xs
xsm
sm
md
lg

ไต้หวัน ฉันมาเยือน ๑.๑ : ไถจง กับ ชานมไข่มุกเจ้าแรกของโลก!

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

“นครไถจง” (Taichung) เมืองใหญ่ที่สุดในภาคกลางของไต้หวัน และใหญ่เป็นอันดับที่ ๓ ของประเทศ เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรต้าตู่ (Kingdom of Dadu 大肚王國) ของชนเผ่าในไต้หวัน ก่อนจะถูกราชวงศ์ชิง หรือ แมนจู แห่งจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาปกครอง ใน พ.ศ.๒๒๒๕ และเรียกที่นี่ว่า ต้าตวน (Toatun 大墩)ซึ่งในช่วงหนึ่งเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองของไต้หวัน ต่อมาราชวงศ์ชิงได้ไต้หวันยกให้แก่จักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองตามสนธิสัญญาชิโมะโนะเซะกิ (Treaty of Shimonoseki) ภายหลังพ่ายแพ้สงครามจีน – ญี่ปุ่น ครั้งที่ ๑ ในปี ๒๔๓๘ ซึ่งญี่ปุ่นก็เปลี่ยนชื่อเมืองนี้เป็น ไทจุ (Taichu 臺中)

โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามที่จะพัฒนาเมืองให้ทันสมัยเป็นแห่งแรกของไต้หวัน รวมทั้งการสร้างถนน เขื่อน สวนสาธารณะ แหล่งการค้า ศาลาว่าการเมือง โรงเรียน สถานีรถไฟ และ สนามบิน ขณะที่การปกครองของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงภายหลังพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงได้ส่งมอบไต้หวันคืนให้แก่สาธารณรัฐจีน ขณะที่ในช่วงสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาก็เคยใช้ฐานทัพอากาศ ชิง ฉวน กัง (Ching Chuan Kang Air Base) ในเมืองนี้ ให้เครื่องบินขนระเบิดไปถล่ม รวมทั้งสงครามใน ลาว และกัมพูชา ด้วย ปัจจุบัน ไถจง จัดเป็น ๑ ใน ๕ เขตเทศบาลเมืองพิเศษของไต้หวัน
สถานีรถไฟไถจง
ร่ายประวัติมาเสียยาวอย่าเพิ่งคิดว่าผมจะเขียนเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ หรืออะไรทำนองนี้ นะครับ ผมคงไม่อาจหาญเท่าไหร่ เพราะต่อจากนี้ จะเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ที่เดินงงๆ ในเมืองสำคัญอีกแห่งของประเทศ แต่ ... คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่ผมบรรยายมาข้างต้นมากนัก ...

สืบเนื่องจากผมว่าง ยังต้องอยู่ในเมืองนี้อีกเกือบวันก่อนจะเข้าไปยังเมืองหลวงแต่ไม่รู้จะทำอะไร จะไปไกลๆ ก็กลัวไม่ทันรถ เลยตัดสินใจเดินเล่นไปเรื่อยๆ รอบเมืองเก่าเนี่ยล่ะ เผื่อได้เจออะไรแปลกๆ ตาบ้าง จุดแรกที่ผมไปก็คือ “สวนสาธารณะไถจง” (Taichung Park 臺中公園) สวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของนคร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๔๖ มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างศาลาริมน้ำสไตล์ยุโรปที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในการเปิดตัวการขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมเหนือจรดใต้

แต่พอไปถึงพบว่า ... เขาปิดซ่อมสวนครับ!!

เอ้าไม่เป็นไร เดินกันต่อ ... จุดหมายต่อมาคือ “ตลาดลำดับที่ ๒ ของเมืองไถจง” (Taichung City Second Market 臺中市第二市場) สร้างมาตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นครองเมืองแล้ว เดิมชื่อว่า ตลาดใหม่ ฟุกุมะจิ ขายสินค้าญี่ปุ่นชั้นดีมีราคาสูง แต่ภายหลังชาวญี่ปุ่นกลับถิ่น ทางการก็ได้เข้ามาปรับปรุงขึ้นใหม่จนกลายมาเป็นรูปแบบในปัจจุบัน คาดว่าตัวอาคารพาณิชย์ ๓ ชั้นที่ดูราวกับเป็นกำแพงล้อมรอบตลาดนี่ก็น่าจะสร้างมาตั้งแต่ยุคโน้นด้วยกระมัง


ภายในตลาดสำหรับคนไทยแล้วผมว่ามันคุ้นมาก ทั้งการค้าอาหารสด ผัก ผลไม้ ร้านอาหารปรุงสำเร็จเป็นโซนๆ ร้านขายของชำ ร้านขายเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์การเย็บผ้า ไปจนถึงห้องเสื้อ ที่รับตัดเย็บเสื้อผ้า ทุกอย่างรวมอยู่กันที่นี่ ของสดที่เห็นนอกจากเนื้อหมู ไก่ แล้ว มีเนื้อปลาแซลมอนขายเป็นท่อนๆ ด้วยนะครับ นอกจากนี้ก็มีพวก กุนเชียง มีแขวนโชว์เยอะอยู่ ของหมักดองก็วางขายใส่ถาด เหมือนกับพวกลูกชิ้นต่างๆ ที่นี่เขาก็นิยมกินนะ เช่นเดียวกับอาหารแห้งที่วางเรียงรายให้เลือกสรรกันในกล่อง ส่วนด้านท้ายตลาดนั้น มีศาลเจ้าให้คนในพื้นที่ได้สักการะ ก็คล้ายๆ กับตลาดหลายๆ แห่งในบ้านเรา





ส่วนร้านอาหาร เท่าที่สังเกตน่าจะมีมากกว่า ๒๐ ร้านได้ และหลายๆ เจ้าก็มีการแปะรูปถ่ายกับคนดังของบ้านเขาโชว์อยู่หน้าร้าน มีขายอาหารญี่ปุ่นพวกซูชิ ซาซิมิ ด้วยนะ ผมก็ไปด้อมๆ มองๆ เห็นอยู่เจ้านึงทำบะหมี่ได้น่ากิน เลยแวะชิมสักหน่อย เป็นบะหมี่แบนแบบแห้งราดด้วยหมูสับต้มซอส โรยด้วยต้นหอม และลูกชิ้นกุ้ง ข้างใต้มีถั่วงอก ถามป้าพนักงาน เขาบอกว่า นี่คือ “ตันตันเมี่ยน” ตัวบะหมี่เหนียวนุ่มอร่อยดี ส่วนน้ำราดรสเหมือนผัดถั่วงอก จืดกะเค็มนิดๆ หมูสับรสเหมือนหมูตุ๋นเลยแฮะ เข้มข้น อร่อยล่ะ ลูกชิ้นกุ้งมีรสกุ้งแต่ก็ไม่ได้ชัดขนาดร้องว่าเฮ้ย กุ้งว่ะ เนื้อเด้ง กัดง่าย ก็ดีครับ



ร้านถัดมาคนต่อคิวกันเยอะมาก ขายอาหารเช้าของถิ่น เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวล้วนๆ หั่นเป็นสี่เหลี่ยมดูลักษณะคล้ายขนมผักกาดบ้านเรา เอาไปทอดในน้ำมันบางๆ บางชิ้นมีการตอกไข่ใส่ลงไปด้วย แต่ของผม ... ก็อยากกินกับเขาบ้างไง เลยไปยืนต่อคิวสั่ง วิธีการสนทนาก็ชี้อย่างเดียวตามสเต็ป บอกเขาเอาแบบไม่ใส่ไข่ เขาจี่สักพักให้ดูว่ามันเหลืองนิดๆ ก็เอาขึ้นมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ราดซอสสีดำที่มีรสหวาน กับซอสสีแดงดูคล้ายซอสพริก เหมือนจะอร่อย แต่พอชิมเท่านั้นแหละ อื้อหือ ...แทบร้อง T-T คือแป้งนุ่ม ไม่เหนียวหนึบครับ แต่น้ำราดนี่ทำเอาเซ็ง รสมันไม่เวิร์กเลย ออกหวานๆ มันๆ เผ็ดจางๆ รสโดดๆ ไม่กลมกล่อม ผมอาจจะไม่คุ้นกับความอร่อยของเขาก็เป็นได้ แต่ก็พยายามลองกินไปเรื่อยๆ เผื่อว่ามันจะดีขึ้น (จริงๆ คือเสียดายตังค์ ซื้อมาตั้ง ๓๐ ไต้หวันดอลล่าร์ ฮ่าๆๆ) สุดท้ายก็ไม่หมด


จริงๆ ก็อยากจะลองชิมอีกหลายๆ ร้าน แต่มาคนเดียวนี่กระเพาะก็คงรองรับไม่ค่อยไหวเท่าไหร่ พูดถึงตลาดนี้ แม้จะดูไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็แฝงไปด้วยเสน่ห์ของการดำรงชีพของคนในพื้นที่ ที่ยังคงมีชีวิตชีวาให้คนแปลกถิ่นอย่างเราได้สัมผัส ก็ดีเหมือนกัน

จากตลาดไถจง ผมเดินมุ่งหน้าไปชิมเมนูดังระดับชาติ ที่นี่มีขายเจ้าน้ำชนิดนี้อยู่หลายเจ้ามาก นั่นก็คือ “ชานมไข่มุก” แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าร้านที่อ้างสูตรเป็น “เจ้าแรกของโลก” อยู่ที่เมืองนี้เอง ชื่อว่าร้าน “ชุนฉุ่ยถัง” (Chunshui Tang 春水堂) เริ่มขายชาอยู่ทีนี่มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ โดยนำรูปแบบการเขย่าเครื่องดื่มค๊อกเทลสไตล์ตะวันตกมาดัดแปลงโดยนำชาผสมน้ำตาลอ้อยและน้ำแข็งมาเช็กแทน

ส่วนเจ้าชานมไข่มุก หรือ จินจู ไน่ฉา (Zhenzhu naicha 珍珠奶茶) นี้ ทางร้านเขาอ้างว่าคิดสูตรได้เมื่อปี ๒๕๓๐ โดยคุณหลิน ซิ่ว ฮุ้ย (Lin Xiuhui 林秀慧) รองประธานฝ่ายจัดซื้อสินค้า ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยเพียง ๒๐ ปี ได้ทดลองทำกินเอง โดยเริ่มจากการนำส่วนประกอบของอาหารจีนที่มีชื่อว่า เฟิ่นหยวน (fenyuan 粉圓) ก็คือแป้งมันสำปะหลังมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วนำไปต้ม เอามาใส่ในชา เริ่มจากชาร้อน ชาเย็น และชามะนาว แล้วจึงนำมาทดลองขายจนเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา

ร้านนี้สังเกตไม่ยาก เพราะมีการตกแต่งแบบสไตล์จีนตั้งแต่หน้าร้านมีกระเบื้องมุงหลังคาสีน้ำเงินยื่นออกมาอย่างโดดเด่น และยังมีรูปปั้นแก้วชานมไข่มุกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้า มีพนักงานยืนคอยรับคิวอยู่ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี (กว่าผมเยอะ) ส่วนภายในร้านด้านหน้าสุดมีบาร์ชงชา หลังร้านเป็นที่นั่ง ออกแบบคล้ายกับอยู่ในสวนกลางบ้าน ตรงที่ผมนั่งมีบันไดเล็กๆ ลงไปชั้นล่างซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ของที่ร้านด้วยนะ แต่ว่าวันนั้นเขาไม่เปิดให้เข้าชม เลยอดลงไปดู

ส่วนเมนูเขาก็หลากหลายทั้งคาวหวาน แต่มาทั้งทีก็ต้องลองต้นตำรับ “ชานมไข่มุก” สักหน่อย ซึ่งก็มี ๒ ขนาดคือ S กับ M พอดูราคาแล้วถึงกับอึ้ง!! ชาบ้าอะไรแก้วละเกือบ ๑๕๐ บาท!! งงไปชั่วครู่ พอเหลือบดูเห็นว่ามีโปรโมชั่น สั่งแก้ว M ลด ๑๕% พอเห็นเท่านี้ไม่ต้องชั่งใจ สั่งไปเลยครับ รอประมาณไม่ถึง ๕ นาทีพนักงานสาวก็นำมาเสิร์ฟ พอวางแก้วลงปุ๊บก็พอเข้าใจเลยครับ ทำไมมันถึงแพง เพราะพี่แกใส่ในแก้วเบ้อเร่อเลย ขนาดของชานมอยู่ที่ ๖๖๐ มิลลิลิตร เป็นชานมที่มีฟองอยู่ด้านบนหนาเหมือนกันแฮะ

อ่อ ลืมบอกไปว่า ที่ไต้หวันนี้พวกร้านชานมเขาจะถามถึงระดับความหวานของลูกค้าเสมอ ซึ่งผมก็มักจะสั่งแบบกลางๆ ไป อย่างเช่นแก้วนี้ ดูดขึ้นไปอึกแรก อื้อหือ กลิ่นชานี่หอมมาก!! รสชาติหวานกำลังดี ส่วนไข่มุกมาเป็นเม็ดไม่ใหญ่เท่าไหร่ เคี้ยวหนึบหนับ เออก็อร่อยดีนะ ที่สำคัญคือ ทานแล้วไม่รู้สึกเอียน ... คือผมเจอปัญหาทานชานมไข่มุกที่บ้านเราบางเจ้าไปสักระยะหนึ่งแล้วมันรู้สึกเอียนๆ พะอืดพะอม ไม่รู้มีใครเป็นบ้างหรือเปล่า แต่สำหรับที่นี่ ทุกร้านที่ผมลองทาน ไม่เจอปัญหานี้เลยครับ แปลกเหมือนกัน

เวลาใกล้งวดมาทุกที ผมเดินต่อไปที่อาคารหลังหนึ่งซึ่งถูกสร้างสถาปัตยกรรมดูทันสมัยครอบในตึกเก่าๆ ที่นี่เป็นร้านขายขนมและอาหาร ชื่อว่า “มิยะฮะระ” (Miyahara) เอ่ยแบบนี้รู้ทันทีเลยว่าน่าจะเป็นที่ของพวกญี่ปุ่นมาก่อน ซึ่งเดิมทีอาคารหลังนี้ถูกสร้างเป็นโรงพยาบาลตามิยะฮะระ โดยนักเคลื่อนไหวชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ ทาเกะกุมะ มิยะฮะระ ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศ ต่อมาได้ถูกใช้เป็นสำนักงานสาธารณสุขเมืองไถจง และก็ถูกทิ้งร้างลงหลังจากที่มีการย้ายสำนักงานออกไป ตัวอาคารจึงเกิดการทรุดโทรมลงตามกาลเวลา รวมทั้งเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ในปี ๒๕๔๒ และเหตุพายุไต้ฝุ่น เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑

ต่อมาได้มีนักธุรกิจเข้ามาทำการปรับปรุงครั้งใหญ่ ใช้ตัวอาคารเดิมแต่สร้างสถาปัตยกรรมอื่นเพิ่มเติมครอบทับ พร้อมเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงและใช้วัสดุเป็นกระจกเพื่อให้มีการประหยัดพลังงานจากแสงไฟมากขึ้น ที่นี่สาวๆ วัยรุ่นค่อนข้างชอบ เพราะเมื่อเปิดประตูเข้ามานี่ราวกับต้องมนต์ เหมือนอยู่ในฉากหนึ่งของหนังเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์กันเลยทีเดียว มีการตกแต่งในลักษณะที่ดูคล้ายกับเหมือนอยู่ในห้องสมุดของอังกฤษยังไงอย่างงั้น ชั้นล่างขายขนมพวกช็อกโกแลต ขนมท้องถิ่น คุกกี้ ชีสเค้ก ฯลฯ มีพนักงานสาวหน้าตาน่ารักยืนแนะนำสินค้าและแจกให้ลองชิม แต่ดูจากบรรจุภัณฑ์แล้วคาดว่าน่าจะไม่ค่อยเหมาะกับเงินในกระเป๋าสตางค์อันน้อยนิดของเราสักเท่าไหร่ ส่วนชั้นบนเป็นร้านอาหาร






ที่น่าจะดูแล้วเหมาะกับผมอยู่ตรงโซนด้านนอกอาคาร ถูกตั้งเป็นร้านขายไอศกรีมให้ผู้มาเยือนได้ซื้อชิมกัน และแน่นอนว่า ไม่ว่าจะคนท้องถิ่นหรือต่างชาติอย่างผม ก็ต้องมายืนรอต่อคิวกันจนแถวยาวเหยียดเพื่อจะลองทานไอศกรีมหลายรสชาติ คือมีเยอะมากจริงๆ โดยเฉพาะช็อกโกแลต มีหลายแหล่งผลิต ความเข้มข้น ซึ่งราคาก็เริ่มต้นที่ลูกละเกือบ ๑๐๐ บาท!! เห็นราคาแล้วน้ำตาจะไหล... สั่งไอศกรีมช็อกโกแลตของทางฝั่งแอฟริกาไป (จำไม่ได้จริงๆ ขออภัยด้วยครับ) เขาก็ตักใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วให้เราเลือกท็อปปิ้ง ๑ ชิ้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกคุกกี้ต่างๆ และเค้กสับปะรดสไตล์ ผมก็เลือกชีสเค้กมาทาน ตัวไอศกรีมรสขมช็อกโกแลตดี ไม่ค่อยหวาน แต่ละลายเร็วไปหน่อย ส่วนชีสเค้กไม่ค่อยเปรี้ยว มีกลิ่นนมแรงดีครับ

ตระเวนกินมาจนรอบเมืองเก่าก็ถึงเวลาต้องลาจากที่แห่งนี้เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองไทเป จริงๆ เมืองไถจง นี้ยังมีอีกหลายสถานที่ที่น่าไปเที่ยว ทั้งตลาดนัดกลางคืน เฟิงเจี่ย Feng Chia Night Market , หมู่บ้านสายรุ้ง Rainbow Military Dependents Village ที่มีคุณปู่คนหนึ่ง วาดจิตรกรรมฝาผนังเป็นสีสันลวดลายต่างๆ ไปทั่วหมู่บ้านให้ดูสวยงาม, โบสถ์คริสต์สวยๆ Luce Memorial Chapel ภายในมหาวิทยาลัยตุงไห่ (Tunghai University), พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหว ๙๒๑ (921 Earthquake Museum of Taiwan)

ขณะที่ความเจริญของเมืองนี้ ก็มีไม่แพ้ที่อื่น นอกจากรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่านแล้ว ยังมีการใช้รถเมล์บีอาร์ที พร้อมสถานีสวยๆ จัดให้บริการ ตึกรามสูงหลายชั้นก็มีจำนวนมาก แต่ในมุมกลับก็ยังพบเห็นบ้านเรือนถูกทิ้งร้าง ทั้งบ้านทรงเก่า ไปจนถึงอาคารสมัยใหม่ อยู่เป็นระยะระหว่างการเดินทาง ส่วนบ้านเรือน ตึกแถวหลายหลังที่ยังคงมีผู้คนอาศัย ก็ดูผู้คนไม่ค่อยสนใจที่จะตกแต่งหรือทำความสะอาดให้ดูใหม่ ปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้น ก็เป็นความแปลกใจ เล็กๆ ในความคิดที่เคยมีผู้เล่าให้ฟังมาตลอดว่าไต้หวันน่าจะเจริญทางวัตถุมากกว่าบ้านเรา แต่ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมดนิ? หรือที่เขาว่า จะเป็นเพียงคำซึ่งหมายถึงแค่ไทเปเท่านั้น? ...


ผมกลับไปขนสัมภาระที่ฝากไว้ในโรงแรมเดินข้ามมาสู่ “สถานีรถไฟไถจง” แลนด์มาร์กสำคัญ อีกแห่งของเมือง ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๔๔๘ แต่แน่นอนว่า ผมไม่ได้มาเดินชมความงามแต่อย่างไร เพราะนี่มันใกล้จะได้เวลาขึ้นรถไฟแล้วต่างหาก ด้วยความที่ไม่เคยจองรถไฟไต้หวันมาก่อน จึงเดินดุ่มๆ ไปที่หน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งตอนนี้สถานีรถไฟแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ด้านหน้าตึกเก่า ตรงนั้นเห็นว่าเขาเพิ่งหยุดให้บริการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็เลยต้องไปขึ้นในอาคารใหม่ที่ทำออกมาอย่างทันสมัย พอไปถึงก็ถามเลย ขอซื้อตั๋วรถไฟสายด่วน Puyuma ที่เร็วกว่ารถไฟธรรมดาพอสมควร โดยคาดว่าคงมีตั๋วอยู่ เพราะเหลือเวลาที่รถไฟจะจอดที่ชานชาลาอีกต้อง ๑ ชั่วโมง ... แต่ขอโทษ พนักงานหน้าตู้แจ้งว่า ตั๋วหมดครับ!! เอาล่ะสิ ... ทำยังไงล่ะ ผมถามถึงรถไฟสายนี้ในรอบถัดไป เขาก็บอกเช่นเดิมคือ หมด ... อ่อ มีอีกทางคือตีตั๋วยืน คุณไหวมั้ย นี่คือข้อเสนอของเขา ที่ทำเอาผมไม่ต้องคิดอะไรมาก รีบปฏิเสธไปในทันใด

ผมเดินเซ็งๆ ออกมา แล้วครุ่นคิดว่า นอกจากรถไฟแล้วผมจะไปไทเปได้อย่างไรอีก จะนั่งรถไฟธรรมดาเพื่อไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงหรืออย่างไร ซึ่งมันก็ไม่ได้อยู่ใกล้กันมาก และมีค่าโดยสารที่ไม่เบาเลยทีเดียว หรือจะนั่งรถไฟธรรมดาเข้าไปก็คงจะนานมากๆ และไม่รู้จะมีตั๋วนั่งให้เราหรือเปล่า ก็เลยเอาคำถามนี้เข้าไปถามที่จุดประชาสัมพันธ์ครับ เธอแนะนำว่า ให้ไปขึ้นรถทัวร์ของยี่ห้อ Ubus ที่ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟ น่าจะดีที่สุด ... โอ้นางฟ้ามาโปรด

ระหว่างที่ผมกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่นั้น ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดครับ จู่ๆ ลุงคนนึงก็ตะโกนโวยวายอาละวาดอยู่ในสถานี โวยใส่คนเดินไปมา จนชาวบ้านแตกตื่น สักพักก็มีตำรวจเข้ามา ... ถ้าเป็นบ้านเรา เหตุนี้จะเกิดอะไรขึ้นครับ? ตำรวจอาจจับลุงไพล่หลังแล้วเชิญไปสงบสติอารมณ์ที่โรงพัก? หรืออาจจะเชิญตัวไปที่อื่น? แต่สำหรับพี่คนนี้ แกมาถึงกับ เดินไปประจันหน้ากับลุง แล้วปล่อยให้ลุงด่าต่อหน้าอยู่นาน ราวๆ ๕ นาที ได้ (ไอ้นี่ก็ยืนดูไม่ได้ห่วงว่าจะตกรถเลย) จนลุงเริ่มเหนื่อย ตำรวจถึงค่อยเจรจา ลุงก็เลิกโวยแล้วคุยโดยดี เออ... ก็เป็นมาตรการที่แปลกเหมือนกันแฮะ

ตัดมาที่ภาพของผมกำลังเดินอย่างรวดเร็วไปยังช่องจำหน่ายตั๋วรถบัส โชคดีที่ยังมีที่นั่งเหลือสำหรับการเดินทางในรอบ ๔ โมงกว่าๆ รถบัสขับไม่เร็วมากนัก รวมกับสภาพการจราจรที่ติดขัดในบางจุด จึงใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงเมืองหลวง เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางตระเวนกินแบบชิลๆ ในวันนี้ อย่างที่บอกไปล่ะครับว่า ยังมีอีกหลายสถานที่ที่น่าสนใจในเมือง และผมเองก็หวังว่า หากได้เดินทางกลับมาอีกครั้ง ถ้ามีเวลาก็คงจะต้องขอแวะชมเมืองให้นานกว่านี้สักหน่อย เผื่อจะได้เห็นอะไรมากขึ้น สำหรับที่นี่ ... นครไถจง

ข้อมูลบางส่วน : http://travel.taichung.gov.tw/zh-tw/Attractions/Intro/70/%E8%87%BA%E4%B8%AD%E5%B8%82%E7%AC%AC%E4%BA%8C%E5%B8%82%E5%A0%B4 , http://chunshuitang.com.tw/ , http://www.miyahara.com.tw/en/index.html , https://www.rtaiwanr.com/taichung-city/miyahara

**สุดท้ายนี้ต้องกราบขออภัยท่านผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์ “คิดเห็นส่วนตัว” ของผม ดรงค์ ฤทธิปัญญา มายาวนาน และอาจสงสัยว่า ผม หายไปไหน? ถึงปล่อยคอลัมน์ร้างซะเป็นเดือน ไม่เขียนงานแล้วเหรอ? อู้อยู่ล่ะเส่? ... ตอบตามตรงคือ ช่วงนี้ภารกิจรัดตัวมากครับ ทั้งงานประจำกองบรรณาธิการ, รายการเขาว่าอร่อย, รายการข่าวเด็ดแมเนเจอร์ รวมทั้งไลฟ์สดรายการ Live Life ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจข่าวเด็ด Manager Online และโปรเจคท์อื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นทางแฟนเพจ เขาว่าอร่อย ก็เลยหายหน้าหายตากันไปพักใหญ่ ... งวดนี้มารายงานตัวให้ทุกท่านทราบว่ายังคงอยู่ดีมีสุข แต่วุ่นๆ นิดหน่อยตามประสาคนบ้างาน (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี) ก็ต้องขออภัยอีกครั้งที่อาจส่งงานมาให้อ่านกันล่าช้าไปบ้าง หวังว่าจะยังคงคิดถึงกันนะครับ ... ****
กำลังโหลดความคิดเห็น...