xs
xsm
sm
md
lg

ไต้หวันฉันมาเยือน ๑.๒ : Unseen in Pingxi น้ำตก ภูผา และลอยโคม

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

ความเดิมตอนที่แล้ว อ่าน
ไต้หวัน ฉันมาเยือน ๑ : ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun moon lake)
ไต้หวัน ฉันมาเยือน ๑.๑ : ไถจง กับ ชานมไข่มุกเจ้าแรกของโลก!

เขาบอกว่า รอบๆ ไทเป เมืองหลวงของไต้หวันนี้มีหลายสถานที่ที่น่าไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะธรรมชาติ บ้านเรือนเก่าๆ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่ง ๓ สิ่งนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ผมมักจะเลือกระบุให้มีอยู่ในทริปเสมอ และที่นี่ก็เป็นอีกแหล่งนึงที่มีความน่าสนใจไม่น้อย สำหรับ “ตำบลผิงชี” (Pingxi 平溪) ในนครซินเป่ย หรือ นิวไทเป (Xinbei 新北) เมืองที่อยู่ล้อมรอบ ไทเป อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตำบลนี้ก็อยู่ไม่ได้ไกลจากเมืองหลวงเท่าไหร่นัก สามารถนั่งรถประจำทางสาย ๗๙๕ จากสถานีรถไฟ MRT Muzha ไปในพื้นที่ได้ภายในเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง

แล้วที่นี่มีอะไรน่าสนใจล่ะ?

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะไปดูที่นี่กันครับ “น้ำตกฉือเฟิ่น” (Shifen Waterfall 十分大瀑布) หรือ น้ำตกไนแองเกร่า เวอร์ชั่นไต้หวัน ซึ่งนี่ก็เป็นจุดแรกที่ผมลงจากรถเพื่อมาเที่ยวตำบลนี้ ในสภาวะที่ฝนตกโปรยปรายอย่างต่อเนื่อง รถจอดบริเวณอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตึกทรงแปลกๆ ที่มีห้องน้ำและร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้พักดื่มอะไรสักนิดหน่อย ก่อนจะต้องเดินเท้าตามถนนไปยังทางเข้าในระยะทางหลายร้อยเมตรได้

ผมสังเกตว่า คนที่นี่ไม่ค่อยใช้เสื้อกันฝนครับ เพราะมันอาจจะตกไม่แรงด้วยกระมังจึงถือร่มเดินเที่ยวกันอย่างสบายใจ ทางเข้าเป็นทางเดินลอยฟ้าสีแดงสวยงาม พาดข้ามไปเล่นระดับเพื่อเชื่อมต่อกับบันไดปูนทางขึ้นลงเขาไปสู่ด้านล่าง แม้ว่าฝนจะตก แต่ที่นี่ก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาเที่ยวชมอย่างไม่ขาดสาย น้ำตกที่นี่มีความสูง ๒๐ เมตร กว้าง ๔๐ เมตร เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำจี้หลง (Keelung 基隆河) เขามีการสร้างอาคารติดกับบริเวณชั้นบนของน้ำตกทำคล้ายเป็นระเบียงยื่นออกมาเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ชมน้ำตกในหลายมุม นอกจากนี้ยังมีศูนย์อาหารเล็กๆ ให้ได้เดินซื้ออะไรทานเล่นๆ พลางชมธรรมชาติไปด้วย





และห่างจากจุดนี้ไปไม่ไกลนักก็มีทางลงไปสู่น้ำตกชั้นล่างด้วย โดยตรงบันไดทางลงมีจุดให้ได้ถ่ายรูปคู่กับน้ำตกด้านหน้า แต่อากาศแบบนี้ ภาพออกมาคงจะสวยยากแท้ เมื่อลงไปถึงชั้นล่างสุดก็พบกับสิ่งก่อสร้างคล้ายระเบียงที่มีเพดาน ให้ได้ยืนถ่ายรูปและสัมผัสน้ำตกแบบใกล้ชิดจนรับน้ำที่กระเด็นมาโดนตัวเลยทีเดียว และที่นี่เขาก็ไม่ได้เปิดให้ลงไปเล่นแบบน้ำตกบ้านเรานะ ฮ่าๆๆ ที่นี่เขาเปิดให้บริการตั้งแต่ ๙ โมงเช้า ถึง ๕ หรือ ๖ โมงเย็น แล้วแต่บางเดือนด้วย


จริงๆ พื้นที่บริเวณนี้ยังมีทางลัดเลาะไปออกถนนใหญ่ หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย แต่ด้วยความกังวลในเส้นทางก็เลยไม่ได้ลองเสี่ยงค้นหาสักเท่าไหร่ ไม่ไกลจากที่น้ำตก (ไม่ไกลของผมคือราว ๑ – ๒ กิโลนะ) ก็จะเป็นย่าน “ชุมชนเก่าฉือเฟิ่น” สัญลักษณ์ของที่นี่ก็คือโคมขนาดใหญ่ เหมือน “โคมลอยประทีป” เชียงใหม่น่ะครับ แบบเดียวกันเลย ซึ่งปกติแล้วเราสามารถขึ้นรถเมล์จากป้ายน้ำตก มาที่นี่ได้ แต่เผอิญผมมาไม่ทันรถเมล์ ก็เลยต้องเดิน เดินออกไปเรื่อยๆ จนเจอทางแยก ผมก็เลยไปถามทางกับป้าคนนึงที่ยืนคอยบอกทางให้นักท่องเที่ยวจีน ผมก็เข้าไปถามแกว่าทางรถไฟไปทางไหน แกไม่เข้าใจในภาษาอังกฤษ สุดท้ายเลยต้องทำเสียง ปู๊นๆ ฉึกฉัก พร้อมท่าทางให้แกดู แกถึงร้องอ๋อแล้วชี้ทางสว่างให้ ...


ซึ่งไฮไลท์ของที่นี่อยู่ตรงทางรถไฟครับ นอกจากร้านค้า ร้านของกิน ร้านของที่ระลึกแล้ว ที่เห็นมากมายก็คือร้านขายโคมลอยแบบบ้านเราครับ ต่างที่ของเราจะสีขาวล้วน ส่วนของเขาจะหลากหลายสีสันกันไป ราคาก็เช่นกัน เริ่มตั้งแต่สีเดียว ๑๕๐ ดอลล่าร์ไต้หวัน ๔ สี ๒๐๐ ดอลล่าร์ไต้หวัน และ ๘ สี ๓๕๐ ดอลล่าร์ไต้หวัน แต่ละสีก็มีความเชื่อที่ต่างกัน เช่น สีแดงหมายถึงโชคดี สีส้มหมายถึงประสบความสำเร็จ สีฟ้าให้ปราศจากภยันตรายใดๆ สีเขียวให้สุขภาพแข็งแรง สีขาวให้อนาคตที่สดใส สีชมพูให้ความรักราบรื่น สีม่วงให้การงานการศึกษารุ่งโรจน์ สีเหลือให้ร่ำรวย และ สีพีชให้มีสัมพันธภาพที่ดี ใครซื้อเสร็จก็เขียนชื่อ คำอธิษฐาน แล้วก็จุดไฟลอยขึ้นไป กลางวันแสกๆ เนี่ยล่ะครับ ไปตกที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ดูชาวเอเชียจะชอบมาก โดยเฉพาะคนเกาหลีน่าจะมากันเยอะจนถึงขนาดมีป้ายภาษาเกาหลีบอกราคาและความหมายด้วย

นอกจากนี้ในทุกๆ ปีเขายังมีจัดงานใหญ่ที่ชื่อว่า “Pingxi International Sky Lantern Festival” งานลอยโคมระดับนานาชาติ ที่จัดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ โดยราวๆ เดือนกุมภาพันธ์เขาจะปล่อยบรรดาโคมนับพันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าตั้งแต่ ๖ โมงเย็น ไปจนถึงสองทุ่มครึ่ง ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมอธิษฐานขอพรพร้อมชมความงามของโคมที่ลอยระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้ากลางหุบเขา ... ก็เป็นอีกบรรยากาศที่น่าจะต่างจากเชียงใหม่บ้านเราในวันลอยกระทงไม่น้อย

สถานีรถไฟนี้มีของกินมากมายให้เลือกสรร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างสนใจมาก ก็คือเจ้านี่ครับ ... “ไอศกรีมโรตีถั่วตัด” กรรมวิธีที่ดูง่ายๆ และน่าเอามาขายบ้านเรามากครับ เขาเอาแผ่นโรตีมาวางแล้วใช้หันขูดถั่วตัดก้อนสี่เหลี่ยมขนาดมหึมาให้เป็นฝอยๆ โรยให้ทั่วแผ่น จากนั้นก็ตักไอศกรีมวางลงไป แล้วห่อให้เป็นก้อน ขายลูกค้า ก้อนละ ๓๕ ดอลล่าร์ไต้หวัน เออ แปลกดีแฮะ พอกินรวมๆ ก็อร่อยดีด้วย แม้รสชาติไอศกรีมที่เนื้อไม่เป็นครีมเท่าไหร่ รสคล้ายมะพร้าวและมีกลิ่นหอมบางอย่าง ส่วนถั่วตัดก็เหมือนที่ขายในบ้านเราเลย ใครไปที่นี่ก็ลองหาซื้อดูครับ



รถไฟขบวนหนึ่งแล่นผ่านเข้าสู่ชานชาลา นักท่องเที่ยวก็พากันไปถ่ายรูป รางรถไฟที่นี่อยู่ใกล้กับบ้านคนมากๆ ซึ่งก็ไม่ต่างกับบ้านเราสักเท่าไหร่ อย่างแถวๆ มหาชัย แม่กลอง อะไรอย่างนี้ จริงๆ ผมสามารถนั่งรถไฟจากสถานีไทเปมายังที่ฉือเฟิ่นได้ด้วยนะ แต่น่าจะใช้เวลาราวๆ ๒ ชั่วโมงได้ และน่าจะต้องต่อรถหลายขบวนเลยล่ะ มารถเมล์ง่ายกว่าครับ ส่วนขบวนนี้มีปลายทางอยู่ที่สถานีจิ๊งขง (Jingtong 菁桐車站) แน่นอนว่ามันจะต้องผ่านสถานีผิงชีจุดหมายต่อไปของผม ... แต่ ... แล้วทำไมผมไม่รีบตีตั๋วขึ้นไปล่ะ??? ... ผมเผอิญเพิ่งนึกขึ้นได้หลังจากถ่ายรูปรถไฟเสร็จ ก็เลยรีบเดินไปถามนายท่าหาซื้อตั๋ว พอแกชี้บอกทาง ผมก็รีบเดินจ้ำอ้าวจนจะถึงห้องจำหน่ายตั๋ว รถไฟ มัน ก็ ไป ซะ แล้วววววววววววว .... เดินเล่นต่อก็แล้วกัน


แถวนี้มีอีกที่ที่น่าไปถ่ายรูปก็คือสะพานแขวนเสาสีฟ้า สลักอักษรเขียนข้อความภาษาถิ่นซึ่งผมเองก็ไม่สามารถแปลได้ แต่ว่าสวยดี มีคนเดินเที่ยวเล่นมากมาย สะพานทอดข้ามผ่านแม่น้ำมีความยาวหลายเมตรไปสู่อีกฝั่ง ด้านนั้นเป็นทางไปสู่ถนนใหญ่ และก็มีป้ายรถเมล์ให้ผมยืนคอยด้วยครับ แต่ด้วยความที่พื้นที่นี้มีรถประจำทางเพียงไม่กี่สาย และที่สำคัญคือ ... ระยะความถี่นี่ห่างกันเป็นชั่วโมงในบางช่วง ทำให้ผมต้องยืนแกร่วรออย่างน่าเวทนาอยู่อย่างนั้นไป ๑ ชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้นรถโดยสาร ท่ามกลางฝนพร่ำๆ



รถเมล์พาผมมาถึงอีกจุดหมายสำคัญของทริป นั่นคือย่านชุมชนผิงชี แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้มาแค่เดินเที่ยวในชุมชนแน่ๆ ผมไปสืบค้นพบว่า แถวนี้มีป่า และมีเส้นทางให้เดินขึ้นเขาด้วย!! ซึ่งที่ที่ผมกำลังจะขึ้นไปนี้เขาเรียกว่า “เส้นทางศึกษาธรรมชาติตำบลผิงชี” (Pingxi district trail.) แต่ด้วยข้อมูลอันน้อยนิดผมจึงไม่ทราบความเป็นมาของที่นี่สักเท่าไหร่ รวมทั้งระยะทางทั้งหมดที่ดูเหมือนจะเชื่อมต่อทางเข้าออกได้หลายเส้นทาง จุดที่ผมยืนอยู่ก็เป็นหนึ่งในทางเข้าที่นิยมกัน มันอยู่ซอกเล็กๆ ใกล้กับห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งดูเผินๆ คงไม่มีใครกล้าเข้าไปสักเท่าไหร่

ทางเดินในจุดแรกถูกปูด้วยปูนเป็นขั้นบันได เดินง่าย แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับตอนนี้ที่มีเม็ดฝนยังตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่อนข้างลื่น และไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่ เดินๆ ไปสักพักก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ เหมือนกัน ... คือ ทั้งเส้นทางมีเราเพียงคนเดียว มันตื่นเต้นเหมือนกันนะ แต่ก็กลั้นใจเดินไป ซึ่งทางนี้ก็ยังไม่น่าอันตรายเท่าไหร่ ผ่านไปสักพักก็เจอกับถนนที่ตัดขึ้นเขามายังปากทางเดินเส้นทางธรรมชาติ ... คนใช้รถส่วนใหญ่ก็จะมากันทางนี้ เอารถมาจอดแล้วเดินขึ้นไป แต่สำหรับคนนั่งรถเมล์นั้น ทางที่ผมมาถือว่าลัดกว่า

ผมเจอบ้านคนตรงแถวนี้ด้วย มีอาม่าท่านหนึ่งกำลังนั่งทำกับข้าว ผมดีใจมาก ... ดีใจที่เจอคน คือมันวังเวงจนท้อเลยครับ ทั้งอากาศ ทั้งบรรยากาศ ผมรีบเดินไปหาผู้เฒ่าพร้อมถามทางว่า นี่ใช่เส้นทางเดินป่าหรือไม่ แต่แน่นอนว่า เราคุยกันคนละภาษา สุดท้ายก็มารู้เรื่องกันด้วยภาษามือและท่าทาง ก่อนจากลาแกยังเตือนด้วยว่า ระวังลื่น ... งงล่ะสิ? แกใช้วิธีลุกขึ้นเดิน แล้วทำท่าเหมือนจะลื่นหกล้มให้ดูครับ ผมก็ขอบคุณแล้วจากลาแกมา พอเดินมาถึงทางเข้าหลักก็พบกับครอบครัวหนึ่งกำลังเดินลงมาพอดี และนั่น... น่าจะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่ออกมาจากป่า

ทางเดินเส้นนี้ถือว่าเข้าสู่ป่าของจริงแล้วครับ แต่ว่าทางก็ไม่ได้โหดอะไร แถมค่อนข้างเดินสบายด้วยเพราะพื้นปูด้วยปูนเหมือนกับทางในช่วงแรกที่ผ่านมา ที่ดูน่ากลัวก็คือบรรยากาศเนี่ยล่ะครับ ยิ่งลึกยิ่งวังเวง เดินมาเรื่อยๆ ก็เจอทางแยก ซ้าย กับ ขวา มีป้ายบอกทางที่ดูเก่าคร่ำครึประกอบกับแสงที่น้อยทำให้ดูยากอยู่ แต่ถึงดูไปผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันไปไหน ... ต้องวัดใจเอาล่ะครับ!!

ผมตั้งใจว่าอยากขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่มันจะไปทางไหนล่ะ? ซ้าย หรือ ขวา ทางซ้ายซึ่งใกล้ที่สุดเป็นทางเจาะภูเขาหินเป็นช่องๆ ให้เดินแต่ไม่ชันมาก ส่วนทางขวาต้องเดินข้ามสะพานน้อยๆ ผ่านซุ้มมีหลังคาเล็กๆ แล้วเดินขึ้นไปอีกนิดก็ปีนเขาเลยครับ ผมยืนคิดอยู่สักพัก บรรยากาศก็โคตรจะวังเวง ผมเหลือบไปเห็นทางขวามือ มีป้ายไม้ภาษาจีน เขียนว่าอะไรผมไม่ทราบได้ แต่เห็นบางตัวมีอักษรเหมือนภาษาญี่ปุ่น คำว่า ยามะ ที่แปลว่าภูเขา และลูกศรก็ชี้ไปทางนั้น ... เอาวะ! ขวาก็ขวา ตัดสินใจเดินทางนี้แล้วกัน ผมมองเข้าไปในซุ้มปรากฏว่า เจอรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมอยู่บนโขดหินด้วย! ก็ทำเอาผงะไปหนึ่งสเต็ป ก่อนจะตั้งสติเดินต่อ คือถ้ามาช่วงปกติผมก็คงจะเห็นอยู่ไกลๆ ล่ะครับ แต่เวลานี้ สภาพอากาศนี้ แถมอยู่ตัวคนเดียว ก็กลัวเป็นเหมือนกันนะ
ภาพจากกูเกิ้ลแมพ เพราะขณะนั้นลืมถ่ายมา

ความจริงทางปีนไต่เขาที่ดูไกลๆ ว่าน่ากลัว แต่พอได้มาอยู่ใกล้ๆ กลับรู้สึกว่าไม่เท่าไหร่ อาจจะเพราะมันมีราวเหล็กเส้นให้จับไปตลอดทางกระมังเลยทำให้ดูว่าขึ้นไม่ยากเย็นๆ ผมไม่แน่ใจว่าผมปีนมาไกลเท่าไหร่ แต่ทัศนวิสัยตอนนี้ถือว่าไม่ค่อยดีนัก ฝนก็ยังตกลงมาตลอด แถมหมอกก็ลงจนไม่เห็นวิวเมืองในมุมกว้างเลยครับ เดินไปเรื่อยก็เริ่มมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว เพราะมันยิ่งสูงขึ้น สูงขึ้น และในที่สุดก็มาถึงยอดเขาจนได้ ที่นี่มีชื่อว่า “ยอดเขาซึมู่” (Cimu peak 慈母峰) ซึ่งมีความสูงประมาณ ๔๑๐ เมตร แต่ก็ไม่ใช่ภูเขาที่สูงที่สุดในละแวกนี้ครับ ยังมีภูเขาอีกลูกที่ชื่อว่า ผู่ถัว (Putau shan 普陀山) ที่มีความสูง ๔๕๐ เมตร อยู่ไม่ไกลกันนัก ส่วนภูเขาอีกลูกที่ตอนแรกผมล่ะอยากจะไปพิชิตก็คือภูเขาเสี้ยวสื่อ (Xiaozi shan 孝子山) ที่นี่น่าสนใจตรงที่เป็นเขาทรงตะปู มีปลายแหลมตรงยอดตั้งตระหง่าท้าทายให้คนขึ้นไปยืนทดสอบความกล้า แต่ถือว่าคิดถูกที่ไม่ไป เพราะสภาพอากาศแบบนี้มันก็เสี่ยงอันตรายไม่เบาเลยล่ะ


ตรงยอดเขานี้มีเหล็กเหมือนหลักเขตปักเอาไว้ด้วยแฮะ แล้วก็ยังมีเก้าอี้พลาสติกวางไว้อีกด้วย เออ คงเป็นบริการของที่นี่เขา แต่เราล่ะ เอายังไง... ไปต่อ หรือ เดินกลับ ผมมองดูนาฬิกาบนโทรศัพท์ นี่มันก็สามโมงเย็นแล้ว คาดว่าถ้าเดินต่อจนจบไปสู่จุดหมายอีกฝั่งคงเย็นๆ แถมมีความเสี่ยงสูงที่จะหลงทางด้วย จึงตัดสินใจวกกลับทางเก่าดีกว่า มาแค่นี้ก็วัดใจสุดๆ แล้ว ก็น่าเสียดายเหมือนกัน เห็นว่าบางจุดมีการนำรูปปั้นพระโพธิสัตว์ไปวางไว้ริมทางบนเขาด้วย ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงจุดไหน แต่สำหรับเราสำหรับวันนี้แค่นี้ พอแล้ว

กลับมาที่ตัวเมืองผิงชี ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ที่นี่ก็ดูไม่ต่างกับชุมชนฉือเฟิ่น มีบ้านเรือนดัดแปลงเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และของที่ระลึกหลายเจ้า ถัดมาตรงสถานีรถไฟ ก็มีบริการให้ลอยโคมกันด้วย เพียงแต่คนไม่เยอะเท่ากับที่ฉือเฟิ่น ที่น่าสนใจของผมคงหนีไม่พ้นอาหาร ซึ่งในย่านนี้มีเจ้านี่ขายอยู่หลายเจ้าเลยครับ สำหรับ “ไส้กรอกย่าง” หรือ ทั่นเข่าเซี่ยงชาง (碳烤香腸) ซึ่งมันจะค่อนข้างต่างจากบ้านเรา ... เอิ่ม ไม่สิ ... จริงๆ แล้ว บ้านเราเรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า กุนเชียงครับ!! เขาเอากุนเชียงมาย่างเป็นของว่างทานกันเลยครับ




ด้วยความอยากลองก็เลยไปยืนต่อคิวร้านนึง ซึ่งมีการฉายทีวีโฆษณาว่ามีรายการมาถ่ายทำด้วย แม่ค้าก็ย่างกันควันโขมง คนยืนหน้าร้านก็รมควันกันไปถ้วนหน้า ซึ่งของร้านนี้ก็มีหลายแบบให้เลือกทาน ทั้งสูตรธรรมดา กิมจิ พาสเลย์ กระเทียม ขายไม้ละ ๓๕ ดอลล่าร์ไต้หวัน ก็ราวๆ ๔๐ บาท คือเขาเอากุนเชียงมาย่างแล้วผ่ากลางแหวกออก จากนั้นก็เอาเครื่องที่เราเลือกสั่งยัดไส้ให้ทาน ผมเห็นแล้วก็อยากลอง แต่ปากมันดันสั่งคำว่า ออริจินัล ออกไปซะอย่างงั้น ... สุดท้ายก็เลยได้กุนเชียงย่างเปล่าๆ มาทาน ๑ ไม้ ดูไม่ค่อยคุ้มเลย ฮ่าๆๆๆ




รสชาติก็ กุนเชียงล่ะครับ แต่บ้านเราจะหวานกว่า ของที่นี่จะออกเค็มหน่อย ก็อร่อยดี ถือเป็นของรองท้องปิดทริปก่อนจะกลับไปตระเวนกินในไทเป จริงๆ ก็แอบเสียดายมีหลายร้านที่น่าสนใจ อย่างพวกร้านบะหมี่ ร้านขนมหวานที่มีเจ้าของนั่งเล่นดนตรีให้ฟัง แต่... เราก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะน่าจะสั่งยาก ไม่มีเมนูรูปและภาษาอังกฤษ กลัวจะคุยกันไม่รู้เรื่องซะก่อน

จะว่าไปก็เป็นอีกวันที่ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย และได้พิสูจน์ความกล้าของตัวเองแม้จะมีไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ยังหลงเหลืออยู่ล่ะวะ ... หวังว่าจะได้กลับมาเยือนอีกครั้ง ณ เมืองผิงชี...

ที่มาบางส่วน : http://skylantern.ntpc.gov.tw/en/ http://tour.ntpc.gov.tw/zh-tw/Attraction/Detail?wnd_id=60&id=110680
กำลังโหลดความคิดเห็น...