เพิ่งมีโอกาสได้ไปสถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อไม่นานมานี้เอง ทั้งที่อายุอานามก็หลักสามเข้าไปแล้ว
สาเหตุไม่ใช่อะไร ... เพราะตอนเด็ก ๆ เวลาไปเที่ยวปากน้ำ จำได้ว่าวันเด็กแห่งชาติ พ่อแม่พาไปโรงเรียนนายเรือ ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ หรือหากอีกฝั่งแม่น้ำก็เคยไปเที่ยวแค่ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ เท่านั้น
พอโตขึ้น ทำงานแล้วไปเที่ยวด้วยตัวเอง เคยมีความคิดที่จะไปบางปู แต่ก็หลงลืมทุกที อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักเส้นทางดีพอ ถ้าจะเดินทางด้วยตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นรถเมล์สายไหน
การเดินทางไปสถานตากอากาศบางปูครั้งแรก ดูจะขลุกขลักเล็กน้อย เพราะรถสองแถวสายปากน้ำ - กม. 36 บอกกับเราว่า “รถหมดระยะแค่ประตู 2 น้องต้องเดินเท้าเข้าไปนะ”
พอถามว่าไกลไหม ก็บอกว่า “สักประมาณ 500 เมตรก็ถึง”
เมื่อสองแถวกลับรถบนถนนสุขุมวิทสายเก่า เราก็ลงรถตรงนั้น ก่อนเดินเท้าเข้าไปในประตู 2 ถามสารวัตรทหารก็บอกว่า “ปกติน้องต้องเข้ามาทางประตู 1 นะ แต่เข้าทางนี้ก็ได้ เดินตรงไปจนสุดทางแล้วเลี้ยวซ้าย”
เริ่มแรกเราผ่านบ่อน้ำ และบ้านพักข้าราชการทหาร ก่อนจะเลี้ยวซ้ายไปยังป่าชายเลน เห็นบ้านพัก บังกะโลหลังใหญ่แล้วนึกอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาพักค้างที่นี่
แต่พอมาดูค่าบริการแล้ว ข้าราชการกองทัพบกได้ส่วนลดกว่าครึ่ง ที่พักสำหรับ 2 คน บุคคลทั่วไป 1,300 บาท ทหารบกนี่ 600 บาท ถูกที่สุดบังกะโลพัดลม บุคคลทั่วไป 500 บาท ทหารบกจ่ายเพียง 200 บาท
เป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คิดจริง ๆ!
อย่าเพิ่งสงสัยว่าทำไม ... เพราะสถานตากอากาศบางปู อยู่ในความรับผิดชอบของกองสถานพักผ่อน กรมพลาธิการทหารบก กองทัพบก ก่อตั้งสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2480
ที่ผ่านมา ถูกแปรสภาพเป็นสถานพักฟื้นของกองทัพบก ในช่วงที่ทหารไปรบกับคอมมิวนิสต์ กระทั่งไม่มีสงครามแล้ว ก็เลยยุบเหลือเพียงสถานพักผ่อน ส่วนสะพานสุขตาและภัตตาคารปรับปรุงไปเมื่อปี พ.ศ. 2540
ปัจจุบัน สถานตากอากาศบางปูให้บริการสันทนาการ ทั้งห้องอาหารศาลาสุขใจ ห้องสัมมนาขนาดใหญ่ บังกะโล รายล้อมด้วยป่าชายเลน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ
เริ่มแรก เมื่อคุณลอดซุ้มประตูสะพานสุขตา คุณจะเห็นสะพานคอนกรีตกว้างขวาง และยาวสุดลูกหูลูกตาถึง 500 เมตร โดยมีศาลาสุขใจ เป็นห้องสันทนาการ และห้องอาหาร
ระหว่างเดินผ่านครัว มีคำขวัญของกองพลาธิการ ระบุว่า “อิ่มท้อง ของครบ รบเงียบ เฉียบบริการ”
เมนูอาหารที่นี่เหมาะสำหรับคนที่มาเป็นครอบครัว หรือมาเป็นกลุ่มสัก 10 คนมากกว่า เพราะราคาจัดว่าแพง แต่ถ้าเป็นอาหารชุด 10 คนจะถูกกว่า เริ่มต้นที่ชุดละ 1,900 บาท ถ้ารวมเครื่องดื่มธรรมดา ตกคนละไม่ถึง 300 บาทเท่านั้น
ระหว่างที่เราเดินข้ามสะพาน สองข้างทางเต็มไปด้วยนกสารพัด ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว โดยเฉพาะ “นกนางนวล” ที่เป็นสัญลักษณ์ของบางปูก็ว่าได้ แต่ที่น่าแปลกใจเล็กน้อยก็คือ นกที่นี่เค้าไม่ได้กินอาหารนก หรืออาหารปลาทั่วไป
แต่กินสิ่งที่เรียกว่า “กากหมู”
กากหมูที่นี่ขายกันห่อเล็ก ๆ ห่อละ 10 บาท หรือถ้าจะซื้อเป็นจาน ก็ขายจานละ 50 บาท ลองเอากากหมูโยนลงไป ปรากฏว่ากลายเป็นที่รุมล้อมของนกนางนวลนับสิบตัวคอยแย่งอาหาร
นกนางนวลบางตัวโฉบไปกินด้วยความแม่นยำ ตั้งแต่กากหมูยังไม่ตกลงไปในน้ำด้วยซ้ำ
แม้ว่าการโยนกากหมูให้นกนางนวลกินจะไม่ต่างไปจากการให้อาหารนก หรืออาหารปลาที่อื่น แต่สิ่งที่ติดมือไปด้วย คือ คราบมันจากกากหมู แต่ไม่ต้องตกใจ กลางสะพานจะมีถังน้ำและสบู่นกแก้วให้ล้างมือ
ความรู้สึกแปลกใจเมื่อนกนางนวลที่นี่กินกากหมู แทนที่จะเป็นอาหารนก หรือบางครั้งเราให้อาหารปลาก็มีนกมาแจม พลันนึกถึงบอร์ดหน้าประตูเชิงสะพานสุขตา มีข้อความหนึ่งเขียนว่า “อยู่บางปู ต้องกินกากหมู” ความว่า
“สาเหตุที่ทำให้บางปูเป็นแหล่งรวมฝูงของนกนางนวลธรรมดาแหล่งใหญ่ ก็เพราะบางปูเป็นพื้นที่ธรรมชาติใกล้เมืองที่ปลอดภัย และมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่เพียงสัตว์น้ำต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติ นกนางนวลที่บางปูยังมีอาหารพิเศษให้กินตลอดฤดูนั่นก็คือ กากหมูเจียวน้ำมัน
การโปรยกากหมูให้นกนางนวล เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2495 ในยุคนั้นภัตตาคารบนสะพานสุขตามีกากหมูเหลือจากการเจียวน้ำมันเป็นเข่งใหญ่ บ่อยครั้งที่นกนางนวลกรูเข้ามาจิกกินกากหมูที่หล่นลงไปในน้ำ บางครั้งก็โฉบเข้ามากินจากมือแม่ครัวที่โปรยให้ จึงมีการแบ่งกากหมูใส่ถุงเล็กๆ จำหน่ายให้กับผู้มารับประทานอาหารใช้เลี้ยงนกนางนวล จนกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมของบางปูในที่สุด
ข้อระวังในการให้อาหารนกนางนวล : ไม่ควรใช้กากหมูล่อเพื่อพยายามจับตัวนก หลีกเลี่ยงการยื่นให้นกเข้ามาจิกกินกากหมูจากมือ ควรใช้วิธีโยนให้นกโฉบ กินกลางอากาศ”
หลังกลับจากบางปู ด้วยความสงสัยว่า นกนางนวลกินกากหมูได้ด้วย ไขมันเยอะขนาดนั้นไม่อันตรายหรอกหรือ เลยลองแชทคุยกับสัตวแพทย์รายหนึ่ง ได้ความว่า ปกตินกนางนวลมันกินอาหารธรรมชาติพวกหนอน
“แต่ในเมื่อพื้นที่ธรรมชาติน้อยลง นกนางนวลที่บางปู มันชินกับพฤติกรรมคนให้ไปแล้วก็พูดยาก” เขากล่าว
อีกด้านหนึ่ง ลองสอบถาม รศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้รับคำตอบว่า “อาหารผิดธรรมชาติย่อมมีผล แต่มากหรือน้อย ในกรณีนี้คงต้องศึกษาสุขภาพนกโดยละเอียด ซึ่งผมจนปัญญาครับ”
ถ้าสมมติกลายเป็นดรามาขึ้นมา ถ้าจะให้คาดเดาคำตอบก็คงออกมาทำนองว่า “นกมันก็กินแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ก่อตั้งบางปูด้วยซ้ำ ผ่านมาแล้ว 65 ปี ไม่เห็นจะมีนกตัวไหนเป็นอะไรเลย”
เอาเข้าจริงสำหรับมนุษย์ การกินกากหมูซึ่งอุดมไปด้วยคอเลสเตอรอล เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า กากหมูนั้นมันอร่อยมาก
ยิ่งได้ข้าวสวย กับน้ำพริกอ่องของวนัสนันท์สักถ้วยนี่ ไม่อยากจะพูด!
เรื่องของนกนางนวลกินกากหมู สาเหตุไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เป็นเพราะ “การเปลี่ยนพฤติกรรม”
เหมือนอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง สัตว์ป่ากินอาหารที่ให้จากคน วันหนึ่งกลายเป็นว่ามันถูกเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ยอมหากินตามธรรมชาติ แต่เลือกที่จะรอคอยคนใจบุญให้อาหารกับมัน วันหนึ่งสัตว์ป่าก็ถูกรถชนจนตายหรือพิการ
อีกทั้งเมื่อนักท่องเที่ยวมักง่าย สัตว์ป่าแยกแยะไม่ออก เข้าใจผิดว่าเศษถุงพลาสติกคืออาหาร ก็กินมันเข้าไป ผลก็คือสัตว์ป่าตายเพราะถุงพลาสติกอยู่ในกระเพาะอาหารหรืออวัยวะภายใน
เอาเข้าจริง ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ต่างก็ถูกเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัวเหมือนกัน
บางทีเราอาจจะละเลยกับการมีวินัยในตัวเอง แต่เลือกที่จะตามใจ ตามอารมณ์ ความง่าย ความสะดวก และความสุขส่วนตัวจนเคยชินมากกว่า
ที่น่าสังเกตคือ การเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกัน การจะเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้รอดพ้นจากหายนะ กลายเป็นการฝืนความรู้สึกตัวเอง
นกนางนวลที่ไปจิกกินกากหมู ซึ่งหล่นลงไปในน้ำ หรือจากมือแม่ครัวในอดีต กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตของบางปูในวันนี้ คงไม่ต่างอะไรกับมนุษย์หลายคนที่ฝ่าฝืนธรรมชาติ ฝืนจิตสำนึก เลวร้ายหน่อยก็ฝืนกฎหมายด้วยหลายเหตุผล
สิ่งสำคัญก็คือ เราถูกเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัวมากจนเกินไปหรือเปล่า?
เราอาจจะไม่รู้ว่านกนางนวลที่กินกากหมูแต่ละตัวมีชะตากรรมอย่างไร มันอาจจะมีความสุขดีที่ได้กินกากหมูอร่อย ๆ อุดมไปด้วยไขมัน แต่สำหรับคนเรา ถ้ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ น่าจะรู้ตัวว่า แค่ไหนถึงจะพอ
เพราะปลายทางของการเปลี่ยนพฤติกรรม หากเป็นไปในทางเลวร้ายก็คือหายนะดี ๆ ในชีวิตนี่เอง.


