หลังจากที่เป็นข่าวก่อนหน้ามานาน มีการนัดแล้วเลื่อนให้ลุ้นกันบ้าง แต่แล้วในที่สุด การเข้าไปเยือนทำเนียบขาว และเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มาถึงจริงๆ เมื่อวันอังคารที่ 3 ตุลาคม 2560
เป็น “วาระสำคัญ” หลายประการ เพราะแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรก ที่นายกฯ ประยุทธ์ของเราได้ย่างเหยียบสู่แผ่นดินสหรัฐอเมริกา และได้จับมือกับประธานาธิบดีผู้นำประเทศ เพราะหากใครยังจำได้ ก่อนหน้านี้ ก็มีภาพการจับมือระหว่างนายบารัค โอบามา กับนายกฯ ประยุทธ์ของไทยมาแล้ว แต่นั่นก็เป็นการไปในฐานะของตัวแทนประเทศไทย ในการประชุมสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ก
ไม่ใช่การเชิญไปเป็นแขกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรง เหมือนเช่นการเข้าเยือนทำเนียบขาวในคราวนี้
การได้เข้าไปเป็นแขกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบนี้ จึงมีนัยสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นการเข้าพบโดยจำเพาะเจาะจง ว่าเป็นการที่ “ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา” นั้นพบกับ “นายกรัฐมนตรีของไทย”
และเป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่มีนามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วโลกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีผู้มาจากผู้นำทางทหาร และขึ้นสู่ตำแหน่งมาด้วยการทำรัฐประหาร
รวมถึงการปกครองประเทศไทย หากกล่าวกันด้วยหลักการปกครองแบบสากล ก็ต้องถือว่ายังปกครองอยู่ภายใต้ระบอบ “เผด็จการ” ที่นายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร และมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่
จึงเท่ากับถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ” นั้นเปิดโอกาสให้ผู้นำทหารที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการเข้าพบอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายหรือบ่อยนัก
เช่นนี้ ภาพการจับมือกันของนายกฯ ประยุทธ์ กับประธานาธิบดีทรัมป์ จึงไม่ต่างจากการหักอก “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่ต่อต้าน คสช.ในไทย ที่หวังจะให้ “โลกล้อมประเทศไทย” ภายใต้ความเชื่อที่ปลอบใจตัวเองว่า ผู้นำของไทยที่ปกครองในแบบเผด็จการ ไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชนนั้น จะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ
การที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศหัวหอกในเรื่อง “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” ยอมจับมือชื่นมื่นกับ “ผู้นำทหาร” ของไทยนั้น จึงทำให้ความเชื่อดังกล่าวป่นปี้ไปอย่างไม่มีดี
พากลับมาสู้ความเป็นจริงอันเจ็บปวดว่า อันการเมืองระหว่างประเทศนั้นไซร้ ไม่มีอุดมการณ์อันใดที่จะสำคัญไปกว่า “ผลประโยชน์” ของแต่ละชาติ
แม้ก่อนหน้านี้ “ท่าที” ของสหรัฐอเมริกา ที่แสดงผ่านทางเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยนั้น จะออกไปในทิศทางว่ายืนข้างเดียวกับฝ่าย “ประชาธิปไตย” ในไทย จนกระทั่งมีคนไทยบางกลุ่มที่เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบ คสช.นั้น ออกอาการ “เหม็นหน้า” อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย อย่างนางคริสตี เคนนีย์ รวมถึงนายเกล็น เดวีส์ ทูตคนปัจจุบัน
แต่ท่าทีของท่านทูตก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังจากที่สหรัฐฯ เปลี่ยนตัวผู้นำ อย่างกับรู้ว่ากระแสทิศทางลมกำลังจะเปลี่ยนไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้นำสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน คือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ไม่แยแสสนใจในเรื่องความถูกผิดใดๆ ทางการเมือง หรือ (Political Correctness) อยู่แล้ว เพราะเขาเคยถึงกับโทร.ไปชื่นชมประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต แห่งฟิลิปปินส์ ที่ได้ทำสงครามกับยาเสพติดแบบกวาดล้างโดยไม่สนใจให้ค่ากับสิทธิมนุษยชน ว่า “ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน”
ดังนั้น แค่จับมือกับ “ผู้นำประเทศที่มาจากการรัฐประหาร” นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
เพราะแนวคิดแบบ “อเมริกันต้องมาก่อน” ของเขานั้น “มาก่อน” หลักการสวยหรูประเภทประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่นับถือกันด้วยซ้ำไป
หรือถ้าจะมองในทางกลยุทธ์ ก็ยิ่งชัดเจนว่า อนาคตของประเทศไทยนั้น ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายปีหน้าหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี คงจะหนี “นายกรัฐมนตรี” คนนี้ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร ถ้ายังจะค้าขายหรือหวังให้ประเทศไทยเป็นพันธมิตรในภูมิภาคนี้ การจับมือกับ “นายกฯ คนนี้” ก็คงจะต้องเกิดขึ้นทั้งวัน ถ้าอย่างนั้นก็รีบจับมือกันเนิ่น ๆ ก่อนที่ดุลความสัมพันธ์จะเทไปทางจีนก็น่าจะดีกว่า
สรุปว่า ทางทรัมป์ที่มองผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก คิดสะระตะแล้วก็เห็นว่าการเชิญผู้นำของไทยไปเป็นแขกเยือนที่ทำเนียบขาวนั้น “มีแต่ได้”
เอาเป็นว่า ที่ได้ไปแล้วตั้งแต่รอบแรก คือได้ “ขายของ” ให้ไทยติดไม้ติดมือกลับบ้าน ทั้งข้อตกลงการนำเข้าเนื้อหมูและไก่งวง รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์หลายรายการ
ส่วนทางพล.อ.ประยุทธ์นั้น ก็ได้ “เพื่อนแท้” พูดจาสุภาพไพเราะ มีความจริงใจมาคนหนึ่ง
กับทั้งยังมีภาพของการได้รับการยอมรับจากผู้นำประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แม้ว่าจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม และยังจะเป็นสายสัมพันธ์ที่จะสานต่อไปได้ในอนาคต หากท่านยังนั่งบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีนี้ต่อไป หลังจากมีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม
“ผู้นำ” ทั้งสองฝ่ายมีแต่ได้ ส่วนประชาชนนั้น ก็ต้องว่ากันต่อไป ว่านอกจากการที่จะได้ปลื้มกันว่า ในที่สุดผู้นำของไทยก็ได้รับการยอมรับจากสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเสียทีแล้ว ในเรื่องนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อภาคธุรกิจหรือส่งออกของไทยหรือไม่
และการนำเข้าเนื้อหมูและไก่งวงตามที่ไปตกลงกับเขาไว้นั้น จะส่งผลอย่างไรต่อตลาดและเกษตรกรในเมืองไทย รวมถึงต้องไม่ลืมเรื่องของถ่านหิน และบรรดาสรรพาวุธทั้งหลาย ที่สหรัฐฯ จะได้ขายให้ไทยอีกด้วย
เพราะทั้งหมดนี้คือราคา “บัตรผ่านประตู” เข้าเยี่ยมชมทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คนไทยต้องร่วมกันจ่าย อย่างมีความหวังว่าจะได้รับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีและการค้าที่กลับมาเป็นปกติคืนมาในอนาคต.


