปได้ผ่านช่องว่างนั้น

และเมื่อพรรคที่อาศัยตัวบุคคลเป็นธงนำของพรรค ซึ่งกรณีของพรรคอนาคตใหม่นี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ พรรคที่มีจุดแข็งเรื่องตัวบุคคล ก็เลยเป็นจุดอ่อนเช่นกัน เพราะต่อให้ทางพรรคนั้นรวบรวมคนเก่งๆ หรือคนที่มีเครดิตทางสังคมมาได้แค่ไหนก็เถอะ แต่หาก “พระเอก” ของพรรคไม่สามารถเป็น “นายกฯ” หรือ “รัฐมนตรี” ได้แล้ว เหตุผลที่คนจะเลือกพรรคนี้ก็แทบไม่มีเหลือ

หมากตานี้จึงจะเรียกว่าเป็นการ “ตัด(พรรค)อนาคต(ใหม่)” ก็ได้ไม่ผิดหนัก

ซึ่งในทางกลับกัน กลุ่มการเมืองอย่าง “สามมิตร” (โดยอาแท้ๆ ของธนาธร) กลับเคลื่อนไหวได้โดยเสรี จะระดมพลังทางการเมืองอย่างไรก็ได้ เพราะไม่ถือเป็นพรรคการเมือง

ภายใต้กติกาและเกมแห่งอำนาจ มันก็มีอะไรแปลกๆ อย่างนี้แหละครับ.


กำลังโหลดความคิดเห็น...