xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 300 “เขียนมาแค่สามร้อยตอน แต่เสิร์ฟกาแฟขมมาแล้ว กว่าหนึ่งล้านถ้วย!”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว รับประทานข้าวเหนียวดำสาคูเปียกกับข้าวต้มผัด ซึ่งเพื่อนอุตส่าห์หอบขึ้นเครื่องบินมาฝากจากกรุงเทพ เขาซื้อจากร้านชื่อ ‘ปักษ์ใต้’ อยู่แถวลาดพร้าว เจ้านี้อร่อยจริงๆ ต้องยกนิ้วหัวแม่มือให้สองข้างเลยทีเดียว

เจ้าของร้านเป็นคนเมืองตรัง ซึ่งเดิมผู้คนชอบเรียกกันว่าเป็นเมือง ‘นายหัว’ แต่ปัจจุบันพวกบริษัททัวร์ เปลี่ยนมาเรียกว่า ‘เมืองปุ้มปุ้ย’ เพราะเป็นฐานใหญ่ของปลากระป๋องยี่ห้อดังแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่า เจ้าของนอกจากหันหลังนายหัวแล้ว

ยังกระโดดออกไป ยืนฝั่งตรงข้ามอีกด้วย!

ร้านนี้ขนมไทยอร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะข้าวต้มผัด เพราะคุณป้าเจ้าของร้านคัดกล้วยเก่งจริงๆ อีกทั้งยังลงมือทำเองไม่ใช้ลูกจ้าง นัยว่าจะต้องเก็บสูตรไว้เป็นความลับ ข้าวเหนียวก็เข้ากะทิแบบไม่อั้น เรียกได้ว่าถึงเครื่องแบบขนมไทยปักษ์ใต้ นึ่งออกมาได้นุ่มนวลและนิ่มเนียน พอดิบพอดีจริงๆ

นอกจากนั้น ยังชอบรับประทานอาหารปักษ์ใต้ ที่มีรสจัดอีกด้วย เพราะตัวเองเป็นคนทานเผ็ดมากมาตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่สอนว่า เกิดเป็นคนไทยต้องกินพริกกินเผ็ด ปากคอจะได้ว่องไวในการโต้เถียง ใครด่ามาก็จะด่าสวน ตอบโต้ได้แบบเผ็ดร้อนฉับพลันทันที

ประการสำคัญ ผู้ใหญ่ยังสอนต่ออีกว่า

“เป็นลูกผู้ชายต้องเผ็ด คนไม่กินเผ็ด จะกลายเป็นคนกลัวเมีย”

พูดอย่างนี้จริงๆ แต่ท่านคงลืมบอกไปว่า คนกลัวเมียนั้น ได้ดีทุกคน เพราะเห็นอดีตผู้บังคับบัญชาของผม ที่ได้ดีหลายท่าน

ล้วนแต่กลัวภริยา...อย่างขึ้นชื่อลือชากันทั้งนั้น!

อย่างไรก็ตาม เพิ่งมาดีใจตอนเป็นหนุ่มใหญ่ เพราะไม่กี่วันมานี่เองเพิ่งได้ยินรายการสุขภาพเขาบอกว่า ‘พริกป้องกันมะเร็ง’ ได้ ถ้าจริงป่านนี้ในตัวผู้เขียน คงเต็มไปด้วยยาต้านมะเร็งเรียบร้อยไปแล้ว

เมื่อได้กินอาหารประจำถิ่น ที่คนเมืองใต้เขากินกัน เลยติดอกติดใจเป็นอันมาก แต่ชอบอาหารทางสุราษฎร์มากกว่าทางเมืองนคร เพราะทางเมืองจตุคามเขาหนักกะปิ ซึ่งทางใต้เรียกว่าเคย และกลิ่นกะปิออกชัดเจน จนรู้สึกว่ารสไม่เนียน จึงถูกปากกับอาหารทางสุราษฎร์มากกว่า

แต่นั่นแหละครับ คนเราก็ต่างจิตต่างใจ ไม่ว่ากัน!!

ที่ท่านอ่านมาทั้งหมด ตั้งแต่ต้นนั้น คือเป็นแนวทางการเขียนกาแฟขม...ขนมหวานมาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นการเขียนแบบสัพเพเหระจริงๆ เพราะมีตั้งแต่อาหารการกิน ทำกับข้าวกับปลา เรื่องสิงสาราสัตว์ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี หมู หมา กา ไก่ เคยเขียนมาหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวชีวิตผู้คนธรรมดาสามัญ เช่น

เรื่องของความหึงหวง เมียน้อย-เมียหลวง เรื่องรัก-เรื่องเศร้า ความสมหวังที่น่าปลื้ม หรือผิดจนน้ำตารินร่วง ฯลฯ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องสงคราม สันติภาพ ดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ ละเม็งละคร แถมยังมีเรื่องความสวยความงาม ทรงผมผู้หญิง ถุงน่องสตรี ไม่เว้นแม้แต่เรื่องกลิ่นตัว เรื่อยไปจนถึงสุขภาพอนามัย ตั้งแต่การดูแลร่างกาย ไปจนถึงการใช้ยาไวอะกร้าฯลฯ จนตัวเองแทบไม่ทราบว่า ยังมีเรื่องอะไรหลงเหลือ ที่ยังไม่ได้เขียนถึงอีก

ขอเรียนว่า ยังยึดแนวการเขียนสบายๆ แบบนี้อยู่ แต่มีบางครั้งที่บ้านเมืองมีเหตุไม่ปกติ จำเป็นต้องออกมาพูดจาว่ากล่าวกันบ้าง ซึ่งก็ทำมาตั้งแต่เริ่มเขียนเลยทีเดียว

ตัวอย่างเช่น

วิจารณ์เรื่องการวางตัว ให้เหมาะกับตำแหน่ง ของผู้ที่ทำหน้าที่ในรัฐสภา ตั้งแต่เขียนคอลัมน์ใหม่ๆ ท่านผู้อ่านดูได้ใน กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๒ หรือการออกมาเตือนกันตรงๆ เรื่องการพูดจาที่ไม่น่าฟังของคนระดับนายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏชัดเจนตั้งแต่ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๑๘ อย่างนี้เป็นต้น

การวิจารณ์รัฐบาล ฝ่ายค้าน ก็ทำกันมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งมาเขียนเรื่องการเมืองตอนมีการยึดอำนาจ แต่เขียนอย่างสม่ำเสมอ เพราะบ้านเมืองเราก็แค่นี้ เล็กนิดเดียว เขียนไปๆ ไม่นานนัก มันก็ต้องไปพาดไปพิงกันบ้าง หลีกกันไม่พ้นหรอกน่า

ก็การเมืองกับการมุ้ง ไม่ได้ต่างกันซักเท่าไหร่นี่!

ตอนหนังสือกาแฟขม...ขนมหวาน เล่ม ๑ ได้ออกวางแผงนั้น ทางสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ (ซึ่งไม่ทราบว่า เป็นผู้ใด) ได้เขียนคำนำให้กับหนังสือ ว่า

คำนำสำนักพิมพ์
ก่อนเสิร์ฟ


ก่อนอื่นถ้าหากท่านพบหนังสือเล่มนี้วางอยู่ในหมวดหนังสือแนะนำสูตรอาหารหรือแนะนำอาหารว่าง บนชั้นหนังสือที่ใดก็ตาม สันนิษฐานได้เลยว่าผู้จัดชั้นหนังสือยังไม่ได้อ่านเนื้อหาในเล่ม หรือไม่ก็มีคนเผลอวางไว้ผิดที่ แต่ถึงกระนั้นก็เชื่อเถอะว่า หนังสือเล่มนี้มีของอร่อยๆให้ท่านชิมอย่างอิ่มหนำสำราญใจ

ในความรับรู้ของคนทั่วไปมักรู้สึกขยาดต่อเรื่อง “ขมๆ” และนิยมเรื่อง “หวานๆ” แต่การจับคู่ “ความขม”กับ “ความหวาน” มาไว้รวมกันได้จัดเป็นศิลปะการสร้างความสุนทรีย์ให้กับชีวิต หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน

เดิมทีหนังสือ “กาแฟขม...ขนมหวาน” เล่มนี้ เคยอัพเดทให้ผู้อ่านหลายท่านเริ่ม “ชิมฟรี”เป็นตอนๆบนเว็บไซต์
www.manager.co.th ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2544 เวลา 03 :36 น.แล้ว ในคอลัมน์ชื่อเดียวกันและมีให้ชิมต่อเนื่องทุกวันอังคาร

จนกระทั่งคอลัมน์นี้กลายเป็น “ของโปรด” ของผู้อ่านไปในเวลาอันรวดเร็ว ถึงขั้นเรียกร้องให้รวมเล่มเป็นหนังสือในเร็ววัน เพื่อจะเสพเสียให้เปรม

ผู้อ่านหลายท่านอาจไม่คุ้นชื่อ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” มาก่อน แต่เชื่ออย่างยิ่งว่าหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ท่านจะรู้สึกสนิทสนมกับทั้ง “รสชาติ” และ “ชีวิต” ของผู้เขียนมากขึ้นแน่นอน ผู้อ่านบางท่านที่ติดตามอ่านจนถึงกับการันตีความสนิทสนมกับผู้เขียนด้วยการเลือกใช้สรรพนามเรียกผู้เขียนว่า “ลุง” ด้วยสังเกตจากประสบการณ์อันหลากหลายที่ผู้เขียนเล่าถึงแต่ละตอน สะท้อนให้เห็นเลาๆว่า ผู้เขียนช่างมีประสบการณ์โชกโชน เหมาะกับคำว่า “ลุง” ยิ่งนัก

ผู้เขียนถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตและเรื่องราวสารพันที่เกิดขึ้นใน “วัยเยาว์” ตลอดจน “วัยทอง” ของผู้เขียน กระทั่งเรื่องราวของบ้านเมืองในยุคต่างๆที่ท่านพบพาน บันทึกในลักษณะของผู้ที่ทั้งรู้กว้าง รู้ลึก และรู้จริง ด้วยลีลาแบบเล่าสู่กันฟัง

สาระเหล่านี้จึงเป็นเช่น “กาแฟขม” ที่มีรสชาติเข้มข้นติดจมูก ได้สาระและความรู้ ขณะเดียวกัน ผู้เขียนใส่ลีลาการเล่าเรื่องแบบ “เร้า” ให้ติดตาม ด้วยการเติมแง่มุมอันรื่นรมย์ของเรื่องราวต่างๆ พร้อมผสมอารมณ์ขันไว้ทุกตอน จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่มักจะขาดไม่ได้ระหว่างจิบกาแฟ นั่นคือ “ขนมหวาน” ที่เพิ่มเติมมาทำให้ผู้อ่านยิ้มรื่น กระทั่งน้ำตารื้นในบางบท

จากนัยยะนี้จึงกล่าวได้ว่า “กาแฟ” กรุ่นๆ ของผู้เขียน ช่วยประเทืองสติ ส่วน “ขนมหวาน” ก็ช่วยกระตุ้นอารมณ์ (ขัน) ด้วยส่วนผสมนี้เอง จึงทำให้ผู้อ่านจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย ประหนึ่งว่าเสพสารกระตุ้นซึ่งไม่ผิดกฎหมาย

นี่คือความสุนทรีที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ดังนั้น คำนำนี้จึงมีน้ำเสียงบ่งบอกว่ารู้สึกเขินเสียเต็มประดา เขินที่จะเอ่ยว่า สาระความรู้และความเริงใจที่ผู้เขียนได้ “ชงเตรียม” และ “อุ่นรอ” ไว้ในหนังสือเล่มนี้ พร้อมแล้วที่จะเสิร์ฟให้ผู้อ่านทุกท่าน

จะช้าอยู่ไย เพียงแค่ท่านลอง “ชิม” หนังสือสาระสุนทรีเล่มนี้ ....รับรองจะติดใจ

สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์


ม้ กาแฟขม...ขนมหวาน จะลดความนุ่มนวลลง เพราะเติมรสเข้มข้นเข้าไปบ้างบางโอกาส ก็เป็นไปตามเหตุการณ์ของบ้านเมือง จึงต้องเขียนแบบบู๊เข้มข้น แทบจะทิ้งแนวเดิม เพราะสถานการณ์บังคับ

บางคราวก็ต้องเปลี่ยนเป็นแนวบุก เร่งรุกเข้าตะลุมบอนแบบรบประชิด จนบางครั้งรู้สึกเหมือนตอนที่ชกมวยอยู่บนเวที กำลังเข้าปลายยกสุดท้าย พอได้ยินเสียงเชิดฉิ่งผสมปี่กลอง ต้องเร่งสาวหมัดแลกสาดใส่กัน แบบใครดีใครอยู่ แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพียงเพื่อป้องกันไม่ให้ ผู้มีหน้าที่บริหารบ้านเมือง...หลงเดินผิด

พาชาติและประชาชน ไปในทิศทางอันตราย จนยากที่จะแก้ไข !

ถึงกระนั้น ก็ยังชื่นใจที่ ไม่ว่าจะเขียน หรือแสดงความเห็นออกมาอย่างไรๆ แฟนๆไม่ยอมทิ้ง ยังคงตามเข้ามาอ่านกันในระดับเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

...ขนาดนั้นเลยทีเดียว!!

ถ้าหากการ ‘คลิก’เข้ามาอ่าน ๑ ครั้ง คนเขียนต้องเสิร์ฟกาแฟขม ๑ ถ้วย พร้อมขนมหวาน ให้กับท่านผู้อ่านที่เคารพรักอีก ๑ ชิ้นด้วยแล้ว

บัดนี้ ขออนุญาตเรียนท่านผู้อ่านซ้ำ ด้วยความตื้นตันใจ ที่ได้กรุณาติดตามอ่านกันมา จนถึงตอนที่กำลังอ่านอยู่นี้ พนักงานประจำร้านกาแฟชื่อ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” ได้เสิร์ฟกาแฟขม ให้ท่านผู้อ่านไปแล้วกว่า ๑ ล้านถ้วย และขนมกว่า ๑ ล้านชิ้น นั่นหมายความว่า

จำนวนท่านผู้อ่าน ที่ได้คลิกเข้ามาอ่านคอลัมน์นี้ กว่า ๑ ล้าน คน/ครั้งแล้ว ขณะนี้ตัวเลขยันทะลุหลัก ๑ ล้าน และยอดผู้อ่านเดินหน้าอีก...อย่างไม่หยุดยั้ง!

หากจะถามว่า How many in a million? หรือในจำนวน ๑ ล้านนั้น มันมีอยู่เท่าใด? ถามอย่างนี้อาจฟังดูกำกวมหน่อย แต่ก็พอจะสรรคำตอบให้เหมาะเจาะได้ว่า
Million หรือ ‘ล้าน’ ในภาษาไทยนั้น หมายถึงจำนวน ๑,๐๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ครั้ง และจำนวน ๑,๐๐๐ ครั้งของ Million มีคำศัพท์เฉพาะ ว่า Billion

ท่านที่อายุ ๔๐ ปี ขึ้น ที่พอได้ดูหนังไทย คุณดอกดิน กัญญามาลย์ ซึ่งเป็นศิลปินตัวดำ ๆ เหมือน ‘ขนมดอกดิน’ (คล้ายขนมตาล แต่สีดำ) มีขายที่ตลาดเจ้าพรหม เมืองอยุธยา เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ผมชอบรับประทานมาก

คนไทยรู้จักคุณดอกดินฯดี เพราะท่านสร้างภาพยนตร์มา ตั้งแต่หนังไทยยังใช้ฟีล์ม ๑๖ มิลลิเมตร จนถึงยุคหนัง ๓๕ มิลฯ สร้างพระเอกนางเอกมามากมาย ตั้งแต่เมื่อราวสี่สิบปีที่แล้วหนังเรื่องแรกของน้าดินคือ “ดาวคลี่” มีคุณกรรณิการ์ ดาวคลี่ ซึ่งตอนนั้นผมเห็นว่าเธอเป็นคนสวยเหลือเกิน เล่นเป็นนางเอก

ภาพยนตร์ “ดาวคลี่” นี้ ผู้คนอาจจำเนื้อเรื่องไม่ได้ แต่หญิงสาวที่เล่นเป็นนางเอก ได้สร้างตำนานรักดังลั่นสนั่นกรุง ที่คนในสมัยนั้นถึงกับฮือฮาทีเดียว เพราะมีนักเรียนนายร้อย ชาวไทยจากเวสป้อยท์ สถาบันทหารที่ลือชื่อของสหรัฐ จากครอบครัวเศรษฐีมีเงิน เป็นที่รู้จักกันในวงสังคม (ไฮโซสมัยนี้) กลับมาเยี่ยมบ้านหน้าร้อน และบุบเพสันนิวาสแท้ๆ จึงได้พบประสบพักตร์ ตกหลุมรักนางเอกดาวคลี่ จนขอเธอแต่งงาน โดยไม่ยอมกลับไปเรียนต่ออีกเลย

มีเสน่ห์ขนาดนั้น ทีเดียวเชียว!

ส่วนนางเอกคนสุดท้ายของดอกดิน ก็สาวน้อยคงกะพันอย่าง คุณมยุรา ธนบุตร คนเก่งนี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

พอหนังของกัญญามาลย์ภาพยนตร์ ทำเงินได้ครบหนึ่งล้าน น้าดินท่านก็ออกมาป้องปากตะโกน กระตุ้นแฟนที่ยังไม่ได้เข้ามาชม ว่า

“ล้านแล้ว...จ้า !”

จนกระทั่งคนเฒ่าคนแก่ ลูกเด็กเล็กแดงต่างก็จำได้หมดว่า ถ้าหากเป็นหนังดอกดินต้อง “ล้านแล้ว จ้า!” ทุกครั้งไป

คนไทยนั้น เมื่อสามสี่สิบปีก่อนยุคทองบาทละ ๔๐๐ มีเงินแค่ ๑ ล้านบาท ก็นับว่าเป็นเศรษฐี เพราะมีคำพังเพยว่า “เศรษฐีเงินล้าน”

ฉะนั้น หลักล้านนี้ ดูท่าจะมีความสำคัญมากเอาการ คนอเมริกันชาติร่ำรวย ผู้ที่พอมีฐานะถึงขั้นพอมีสตางค์ เขานับเอาตรงที่ใครมีเงินเก็บ ๑ ล้านดอลลาร์ เพราะจะกลายเป็น Million Dollar Man พอที่จะมีแสงวูบวาบ ให้ผู้คนเกรงขามกันบ้าง

ถ้าเป็นมวยทำเงิน แล้วชกได้ทีละล้านดอลลาร์ หากเป็นนักมวยผู้หญิง เขาก็เรียกว่า Million Dollar Baby ซึ่งเป็นชื่อหนังเรื่องดัง ที่ส่ง Hilary Swank ขึ้นแป้นดาราตุ๊กตาทองนั่นแหละ...ไม่ได้ต่างกันเลย

จำนวน “ล้าน” เลยมีความสำคัญ ด้วยประการฉะนี้!

สำหรับผู้ที่เป็นนักเขียน แบบ ‘คอลัมนิสต์ออนไลน์’ นั้น การมีคนคลิกเข้ามาอ่านข้อเขียนตัวเองถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน/ครั้ง (หนึ่งล้าน คน/ครั้ง)

บอกตรงๆ เลย ว่า

มีความรู้สึกดีใจ มากกว่าได้รับ ‘เงินล้าน’ เสียอีก!

ทำให้มีกำลังใจ และเสริมความมุ่งมั่นให้แกร่งขึ้น ในการที่จะเขียนต่อไป
หากท่านผู้อ่าน ถามว่า จะหยุดเขียนเมื่อไหร่ล่ะ?

ขอตอบด้วยข้อเขียนปิดท้ายของ กาแฟขม...ขนมหวานตอนที่ ๑๐๐ “ร้อยแล้ว...จ้า”
ที่ผมเขียนเอาไว้ ดังนี้...

“...หลังจากไปทำบุญมาแล้ว ถ้าหากท่านผู้อ่านว่าจะให้ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในวันนี้ได้ ผมต้องตอบว่า

จะอธิษฐานขอเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ


ขอมีชีวิตอยู่จนได้เห็น และได้เขียนคอลัมน์ “กาแฟขม...ขนมหวาน” ในวันที่ชาวไทยเราทั้งชาติ ร่วมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบหนึ่งศตวรรษ หรือ ๑๐๐ ปีเท่านี้เอง...

ชีวิตนี้จะไม่ขออะไร..มากไปกว่านี้อีกแล้ว!...”


กราบ...ขอบพระคุณ !!!


*******************

กำลังโหลดความคิดเห็น...