xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 318 “ความรัก-ความเมตตา... Ho, Ho, Ho...Merry Christmas!

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้...ขอเอ่ยคำ “เมอรี่ คริสต์มาส” กับท่านผู้อ่าน ก่อนจิบกาแฟขมเพราะ
“กาแฟขม...ขนมหวาน” ฉบับนี้ ออกตรงกับวันคริสตสมภพพอดิบพอดี ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขสันต์ของชาวโลก ที่คอยโอกาสอันดีนี้มายาวนานตลอดปี

เคยเรียนท่านผู้อ่านว่า ในช่วงเวลาที่ใกล้จะถึงคริสต์มาสและปีใหม่ เป็นยามที่ผมมีความสุขที่สุดมากมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก เพราะเคยไปไปเล่นดนตรีและร้องเพลงในโบสถ์

ที่ชอบมากคือโบสถ์วัฒนา ด้วยสถานที่แห่งนั้น เป็นแหล่งสะสมสาวสวยแถวหน้าของประเทศไทยในตอนนั้นเลยทีเดียว

โบสถ์นี้อยู่อาณาบริเวณเดียวกับโรงเรียน ที่ทั้งคุณยายและแม่ของผมเคยเรียน แต่ตัวเองไม่ยักได้แต่งงานกับสาววัฒนา

กลับไปแต่ง กับสาวมาแตร์เสียนี่!..๕๕๕

ใกล้คริสต์มาส ผมได้ดูหนังเก่า เรื่อง When Angels Come to Town ซึ่งนำแสดงโดย Peter Falk ดารารุ่นเก่า ที่รู้จักกันดีในบทของนักสืบ Colombo แต่งตัวปอนๆ ขี่รถเปอร์โยต์เก่าบุโรทั่ง แต่สอบสวนเก่งบรรลัย ซึ่งผมหลงใหลเป็นอย่างมาก ต้องเฝ้าดูเสมอ ตอนนี้คุณปีเตอร์ ฟอล์ค อายุมากแล้ว แต่ยังคงมีงานการแสดงคงเส้นคงวา โดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส จะมีหนังที่นักแสดงอาวุโสคนนี้เล่น มาเวียนฉายเสมอ

ในหนังเรื่อง When Angels Come to Town นี้คุณปีเตอร์ ฟอล์ค สวมบทเทวดาชื่อแมกซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ เทวดาแมกซ์มาปรากฏกายให้เราเห็นกันในเรื่อง Finding John Christmas เป็นเรื่องของพนักงานดับเพลิงที่กล้าหาญ ช่วยเหลือเด็กออกจากกองเพลิงที่ลุกไหม้โรงเรียน แต่ช่วยได้ไม่หมด มีเด็กตายอีตาพนักงานดับเพลิงจึงคิดว่าเป็นความผิดของตน เตลิดหนีจากครอบครัวไป แต่ด้วยความช่วยเหลือของเทวดาแมกซ์ ซึ่งมาพร้อมกับวันคริสต์มาส ทำให้พนักงานดับเพลิงคนดี ได้กลับคืนมาสู่ครอบครัว

สำหรับเรื่อง When Angels Come to Town ก็มาในแนวเดียวกัน คราวนี้เทวดาแมกซ์ไม่ได้มาคนเดียว หากแต่มาพร้อมกับเทวดาสตรี ชื่อ Jo ซึ่งสวมบทโดย Katey Sagal ซึ่งทาง ‘เบื้องบน’ ส่งลงมาให้กำกับความประพฤติของเทวดาผู้ชายอย่างแม๊กซ์อีกชั้นหนึ่ง

หนังผูกเรื่องให้สาวน้อยชื่อ Sally Reid ซึ่งสวมบทโดย Tammy Blanchard ซึ่งสวยคลาสสิกเหลือเกิน เป็นพนักงานอยู่ในห้างสรรพสินค้า เธอมีน้องชายวัยสิบขวบเศษที่ต้องไปอยู่ในบ้านอุปถัมภ์ เพราบิดามารดาถึงแก่กรรมไปก่อน แซลลี่พยายามที่จะยื่นคำร้องต่อทางการ ขอให้น้องชายได้มาอยู่ร่วมกัน โดยเธอจะเป็นผู้ดูแล แต่รายได้ของเธอไม่ถึงเกณฑ์ที่จะรับอุปการะน้องได้ สำนักงานสังคมสงเคราะห์จึงปฏิเสธคำร้องไป

สาวน้อยไม่ละความพยายาม ที่จะให้น้องมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เธอขยันและทำงานหนัก จนกระทั่งใกล้ถึงวันคริสต์มาส โจเทวดาผู้หญิงได้ปลอมตัวมาเป็นคนจร เดินเข็นรถใส่ของใช้ มาดูแซลลี่ยืนตบแต่งหน้าร้าน แสดงอาการหนาวสั่นอยู่ด้านนอก

แซลลี่สาวน้อยผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี มองผ่านกระจกเห็นคนชรามีความทุกข์ แม้ความสุขของตัวเองก็ไม่มี

แต่ความสงสารเพื่อนมนุษย์ มีมากกว่า

เธอปลดเสื้อคลุมสวยงามราคาแพง ที่ตั้งโชว์อยู่ในหุ่น และรองเท้าบู้ทกันความหนาวอย่างดี ซึ่งตั้งโชว์อยู่ในช่องจัดแสดงหน้าร้าน บริจาคให้กับ ‘โจ’ เทวดาแปลงในร่างหญิงชราผู้น่าเวทนา โดยสวมเสื้อคลุมให้ และก้มลงใส่รองเท้าให้อย่างไม่รังเกียจ ประชาชนมุงดูต่างพากันชื่นชมในความน่ารักของเธอ

ข่าวเข้าหูโทรทัศน์ ซึ่งส่งผู้สื่อข่าวมาทำข่าว ทำให้ผู้คนที่มีสตางค์ต่างมาซื้อของที่ร้านสรรพสินค้าที่แซลลี่ทำงาน รายได้ของร้านเพิ่มขึ้น เจ้าของห้างสั่งเพิ่มเงินเดือน จนถึงเกณฑ์รับน้องมาอุปการะได้ แต่ตอนนั้นน้องเธอกลับหนีไป ด้วยความเข้าใจผิด

แซลลี่ให้สัมภาษณ์ถึงความเมตตากรุณา รักความผูกพันที่เธอมีต่อน้อง ทำให้น้องชายหวนคืนกลับมาหาเธอ

เรื่องก็จบลงอย่างมีความสุข สมกับเป็นบรรยากาศของคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุขสันต์ของมวลหมู่มนุษยชาติ

ในชีวิตจริงของคนเรานั้น แม้จะไม่มีเทวดามาปรากฏให้เห็นอย่างในหนัง อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง แต่เมื่อยามคริสต์มาสมาถึง เราก็เห็นชายชราร่างอ้วน มีหนวดเคราสีขาว ท่าทางใจดี มาให้เราเห็นทุกปี ซึ่งเด็กๆรักและชอบมาก เพราะท่านมาแจกจ่ายของขวัญให้กับพวกคุณหนูๆ ทั้งหลาย

แม้จะคุ้นเคยกับชายคนนี้มาเนิ่นนาน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ จนกระทั่งตัวเองย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ก็ยังสุขใจทุกครั้งที่ได้เห็นชายใจดี ที่เป็นนักบุญที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม

“ซานตาคลอส”

ใครจะทราบบ้างว่า เดิมทีชายชราผู้ที่เราเรียกขานกันว่า “ซานตาคลอส” นั้น ไม่ได้มีรูปลักษณ์อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ เรียกว่าตรงกันข้ามเลยทีเดียว

แถมชื่อของท่านก็ยังไม่ใช่ “ซานตาคลอส” เสียอีกด้วย

ตัวจริงของท่านเป็นบาทหลวงชาวกรีก ชื่อ Nicholas ซึ่งเป็นชื่อมาจากรากศัพท์ภาษาบ้านเกิดของท่านคือคำว่า nike แบบเดียวกับรองเท้ากีฬา ไนกี้ คำๆนี้แปลออกมาดีเหลือเกินคือ

“ชัยชนะ”

ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า Saint Nick ท่านมีชีวิตในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๔ เป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาอย่างยิ่ง ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และเด็กๆ เมื่อท่านอำลาโลกนี้ไปแล้ว ได้รับการสถาปนาให้เป็นนักบุญในศาสนาคริสต์ โดยเรียกขานกันเต็มๆ ว่า “นักบุญนิโคลาส แห่งไมร่า” (Saint Nicholas of Myra) เพราะท่านมีตำแหน่งเป็น “บิชอบ” แห่งเมืองไมร่า ซึ่งเป็นเมืองท่าในแถบเอเชียไมเนอร์

ชาวกรีกและรัสเซียยกย่องท่านเป็น ‘นักบุญประจำชาติ’ นอกจากนั้น ยังเชื่อกันว่า Saint Nick เป็นนักบุญที่คอยคุ้มครองเด็กๆ เจ้าสาว คนเดินทาง พ่อค้า

นักบุญนิโคลาสนั้น ไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นชายชรา แก้มแดง ร่างอ้วน ท่าทางใจดีอย่างที่เราเห็นกัน หากดูกันตามภาพวาดของพวกยุโรปแล้ว จะเห็นได้ว่าท่านเป็นชายร่างผอมสูง สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาล ซึ่งชาวสแกนดิเนเวียน ได้รวมความเชื่อในนักบุญนิโคลาส กับเทพเจ้าโอดีนเข้าด้วยกัน

จึงทำให้ท่านกลายเป็นนักบุญ ที่เหาะเหิน เดินอากาศได้!

ชาวดัชต์เรียกชื่อนักบุญท่านนี้ ตามภาษาของพวกเขาว่า Santa Kalass เมื่อพวกเขาย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่สหรัฐ ที่เกาะแมนฮัตตัน ได้ตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า New Amsterdam ต่อมาคนดัชต์ได้ขายให้พวกอังกฤษไป ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อจาก New Amsterdam มาเป็น New York กลายเป็นเมืองหลวงของโลก มาจนกระทั่งทุกวันนี้

พวกคนดัชต์ได้นำความเชื่อเรื่อง Santa Kalass ไปแผ่นดินสหรัฐอเมริกากับพวกเขาด้วย แต่คนอเมริกันได้มีการปรับการเรียกเสียใหม่ ให้คล่องปากเป็น Santa Claus

นอกจากนั้นยังเปลี่ยนรูปลักษณ์ซานตา คลอส จากเดิมคือ ชายร่างผอมสูง สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาล กลายเป็นซานตาคลอสชายชรา รูปร่างอ้วนกลมปุ๊กลุ๊ก แก้มแดงเรื่อทั้งสองข้าง เหมือนทารู้ด มีเคราขาว ตัดกับชุดสีแดง หมวกแดงขลิบขาว ท่าทางอารมณ์ดี ไปไหนมาไหนไม่ใช้รถ แต่ขับเลื่อนไปพร้อมกับกวางเรนเดียร์ แล้วส่งเสียงหัวเราะดังๆให้ได้ยินกันว่า

Ho, Ho, Ho ...โฮ...โฮ...โฮ!

พอถึงค่ำคืนคริสต์มาส เด็กๆก็ตั้งตาคอยของขวัญจากคุณตาซานตาคลอสกัน เตรียมถุงเท้าไว้ปลายเตียง เพื่อให้ท่านผู้เฒ่าใจดีใส่ของเล่น อันเป็นสิ่งปรารถนาของเด็กๆ

คุณตาซานตาคลอสจึงเป็นเครื่องหมาย ของความสุข ความรัก ความเมตตากรุณา สำหรับผู้คนในโลกใบนี้

เมื่อพูดกันถึงเรื่องความสุข เมื่อปีที่ผ่านมาอันเป็นปีมหามงคล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี คนไทยย่าจะมีความสุขตลอดปี

เพราะทหารดันทะลึ่ง ยกพวกเข้ายึดอำนาจ การปกครองบ้านเมืองเสียนี่!

คนพวกนี้เอาประเทศเป็น ‘ตัวประกัน’ ในปีมหามงคลเสียอีก...ดูเขาทำ!

บ้านเมืองเลยเกิดบรรยากาศที่มัวซัว อึมครึม คนไทยส่วนใหญ่ ทำใจให้มีความสุขไม่ได้ ประเทศของเรา ดูวิกลวิการไปเสียทั้งหมด

ความเมตตากรุณา ที่เคยมีต่อกันนั้น ดูจะแห้งเหือดหายไป!

ภายหลังจากที่มีการรัฐประหาร ฝ่ายที่คิดว่าตนเป็นผู้ชนะ ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะกับนักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่เขาคิดว่าเป็นคู่ปรับ แต่ยังได้เฟ้นหามาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันตนเอง ไม่ว่าจะเป็น...

การออกกฎหมายมาคุ้มครองพวกตนเอง โดยร่างให้มีอำนาจเอาไว้ในมือเป็นล้นพ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังพยายามรวบรวมสมัครพรรคพวก จัดตั้งมวลชนเอาไว้เป็นเกราะคุ้มภัยให้ตัวเอง เตรียมการไว้เผื่อจะต้องชนกับฝ่ายตรงข้าม จะได้แอบอยู่ข้างหลัง แล้วดันพรรคพวกออกไปรับหอกรับดาบก่อน ตามวิสัยผู้กล้า

เท่านั้นไม่พอ...ยังพยายามเข็นกฎหมายอัปรีย์ออกมารั้ว คุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง กะปิดเอาไว้ให้มิดชิด ยิ่งกว่าสวมหมวกกันน๊อค ไม่ให้ชาวบ้านเห็นหัวเห็นหู

ทำเหมือนเป็น...ดักแด้..ดักดาน ไม่มีผิด!

คนพวกนี้หวาดกลัวประชาชน จนต้องเอากฎหมายเป็น “ยันต์กันผี” อ้างแต่ความมั่นคง เป็นคาถากันตัว...ทุเรศจริงๆ!!

คนไทยที่มีการศึกษาดี จำนวนนับพัน ทนไม่ไหว เดินขบวนไปกดดันให้สมาชิกสภานิติบัญญัติสันหลังยาวทั้งหลาย ให้ลาออกจากตำแหน่ง เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง
พวกที่มีอารมณ์ขันฟุ่มเฟือย พูดถูกใจคนเขียน ว่า

“มั่นคงของพวกมัน ไม่ใช่ของประชาชนอย่างพวกเรา!”

แปลกมากจริงๆ ที่ตั้งแต่ปฏิวัติมา พวกยึดอำนาจนั้น ไม่ได้ “ใจ” ชาวบ้านไปเลย.
ขนาดตัวหน้าหน้าผู้ก่อการรัฐประหาร โดนชาวบ้านตะโกนไล่เอาดื้อๆ แสดงเห็นว่า

นอกจากประชาชนไม่ชอบขี้หน้าแล้ว ยังชิงชังขนาดหนักอีกด้วย!!

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เกิดจากความกลัวการ “เอาคืน” มองคนที่เขาไม่เห็นด้วย กับการยึดอำนาจ เป็นศัตรูตัวเองเข้าไปอีก!

จนผู้คนเขาสงสัยว่า

ฝ่ายก่อการยึดอำนาจจนมุม เพราะกลัวประชาชน จึงต้องสร้างกำแพงด้วยกฎหมาย เพื่อกั้นตัวเองให้ปลอดภัย

...อย่างนั้นหรือ!!!?


ความขัดแย้งระหว่างเผด็จการและลิ่วล้อ ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับพี่น้องประชาชน ที่รักประชาธิปไตยนี่เอง ที่ทำให้ขบวนการใส่ร้ายป้ายสี ในหมู่คนไทยด้วยกันเอง เริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มคนในชาติ ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ความสามัคคีในชาติแทบหากันไม่ได้ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น

มาจากการทำรัฐประหาร เป็นสาเหตุหลักจริงๆ !

ทันทีที่เสียงระเบิดเกิดขึ้นในกรุงเทพ วันส่งท้ายปีเก่าต่อปีใหม่ เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวกรุงเทพ ยิ่งรู้สึกมึนงงและสับสน

ผู้ก่อการร้ายทางใต้ก็เหิมเกริม รุกเข้าทำการหยาบช้ามากขึ้น ทหารขี้คุยขี้ถุยทั้งหลาย ยึดอำนาจไปได้ก็จริง ก็ไม่สามารถระงับปราบปราม ผู้ก่อการร้ายลงได้

ชาวบ้านก็บอกว่า “แล้วยึดอำนาจ...ไปทำหอกอะไรกันวะ!?”

คนไทย...ก็ต้องก้มหน้า ทนทุกข์กันต่อไป

มาถึงตอนปลายปีนี้ เหล่าขบวนการอัปรีย์ ก็ยิ่งโหมตอกลิ่ม แบ่งแยกของคนใน ชาติให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นทุกที มีการปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง ต่างๆ นานาเต็มกรุงเทพ ลุกลามไปสู่จังหวัดต่างๆ ในชนบท

จนเริ่มมีเสียงพูด กันหนาแน่น ว่า
“การรัฐประหารครั้งนี้ นำมาซึ่งทุกข์แท้ๆ!?”

ในช่วงที่มีการยึดอำนาจจนถึงบัดนี้ ทำให้ชาติไทยของเรา ตกต่ำลงในทุกๆด้านเป็นอย่างมาก ยิ่งในสังคมระหว่างประเทศแล้ว ยิ่งฉิบหายหนัก จะขอซื้อเครื่องบินรบสักลำยังทำไม่ได้ สหรัฐไม่ยอมขายให้

ทหารพวกที่ยึดอำนาจไป เกิดทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งกันเอง ปล่อยกระแสการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่กองทัพ เล็ดลอดโผล่ออกมาให้ผู้คนในชาติ ได้เห็นกันจะแจ้งแดงแจ๋ คนที่เอามาเปิดโปงนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

พวกทหารด้วยกันเอง นั่นแหละ...๕๕๕

การทุจริตในแวดวงดงทหาร จึงเป็นที่พูดถึงในทางร้าย ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง พร้อมกับข่าวคอรัปชั่น ที่ถูกนำไปถกแถลง ขยายกันจนเลอะเทอะ ถึงในสภาของพวกตัวเองด้วยซ้ำ น่าเกลียดน่าชัง เหลือกำลังลาก ทั้งยังยังอื้อฉาว ทำให้ชาวบ้านตาดำๆได้รับรู้กันทั่ว

ผู้คนบอกว่า..ไม่รู้จักอับอายกันบ้างเลยนะ!

ยิ่งไปกว่านั้น คดีที่ป.ป.ช.สอบสวนดำเนินคดี กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับ “พลเอก” หลายนาย ก็มีมติออกมา ให้ส่งอัยการเพื่อฟ้องร้องต่อศาลทันที

ผู้คนตะลึง กองทัพเสียหาย...ย่อยยับ!!

ข่าวคอรัปชั่นทำให้ชาวบ้านเมาท์กันกระจาย มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ในเวปไซด์ ซึ่งเป็นนายทหารที่ยังอยู่ในราชการเองด้วยซ้ำ ได้เขียนแสดงความสงสัย ในความซื่อสัตย์ของอดีตผู้บังคับบัญชา ที่เพิ่งพ้นตำแหน่ง จากกองทัพไปหมาดๆ ว่า

เมียเป็นแม่ค้าขายบัวลอยไข่หวานมาก่อน ดันผ่ามีเงินตั้งเกือบครึ่งร้อยล้าน ส่วนภริยาชองอดีตผู้บังคับบัญชาอีกคน ที่พ้นตำแหน่งไปไม่กี่ปี เคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษแสนจะธรรมดา ก็ร่ำรวยเฉียดร้อยล้านไปนิดเดียว

นี่ทหารพูดเองนะ...ชาวบ้านเขาไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ผู้คนได้ยินเข้า ก็ตาเหลือก เพราะตกใจ ก็ไหนว่ารักชาติกันไง ทำไมรวยอย่างนี้วะ!?

จำใส่ใจกันไว้ให้ดี ผู้คนเขาเชื่อว่า...

“คนรักชาติ คนจงรักภักดีนั้น จะไม่มีวันกระทำการ ‘ทุจริต’ เด็ดขาด!”

ดังนั้น อย่ามาคุยโม้โอ้อวดว่าพวกตนรักชาติ จงรักภักดีมากกว่าคนอื่น เพราะคนที่รักชาตินั้น เขาจะต้องซื่อสัตย์ทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ใช่หาเอาประโยชน์จากเงินหลวงแล้ว ยังทะลึ่งมาลอยหน้าลอยตาว่า ตัวเองนั้น

“รักชาติเหนือกว่าใครต่อใคร...ในประเทศนี้”

อยากจะบอกว่า

“ฟังแล้ว...เหม็นขี้ฟันว่ะ!”..๕๕๕

เดชะบุญ...ที่เรื่องในบ้านเมืองนั้น ไม่รอดพ้นพระเนตรพระกรรณอันไพศาลไปได้ เพราะในวันเสด็จออกมหาสมาคม ๔ ธ.ค.๒๕๕๐ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานกระแสพระราชดำรัส

ให้การจัดซื้อหาอาวุธ ไปกระทำกันในรัฐบาลหน้า!

ประชาชนได้ยินได้ฟังพระสุระเสียง ขนลุกซู่ ถึงกับฮือฮา ประณมมือท่วมหัวท่วมหูกันเลยทีเดียว!

ส่วนไอ้พวกคอยกินคอมมิชชั่น ถึงกับวงแตกเลยทีเดียว...๕๕๕

จึงอยากจะบอกกับท่านผู้อ่าน ว่า

การกระทำของพวกที่เข้ายึดอำนาจนั้น ได้สร้างความแตกแยกใน แผ่นดินของเรา และเพิ่มความจงเกลียดชังฝ่ายก่อการ ที่ใช้วิธีการเข้าสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม เมื่อยึดอำนาจได้ก็มีเรื่องคอรัปชั่นจนฉาวกระฉ่อน

พฤติกรรมทั้งหลาย ทั้งปวง ของฝ่ายก่อการนี้...

ได้ตอกลิ่มร้าวลึกและฝังแน่นในจิตใจผู้คน ในบ้านเรามากขึ้นทุกที...ทุกที

ประชาชนชาวไทยคงต้อง ‘ลุกขึ้นต่อสู้’ อย่างแข็งแรง หากจะมีการยึดอำนาจซ้ำอีก!!

ม้คนไทยยังรู้สึกไม่สู้สบายใจ กับเหตุการณ์ในบ้านเมืองนัก แต่เมื่อคริสต์มาสปีนี้มาถึง ซานตาคลอสได้กลับมาหาพี่น้องประชาชนชาวไทย พร้อมกับนำความรักความเมตตา มาสู่ผู้คนในบ้านเมืองของเรา ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น

นอกจากนั้น ดูเหมือนท่านจะมาแสดงความยินดี ที่ฝ่ายยึดอำนาจและพวกลิ่วล้อที่อาศัยอิทธิพลเลียไข่เผด็จการ เอาชนะเสียงส่วนใหญ่ของผู้คนไม่ได้

ขนาดทุ่มเทชิงความได้เปรียบ อย่างไม่อับอายฟ้าดินทุกๆทางแล้วด้วยซ้ำ!...๕๕๕

ถ้าพบซานตาคลอส แล้วท่านนักบุญถามว่า จะขออะไรเป็นของขวัญ?


ก็เห็น จะต้องกราบท่านแล้วตอบว่า

ขอให้คนไทยมีความรัก และความปรองดอง มีพลังใจในการต่อสู้กับ อุปสรรคของชาติด้วยกันด้วยกัน และร่วมกันต่อสู้ขัดขืน กับระบอบการปกครองที่ไม่ ชอบธรรม ของไอ้พวกเปรตที่มันแห่กันเข้ามา ยึดอำนาจบ้านเมืองไป โดยปราศจาก ความยินยอม ของผู้คนในประเทศนี้

ผมขอให้ท่านนักบุญซานตาคลอส ได้โปรดประทานความสุขสมบูรณ์ ให้กับ ประชาชนคนไทยโดยถ้วนทั่วทุกๆคน


“ขอพระเจ้าทรงอวยพร...เมอรี่คริสต์มาส ครับ!!! ”
..................

ท้ายบท ทหารเข้ามามีอำนาจและเมืองไทยมีรัฐบาลโลซกนั้น ปรากฏว่าราษฎรจำนวนมาก ต้องหันไปพึ่งพา บริการของโรงรับจำนำกันมากกว่าปกติ จึงอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านว่า

“ซานตาคลอส” นั้น นอกจากเป็นนักบุญที่คอยคุ้มครองเด็กๆ เจ้าสาว คน เดินทาง พ่อค้า ฝรั่งยังถือว่าเป็น

“นักบุญประจำ โรงรับจำนำ” อีกด้วย

ถ้าบ้านเมืองของเรามีปฏิวัติ-รัฐประหารกันบ่อยๆ ชาวบ้านคงต้องไปพบ ซานตาคลอสที่โรงรับจำนำกันถี่แน่ๆ...
Ho, Ho, Ho...Merry Christmas!

***ลาทีปีเก่า...ปีแห่งความทุกข์ระทม...ของชาติไทย!!

***ไปให้ไกลๆ...อย่าได้พานพบ กันอีกเลย!!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...