xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 294 “กฎหมายของพวกรัฐประหาร คือ กฎหมายสากกระเบือ!?”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว ยังไม่ได้ทานขนมหวาน เพราะต้องขออนุญาตรายงานกับท่านผู้อ่านว่า เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ได้เล่าเรื่องมหากวีสุนทรภู่ และได้พูดถึงของคนไทยสมัยโบราณว่า มีความจงรักภักดีและมั่นคงยิ่งนัก โดยได้เขียนเอาไว้ดังนี้

...ยิ่งถ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วยแล้ว คนไทยในสมัยก่อนนั้นไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือข้าราชการ ต่างจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ยอมตายถวายชีวิตเป็นราชพลีได้ทั้งนั้น ชนิดที่เรียกว่า “อาสาเจ้าจนตัวตาย ไม่เสียดายชีวา” อย่างนั้นเลย...

เมื่อคอลัมน์นี้ออกวางแผงบนเวป มีผู้โพสต์เข้ามาบอกว่า นสพ.มติชนวันเดียวกันคือ ๑๙ มิ.ย.๒๕๕๐ พาดหัวข่าวน่าสนใจ ซึ่งตรวจสอบแล้วเป็นความจริง โดยมติชนลงข่าวนั้นโดยระบุ ว่า

.....บังสนธิ"เผยโจรใต้สุมกันอยู่ที่"ม.รามคำแหง”... จวกแหลก ! ทหารสมัยนี้ไม่ค่อยรักชาติ-หาเงินอย่างเดียว!!....

ออ...ฟังแล้วก็มีเหตุผลดีอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นจริง ตามคำพูดของหัวโจก คมช. เพราะตั้งแต่ตัว ‘ตาบัง’กับพวก ร่วมกันเข้ามายึดอำนาจบ้านเมืองนี้แล้ว ก็ไม่ได้ยกกองทหารไปรบทัพจับศึกนอกประเทศที่ไหนเลย หากแต่เจ้าตัวได้สวมบทเป็นหัวขบวนเต็มขั้น ในการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายภาคใต้ (ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่น ก็คนในชาติของเราด้วยกันเอง นั่นแหละ!) โดยได้ส่งทหารลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถดำเนินปราบปรามได้สำเร็จ แถมทหารยังโดนฆ่าตายเป็นเบือเสียอีก

ภาคใต้จึงน่าเป็นห่วงมาก เพราะแม้กองทหารเข้ามารับผิดชอบเต็มรูป แต่สถานการณ์กลับดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะร่นถอย จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหลังขรม หลังจากที่ผู้บังคับบัญชาทหารหลุดคำพูด ถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวออกมา ในทำนองว่า

การที่ฝ่ายทหาร ไม่ประสพความสำเร็จในปฏิบัติการทางทหารนั้น จะเกิดจากความไม่ค่อยรักชาติของทหาร อย่างที่ตาบังแกพูดหรือเปล่า?

นี่ก็เป็นเรื่องที่มีผู้คน เขาตั้งข้อสังเกตกัน ซึ่งชาวบ้านอย่างเราๆท่านๆคงตอบไม่ได้ แต่ในเมื่อตัวผู้บังคับบัญชาทหารอย่างตาบัง สู้อุตส่าห์ตากหน้าออกมายืนยันกับสาธารณชน เป็นมั่นเหมาะถึงขนาดนั้นกันแล้ว ครั้นเราจะไม่รับฟัง หรือไม่ให้น้ำหนักคำพูดของแกนั้น เห็นท่าจะไม่ได้แต่ฟังคำพูดของตาบังแล้ว

ยิ่งทำให้คนไทยเรา ใจคอหดหู่หนักเข้าไปอีก!

นอกจากตะหานใหญ่ คือ‘ตาบัง’ จะระบายความในใจออกมาดังๆ จนผู้คนได้ยินกันไปทั่วทั้งประเทศว่า นอกจากทหารไม่ค่อยรักชาติแล้ว แค่นั้นไม่สะใจพอ แกยังดันบอกอีก ว่า

ทหารพวกของตัวนั้นยัง ‘มุ่งหาเงิน’ กันอีกต่างหาก...โถน่าสงสาร!

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมทหาร คมช. ที่เข้าไปคุมรัฐวิสาหกิจ แค่ตดยังไม่ทันหายเหม็น ก็ปรากฏมีเรื่องเงินๆทองๆ ฉาวโฉ่ออกมา ให้ชาวบ้านได้เห็นกันแล้ว
พิเคราะห์คำพูดของตาบังแกแล้ว ทำให้หมดความเคลือบแคลงไปเลยว่า เหตุใดค่ายทหารปักษ์ใต้ จึงถูกโจรห้าร้อยจำนวนแค่กระหยิบมือเดียว บุกไปปล้นเอา ‘ยกคอก-ยกค่าย’ หรือ‘ยกกองพัน’ เอาเลยทีเดียว ชนิดไม่เคยปรากฏมา ในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งๆที่ค่ายทหารที่ถูกปล้นนั้น ตั้งอยู่ในขอขัณฑสีมาของพระราชอาณาจักรแท้ๆ

ขายขี้หน้าชะมัด!!

อับอายกันบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ถ้ายังไม่รู้สึก ก็จะขออายแทนเอง!!!

ถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี ที่ไทยรุ่นบรรพบุรุษมีต่อพระเจ้าแผ่นดินอย่างมั่นคงนัก จึงขอเล่าข้อสังเกตของตัวเอง ให้ท่านผู้อ่านฟังกันในวันนี้

ท่านผู้อ่านที่ชอบอ่านวรรณคดีไทย คงสังเกตสิ่งที่ปรากฏชัดเจนว่า บท ‘ไหว้ครู’ ทั้งในวรรณคดี นิราศ หรือบทร้อยกรองต่างๆ เช่น การเล่น ‘สักวา’ เมื่อเริ่มบทหรือก่อนที่จะดำเนินเรื่องนั้น คนไทยเราจะมีบทบูชาพระ หรือเรียกว่าไหว้พระพุทธเจ้าก่อน

เมื่อไหว้พระเสร็จสรรพเรียบร้อย จึงตามด้วยหรือบทถวายอาศิรวาท หรือการแสดงความเคารพ กราบไหว้บูชา แด่องค์พระมหากษัตริย์เจ้าของชาวไทยเสมอ เพราะความจงรักและภักดีนั้น ฝังติดแน่นอยู่ในสายเลือดของคนไทย

ถ้าเป็นเรื่องพระเจ้าแผ่นดินแล้ว คนไทยจะไม่กล้าก้าวล่วงละเมิดเด็ดขาด!

ต่อจากบทอาศิรวาท ก็จึงจะถึงบทบูชาพระคุณบิดามารดา แล้วตามด้วยการรำลึกบูชาครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชาให้ จากนั้นถึงจะเข้าเนื้อหาของบทร้อยกรอง วรรณคดี นิราศฯลฯ จึงเห็นได้ชัดเจน ว่า

คนไทยเรา บูชาพระมหากษัตริย์เจ้า ก่อนพ่อแม่ของตนเอง ด้วยซ้ำไป!

ในสมัยสุนทรภู่นั้น ยังไม่มีทั้งคำว่า ‘ปฏิวัติ’ และ ‘รัฐประหาร’ แต่การที่ซ่องสุมกำลังแล้วกรูกันเข้ามา ยึดเอาอำนาจในบ้านในเมือง เรียกเป็น ‘กบฏ’ คำเดียวไม่มีคำอื่น

พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายคำว่า ‘กบฏ’ นั้น ถ้าใช้เป็นคำกริยา แปลว่า ประทุษร้ายต่อราชอาณาจักร, ทรยศ

ถ้าเป็นคำนาม มีความหมายว่า การประทุษร้ายต่ออาณาจักร. ความทรยศ, ผู้ประทุษร้ายต่อทางอาณาจักร, ผู้ทรยศ ขบถก็ว่า

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการ ‘ปฏิวัติ’ และ ‘รัฐประหาร’ หรือ ‘กบฏ’ ที่กระทำในราชอาณาจักรไทย ล้วนเป็นการกระทำที่ประทุษร้ายต่อราชอาณาจักร

ซึ่งละเมิดต่อ องค์พระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น!

ในยุคที่ผ่านมา เมื่อมีล้มล้างรัฐธรรมนูญแล้ว คณะรัฐประหารต่างก็จะออกกฎหมายของตัว มักเรียกว่า ‘ธรรมนูญปกครอง’ ขึ้นมาเป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อใช้ปกครองบ้านเมือง สุดแท้แต่คนพวกนี้จะเห็นดีเห็นงามกัน แต่ผมกลับเห็นว่า

ควรเรียกว่าเป็น ‘กฎหมายสากกระเบือ’ จะเหมาะกว่ามาก เพราะดันบัญญัติให้มีมาตราพิเศษ ให้อำนาจคณะปฏิวัติรัฐประหาร ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ขนาดประหารชีวิตคนได้ด้วยคำสั่งของตัว เหมือนสร้าง ‘สากกระเบืออำมหิต’ ยื่นใส่มือให้หัวหน้าคณะปฏิวัติ เอาไว้ทุบหัวกบาลชาวบ้านผู้ต่อต้าน ขัดขืน หรือไม่เห็นด้วย และแสดงออกโดยเปิดเผย

ทำได้แม้กระทั่ง สั่งประหารผลาญชีวิตประชาชนคนในชาติ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลเหมือนยามปกติ เช่น

มีมาตรา ๑๗ ยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ
มีมาตรา ๒๑ สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นต้น

หลังการรัฐประหารแต่ละครั้ง มีผู้คนออกมาต่อต้านกันมากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งคนเขาทนไม่ได้ก็ฟ้องศาลเอา แต่โดน ‘มาตราโหด’ ของกฎหมายสากกระเบือ ทุบเปรี้ยงเข้าให้ ต้องติดคุกไป อย่างกรณีนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภา กับพวกฟ้องร้องจอมพล ถนอม กิตติขจรเป็นต้น

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม สถาบันพระปกเกล้า ที่ผมเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์อาจารย์ของสถาบัน ในคอลัมน์นี้ไปหยกๆว่า ให้พาลูกศิษย์ไปศึกษาหาวิชาประชาธิปไตย ที่ประเทศพม่านั่นแหละครับ ได้ร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และม.ธรรมศาสตร์ จัดการประชุมทางวิชาการในหัวข้อ “พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย” ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ

ผู้เข้าร่วมบรรยาย เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหลายท่าน รวมทั้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภาของทหารพวกทำรัฐประหาร ตั้งขึ้นมาเพื่อบัญญัติกฎหมาย ยามที่พวกตนยึดอำนาจไว้

พูดถึงนักกฎหมายกบาลใส อย่างอีตามีชัย ซึ่งพรรคพวกในค่าย ‘ผู้จัดการ’ เคยไล่ถล่มเละเทะมาแล้ว นายคนนี้แกทำตัวเป็น ‘Think Tank’ หรือ ‘ถังความคิด’ ในการเรียบเรียงกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ให้กับ ‘แก๊งฮุนต้า-คมช.’ ใช้ในการปกครองประเทศแบบยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ รวมทั้งยกร่างรัฐธรรมนูญ ‘กันตัว’ หรือ กันความผิดเอาไว้ ให้พวกยึดอำนาจปลอดภัยจากการดำเนินคดีต่างๆ อย่างถาวรเบ็ดเสร็จ

ใครจะไปฟ้องร้อง หาช่องไม่เจอเลย!...๕๕๕

อีตามีชัยได้ใช้ประสบการณ์ ความชำนาญเฉพาะตัวด้านกฎหมาย เพราะเคยทำงานกับพวกยึดอำนาจมาหลายครั้งหลายหน รูเลี้ยวซอกหลืบจะหลบหลีกที่ตรงไหนได้ แกรู้ช่องทางทะลุปรุโปร่งหมด จึงสามารถเสริมความมั่นคงให้กับ ‘แก๊งฮุนต้า-คมช.’ เอาไว้ในธรรมนูญฉบับเผด็จการได้อย่างเปิดเผยและแข็งแรง รวมทั้งตัวเองยังเป็นหัวหอก ในการออกกฎหมายฉบับพิกลหรือแบบ ‘เผด็จการพิเศษ’ ชนิดที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นมาก่อน เพื่อเอาไว้ใช้ในภารกิจ

‘ไล่ต้อน’ ทักษิณกับพวกโดยเฉพาะ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย!!

ที่โดดเด่นมากคือ กฎหมายที่ให้ลงโทษการกระทำผิด แบบย้อนหลังได้ ชาวบ้านพากันฮือฮาไปทั้งประเทศ ลามไปถึงเมืองนอกเมืองนา จนมีผู้คนวิจารณ์กันไปต่างๆนานา

มีคนให้ฉายาน่ารักว่าเป็น ‘กฎหมาย-กวางเหลียวหลัง’ แต่บางคนรวมทั้งฝ่ายตรงข้ามกับ คมช. กลับบอกว่าเป็น

“กฎหมายอัปรีย์!”

นัยว่าเจ้ากฎหมายฉบับนี้ มีความพิลึกพิลั่นน่าอัศจรรย์ เพราะสามารถกระเด้งกระดอนถอยหลัง ย้อนไปเอาผิดอาญาตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามได้ แต่แก๊งยึดอำนาจก็พออกพอใจ ชื่นชมกันมาก กระดี้กระด้าออกมาบอกว่า “ชอบธรรมแล้วโว้ย” ฝรั่งมังค่าที่สนใจเรื่องเมืองไทย ถึงกับร้องว่าแปลกดี เพราะกฎหมายเมืองไทย ไม่ได้มีแค่เกียร์เดินหน้า

แต่ดันติดเกียร์ ให้ถอยหลังได้!

อีตามีชัยคนนี้ยิ่งดูๆไป เราก็ยิ่งเห็นความสำคัญของแกมากขึ้น ชนิดที่ถ้าหากใครเป็นทักษิณและพรรคพวก คงจะต้องกากบาทหัวกบาลเอาไว้ ในรายการที่ต้อง ‘เอาคืน’ แบบต้องตอบแทนกันจั๋งหนับ ให้สาสมกับการที่แกคือตัวการออกหัวคิด และเป็นทั้งสถาปนิกออกแบบกฎหมายสำคัญๆ ให้แก๊งพวกยึดอำนาจคือ คมช. รวมทั้งเป็นหัวขบวน ในการคัดเลือกผู้เข้ามาทำงานใน คตส. เองด้วย

ยังจำได้ดีว่า นายมีชัยแกออกมาให้สัมภาษณ์ เมื่อวันเปลี่ยนแปลงรายชื่อจาก คตส.ชุดเดิมที่มีนายสวัสดิ์ โชติพานิชย์ อดีตประธานศาลฎีกาเป็นประธาน มาเป็นนายนาม ยิ้มแย้ม โดยอีตาหัวใสแกบอก ว่า

ต้องทำให้คณะตรวจสอบมีความ ‘เข้มข้น’ ขึ้น จึงต้องเปลี่ยนแปลงรายชื่อ โดยแกเอาพวกที่ชาวบ้านเขาก็รู้ดีว่า ล้วนแต่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับทักษิณ มีทั้งคนที่มีคดีภาษีเป็นชนักปักหลัง ทั้งผู้ที่มีปัญหาเรื่องบัญชีทรัพย์สิน จนหนังสือพิมพ์ลงข่าวเกรียวกราว กระทั่งตกจากการคัดเลือก ป.ป.ช.มาก่อน ชนิดไม่ผ่านแม้แต่รอบแรกด้วยซ้ำ ต่างมีโอกาสดาหน้ากันเข้ามา ทำหน้าที่เป็นกรรมการคตส. แทนชุดอดีตประธานศาลฎีกา

แกคัดเลือกได้ ‘เข้มข้น’ มากจริงๆด้วย...๕๕๕

คณะกรรมการชุดนี้ เลยถูกพรรคพวกทักษิณ ขนานนามตามตัวย่อให้เพี้ยนไปจากคณะกรรมการ “ตรวจสอบ” เป็น “ตรวจแสบ” นัยว่าเพราะคุณภาพขึ้นเทียบชั้น ‘ซีม่าโลชั่น’ ยากำราบสังคังมีระดับ แต่ที่เป็น ‘ซุปเปอร์ซีม่า’ นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน

ก็อีตาหัวกบาลใส คนนี้แหละ!

เมื่อต้นเดือนนี้เอง มีข่าวออกแพลมออกมาว่า นายใหญ่ คมช.รุดเข้าไปหารือ กับนายมีชัยมือกฎหมายใหญ่ฝ่ายเผด็จการ ไม่รู้ว่าหารือกันอีท่าไหน แต่ตาบังก็ออกมาพูดว่า สงสัยจะเลือกตั้งปีนี้กันไม่ได้อีกแล้ว ผู้คนเลยเย้าเอาว่า “เอาเลย ล่อกันให้เหมาะๆ เถอะ” เพราะว่า

“ตอนนี้ประเทศไทย...ตกเป็นของพวกแกแล้วนี่!”

ที่ไม่อยากเชื่อก็คือ คนระดับอธิการบดี สถาบันการศึกษากฎหมายเก่าแก่ อย่างสำนักท่าพระจันทร์ ไม่รู้กินยาผิดมาจากไหน ดันทะลึ่งออกมาสนับสนุนกฎหมายอุบาทว์ เลยถูกวิพากษ์วิจารณ์จนหัวโกร๋น เสียหายยับเยินไปอีกคน!!

อ้าว...ไถลเรื่องตาหัวใสไปไกลหน่อยแล้ว ขอวกเข้าเรื่องเดิมต่อนะครับ

นอกจากตามีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ยังมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้บรรยายอีกคนหนึ่ง คือ นายวิษณุ เครืองาม นักกฎหมายอเนกประสงค์ของวงการเมือง

ผมได้ยินคำบรรยายของมิสเตอร์ ‘เนติ-บริกร’ ทางคลื่น ๑๐๐.๕ ของ อสมท.ในรายการตอนดึก มีคุณจำนรรจา ชุ่มชื่น เป็นผู้ดำเนินรายการ เธอได้นำเทปบันทึกเสียงมาออกในรายการ ซึ่งอดีตรองนายกฯสมัยทักษิณคนนี้ ได้เล่าข้อความซึ่งคนรุ่นหลัง ยังไม่ค่อยจะรู้กันว่า

มื่อครั้งจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองครั้งหลังสุด ไม่ได้ตั้งสภาขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ หรือสภานิติบัญญัติ เพื่อทำหน้าที่ออกกฎหมายแต่อย่างใด กฎหมายทุกฉบับจึงออกมาเป็น ‘คำสั่งของคณะปฏิวัติ’ โดยมีจอมพล ถนอมฯเองเป็น หัวหน้าคณะปฏิวัติเอง

คณะปฏิวัติชุดจอมพล ถนอมฯนี้ ยังอยู่ยืนยาวมาเป็นปี โดยไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และได้ออกออกกฎหมายในรูป ‘คำสั่งของคณะปฏิวัติ’ เรียงกันมาเป็นตับ กว่า ๒๐๐ ฉบับ และมีใช้กันมาทุกวันนี้ โดยไม่ได้มีใครคิดแก้ไขแต่อย่างใด เว้นแต่มีพระราชบัญญัติใหม่ ออกมายกเลิก

ก่อนการสถาปนา พระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งตรงนี้นายวิษณุเล่า ว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแจ้งให้ จอมพล ถนอมฯทราบ เรื่องการจะทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แล้วทรงถามท่านจอมพลว่า ใครจะรับสนองพระบรมราชโองการ?

จอมพล ถนอมฯกราบบังคมทูลว่า
“ข้าพระพุทธเจ้า รับด้วยเกล้าฯ”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งต่อว่า
ทรงเป็นห่วงว่าในวันข้างหน้า หากใครเขาเห็นเอกสารหลักฐาน การสถาปนาสมเด็จพระบรมฯ จะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์เอาได้
จอมพลถนอมฯ เลยเข้าใจทันทีว่า หากตนจะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็จะกลายเป็น ‘หัวหน้าคณะปฏิวัติ’ คือ ‘ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ’
ซึ่งจะดูไม่ดีเอามากๆ อย่างยิ่ง!

หลังจากที่กราบบังคมทูลลากลับออกไป จอมพลถนอมฯก็สำนึกได้ จึงเลิกไม่เป็นแล้วหัวหน้าคณะปฏิวัติ ตั้งรัฐบาลขึ้นมา และตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และมีสภาสำหรับออกกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ ต้องประสบเคราะห์หามยามร้าย ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และถูกยึดทรัพย์สินไปในที่สุด

ตามวิถีแห่งเวรกรรม ที่เกิดกับกลุ่ม ‘ทหารเผด็จการ’ ทั้งหลาย จนกลายเป็นธรรมดาไปแล้ว...นั่นเอง!!

**********

ท้ายบท ข้อเขียนนี้ ยังไม่จบสมบูรณ์ในฉบับเดียว ต้องแยกออกเป็น ๒ ตอน คือตอนแรกได้แก่“กฎหมายของพวกรัฐประหาร คือ กฎหมายสากกระเบือ!?” ที่ได้ผ่านสายตาท่านผู้อ่านไปแล้ว

ภาคสมบูรณ์และไฮไลท์สุดๆ อยู่ที่สัปดาห์หน้า ตอน ๒๙๕ ชื่อตอน “คณะผู้พิพากษา ต้องเป็น ‘ธงนำ’ ในการต่อต้านรัฐประหาร!?”

เห็นแค่ชื่อก็ ‘มันยกร่อง-ฟักทองแตงไท’กันแล้ว เชื่อว่าท่านคงอยากอ่านกัน เพราะจะมีคำตอบสำหรับข้อข้องใจของท่านทั้งหลาย เกี่ยวกับความไม่ชอบธรรม ในการล้มล้างระบอบการปกครองประเทศด้วย

ไม่อยากให้ท่านพลาดเรื่องสนุก กรุณาติดตามภาค ๒ ตอนจบนะครับ!
กำลังโหลดความคิดเห็น...