xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 291 ‘ปริญญานักร้อง’ ม.รามคำแหง กับ ‘ปริญญาเลี้ยงควาย’!?

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ครูเอื้อ สุนทรสนาน นักร้อง-นักดนตรี ผู้ยิ่งใหญ่
เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมถ้วยที่ ๒ ให้ตาสว่างด้วยนอนดึก เพราะพรรคพวกเขาพาไปเลี้ยงฉลอง เนื่องในโอกาสที่คอลัมน์ ‘กาแฟขม...ขนมหวาน’ นี้ มียอดผู้เข้ามาอ่านถึงปัจจุบัน ทะลุหลัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ (หนึ่งล้าน) คน/ครั้ง เรียบร้อย ไปแล้ว !

ความจริงแล้วจำนวน ๑ ล้านคน/ครั้ง ก็ไม่ได้สูงมากมายอะไร แต่เป็นเพราะคอลัมน์นี้กางอยู่บนเว็บฮิตและดังของประเทศอย่าง ‘ผู้จัดการ’ มาตั้งเกือบ ๓๐๐ สัปดาห์ อย่างไม่เคยปล่อยจอว่าง และมาตรงเสมอในทุกวันอังคาร

จึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับท่านผู้อ่าน ที่เปิด www.manager.co.th เข้ามาเยี่ยมชม ก็ต้องเจอ ‘กาแฟขมฯ’ วางหราอยู่แล้ว ส่วนจะอ่านจนจบหรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่ทราบ แต่จำนวนผู้อ่านหรือคลิกเข้ามา ตัวเลขก็ปรากฏให้เห็นๆกันอยู่แล้วท้ายคอลัมน์

รู้สึกเหมือนเดินทางไกล แต่ดูช่างเร็วเหลือกเกิน ข้อเขียนรวมเล่มพิมพ์ไป ๒ ครั้งกลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลานักเรียน และมีการนำไปอ่านออกรายการวิทยุ อ.ส.ม.ท. คลื่น ๑๐๐.๕ โดยคุณวรรณลักษณ์ ศรีสด นานหลายเดือน ซึ่งก็ถูกใจผู้ฟัง แต่ถึงกระนั้นที่ประหลาดใจ และไม่เคยคาดมาก่อนคือ จะมีคนเข้ามาอ่าน หรือคลิกเข้ามาดู ทะลุหลัก ‘ล้าน’ ได้

คิดแล้วก็ ‘ครึ้ม’ ดีเหมือนกัน!

วันนี้ มีภาระต้องรีบทำงานเขียนตำราการสอบสวน ตามที่มีผู้ร้องขอให้ทำ โดยต้องนำคำสอนฉบับเก่าของตัวเอง มาปรับปรุงใหม่ แม้จะห่างเหินไปนานพอควร แต่เนื่องจากอยู่ในวงการนี้มาหลายปี จึงไม่ยากเย็นนักที่จะทำขึ้นมาใหม่ เพียงแต่ต้องพึ่งพาตำราต่างประเทศอยู่บ้าง เฉพาะส่วนที่มีความก้าวหน้าไปมากกว่าประเทศเรา เท่านั้นเอง

พูดถึงเรื่องการศึกษาแล้ว ไม่นานมานี้ไปงานแต่งที่โคราช ได้คุยกับ พล.ต.ท.อัมรินทร์ เนียมสกุล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งเป็นนักการศึกษาคนสำคัญ ของวงการตำรวจ เขาเล่าว่า

“พี่ครับ ตอนนี้นายสิบพลตำรวจเราจบปริญญาสูงๆ เยอะมาก เฉพาะที่มหาวิทยาลัยนเรศวรแห่งเดียว ผลิตมหาบัณฑิต (ปริญญาโท) ออกมาสามพันกว่าคน เป็นตำรวจเราเสียพันห้าร้อย ครึ่งหนึ่งเลยครับ”

ผมว่า น่าดีใจมาก ‘เดอะแป๋ง’ หรือ พล.ต.ท.อัมรินทร์ เลยเล่าต่ออีกว่า

“บัณฑิตสาขานิติศาสตร์เรามีหลายหมื่นคน เฉพาะนายสิบพลตำรวจที่จบ
‘เนติบัณฑิต’แล้ว มีกว่าห้าสิบคนที่ยังไม่ได้เป็นนายร้อย ปีนี้จำนวนนายตำรวจเข้าสอบเนต์ก็มาก”


ผมบอกว่า ก็ยิ่งน่าดีใจอีกนั่นแหละ ที่วงการตำรวจของเรา มีคนความรู้สูงในหน่วยมากขึ้น แต่ถ้ามีช่องไปสอบผู้พิพากษาหรืออัยการได้ ก็ให้รีบๆไป เพราะสองอาชีพนั้นดีกว่าเป็นตำรวจมาก ไม่ต้องเสี่ยงทั้งอันตราย และไม่ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านด้วย

ายตำรวจประทวนขึ้นมาเป็นชั้นสัญญาบัตร จะต้องสอบเลื่อนวิทยฐานะซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย คนยุคนี้รู้ว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ นายสิบพลตำรวจจึงศึกษาต่อเพื่อเอาปริญญากันเป็นจำนวนมาก เพื่อเอาสิทธิเข้าสอบเป็นนายร้อย หรือเอาปริญญาไปสมัครสอบแข่งขันเข้าเป็นนายตำรวจ เมื่อทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดรับพวกที่จบปริญญา แต่ตำรวจที่จบปริญญาโท จบกฎหมายหรือสอบได้เนติบัณฑิตแล้ว

แต่สอบเป็นนายร้อยไม่ได้ ก็มีถมเถไป

ผมเคยเล่าเรื่องนายดาบตำรวจจบกฎหมาย พรรคพวกเรียกว่า ‘ดาบเนต์’อุตส่าห์ขอย้ายจากตำรวจทางหลวง ไปอยู่หน่วยธุรการ เพื่อเอาเวลาท่องหนังสือ เตรียมสอบเป็นนายร้อย แต่จนแล้วจนรอด ก็สอบไม่ได้สักที สาเหตุสำคัญ เพราะกินเหล้าปีละครั้งเดียว

แต่กินตั้งแต่คริสต์มาส...ถึงตรุษจีน!

หมดไชนีสนิวเยี่ยร์เมื่อไหร่ ก็หยุดกินเหล้า เพื่อดูหนังสือเตรียมสอบอย่างเข้มข้น พอถึงคริสต์มาสก็กินเหล้าอีก หมดตรุษจีนก็หยุดอีก เริ่มดูหนังสืออีกติดต่อไปอีก ๑๐ เดือน เป็นวัฎจักรอยู่อย่างนี้ ก็เลยสอบไม่ได้กับเขาสักที จนเกษียณไปในที่สุด!

นบ้านเรานั้น ผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมต้นแล้ว ไม่สามารถเรียนต่อปริญญา เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องทำมาหาเลี้ยงครอบครัวก่อน จำต้องออกไปทำงาน หรือหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวก่อน เช่น

เพื่อนนายทหารผมหลายคน ก่อนเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ผู้ปกครองฐานะไม่ดี แทนที่จะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารโดยตรง เขาไปสอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบก โรงเรียนจ่าทหารเรือ โรงเรียนจ่าทหารอากาศก่อน เพื่อออกมารับราชการเป็นนายทหารประทวน เมื่อมีเงินเดือนแล้ว จึงกลับมาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร จะได้เอาเงินเดือนส่วนหนึ่งไปเลี้ยงครอบครัว เพราะการเรียนโรงเรียนทหาร ตำรวจ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะเขาเลี้ยงดูเสร็จสรรพ

เพื่อนที่ว่านั้น เป็นนายพลไปเยอะแยะแล้ว!

ใช่แต่ทหารเท่านั้น วงการโปลิสก็มีเด็กจำพวกนี้ เช่นนายตำรวจคนหนึ่ง เคยสอบเข้าเตรียมทหารได้แล้ว แต่บิดามีปัญหากะทันหัน ตัวเองต้องไปสอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจ ออกมารับราชการ เอาเงินเดือนเลี้ยงครอบครัวและน้องๆ แล้วย้อนกลับมาสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งก็สอบเข้าได้เพราะเรียนเก่งมาก

จบออกมาก็เป็นนายตำรวจชั้นเยี่ยม สอบได้ปริญญาอีกหลายใบ รวมทั้งสอบได้เป็นเนติบัณฑิตย์ กลายเป็นเสาหลักทางกฎหมาย ให้กับกรมตำรวจอีกคนหนึ่ง มียศเป็นถึงพลตำรวจโท อย่างนี้ก็มี

นายตำรวจรุ่นน้องผู้นี้ นอกจากเรียนเก่งแล้ว ยังได้รับคำยกย่องในความขยันหมั่นเพียร และเป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษาโดยแท้ หาโอกาสเพิ่มเติมวิทยฐานะด้วยการเข้าศึกษาต่อเนื่องโดยตลอด และหวังว่าเมื่อพ้นจากหน้าที่ราชการแล้ว เจ้าตัวคงจะได้รับใช้ชาติด้านอื่นต่อไปด้วย

การศึกษาเพิ่มเติมนี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้ที่ไม่มีปริญญาหากเขาจะต้องออกไปหาเลี้ยงครอบครัว แล้วจะเข้าระบบการศึกษาใหม่ ตอนนี้มีช่องเปิดให้ได้หลายทาง จำนวนมหาวิทยาลัยก็มีมากถึงกว่า ๒๐๐ แห่งแล้ว ซึ่งเยอะมากสำหรับประเทศเล็กๆอย่างเรา อีกทั้งยังมีสถาบันอุดมศึกษา ที่ผมเห็นว่ามีคุณูปการต่อเยาวชนและคนในชาติมาก คือ

‘มหาวิทยาลัย รามคำแหง’

สถาบันพ่อขุนฯแห่งนี้ ทำให้ลูกคนยากคนจนมีโอกาสได้เรียน เพราะค่าเล่าเรียนต่ำมากเรียนไปก็ทำงานไปด้วย ไม่ได้ขัดข้องอะไรเลย นักศึกษาจำนวนมากก็ทำกัน แต่ที่น่าชมเชย

อย่างยิ่ง คือบัณฑิตของมหาวิทยาลัยนี้มีคุณภาพ ไม่ได้น้อยหน้าใครเลย โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย ก็มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ผู้พิพากษาหลายท่านผ่านจากสถาบันนี้ และรุ่นแรกๆก็ก้าวไปสู่ตำแหน่ง ตุลาการของศาลสูงกันแล้ว
สวลี ผกาพันธ์ และ สุเทพ วงศ์กำแหง สองนักร้องหญิง-ชาย ‘มหาอมตะ’ แห่งสยามประเทศ
ผมสนใจเรื่องการศึกษาเป็นอันมาก พอได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ ๔ มิ.ย.๒๕๕๐ พาดหัวว่า

‘รามฯหลักสูตรใหม่ ปั้นนักร้องปริญญา’

เนื้อข่าวบอกว่า

หลังจากม.รามคำแหงที่ประสพความสำเร็จ ด้วยการทำเซอร์ไพรส์ให้วงการศึกษามาก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยหลักสูตรพิศษต่างๆ แล้ว ไม่ว่า “หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต ภาคพิเศษ” ที่รวบเอาขุนพลทางการเมือง นักธุรกิจ และไฮโซไฮซ้อชื่อดัง มานั่งจับเข่าเรียน ตามด้วยโครงการบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาบริหารจัดการกอล์ฟ ของคณะบริหารธุรกิจ ม.รามคำแหง อีกโครงการไม่ซ้ำใคร ที่ระดมเอาโปรกอล์ฟมีชื่อของประเทศมาร่วมกันปั้นนักกอล์ฟรุ่นใหม่ออกรับใช้แวดวงกีฬา

คราวนี้มาจัดหลักสูตร “ลูกทุ่ง-ลูกกรุง บัณฑิต” ขึ้นมาสะท้านวงการคนขายเสียง เล่นเอาได้รับการโจษจันกันไปทั่ว


ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่เห็นเนื้อหาหลักสูตร แต่ผมเห็นด้วยในหลักการ ที่มหาวิทยาลัยจะจัดให้มีหลักสูตร ‘นักร้องปริญญา’ นี้ขึ้น เพราะเรื่องศิลปวัฒนธรรมนั้นสำคัญมาก เป็นเรื่องของความงดงามทางจิตใจ และการศึกษาทางดนตรีหรือดุริยางคศิลป์ ซึ่งการร้องเพลงก็รวมอยู่ในศาสตร์นี้ด้วย หากจัดให้มีการศึกษาด้านนี้มากขึ้น ย่อมเป็นสิ่งที่ดี อีกทั้งธุรกิจด้านดนตรีและตลาดต่อเนื่องด้านนี้ กว้างขวางมากขึ้นทุกที

ยิ่งกว่านั้น ผมเชื่อมั่นในผู้นำของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือท่านอธิการบดี และบรรดาคณาจารย์ เพราะผลงานที่ผ่านของท่านเหล่านั้น ก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนแล้ว

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คนเยอรมันส่วนใหญ่ ขาดเรื่องรู้สึกด้านความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม มีแต่ความเจริญทางด้านวัตถุ และวิทยาศาสตร์ ไร้อารมณ์ขันและความรู้สึกสุนทรี ทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ จนพาประเทศเข้าสู่สงครามถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา เป็นเหตุให้ผู้คนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ประเทศชาติก็ย่อยยับไป

ไม่ว่าความเห็นเรื่องเยอรมันจะถูกต้องหรือไม่ แต่ก็น่าจะตั้งเป็นข้อเตือนใจกันไว้ และผมด้วยว่าเป็นการดี ถ้าเราจะผลิตบัณฑิตนักร้องออกมาได้ ยังมองไม่เห็นจะเสียหายอะไรตรงไหน อีกทั้งเหล่านักร้องบัณฑิตก็จะสามารถสมัคร ส.ส.หรือ ส.ว. เข้าสู่เวทีการเมืองได้ อย่างที่มีตัวอย่างให้เห็นกัน

จึงขอสนับสนุน...พันเปอร์เซ็นต์!

เมื่อกว่า ๓๐ ปี หลังจากที่มีเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ขบวนการนักศึกษาเคลื่อนไหวมากผมถูกส่งไปเป็นหัวหน้าโรงพักในจังหวัดใหญ่ ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง ๓๐ ด้วยซ้ำ โดยหน้าที่ทำให้ต้องสัมผัสกับนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก กลุ่มที่สนิทกับผมพวกหนึ่งคือ นักเรียนอาชีวะเกษตรกรรมที่เก่าแก่ ตอนนั้นพวกเขาได้เรียกร้องเอาปริญญา มีการเคลื่อนไหวต่างๆรวมทั้งการหยุดเรียนด้วย เรียกว่าวุ่นวายเอาการ แต่ก็พูดกันรู้เรื่อง

ผมจำได้ดีว่า มีผู้สูงอายุมีความรู้ท่านหนึ่ง พูดในทำนองบ่น ว่า

“วุ่นวายอยู่ได้ จบออกไปก็เลี้ยงควาย ทำไมต้องให้แจกปริญญากันด้วย!?”

เหตุที่ผู้พูดใช้คำไม่เหมาะควรนั้น เพราะเจ้าตัวคงคิดว่า วิทยาลัยเกษตรกรรมที่เรียกร้องปริญญาแห่งนี้ มีชื่อเสียงเรื่องการสัตวบาล และผู้สูงอายุคนนี้คงเห็นว่า เรื่องการเล่าเรียนด้านเลี้ยงวัว ควาย หรือปศุสัตว์ คงไม่ได้ยากเย็นอะไร จึงใช้คำพูดดูแคลนอย่างนั้น

จำได้ว่าตัวผมเองโกรธมาก เลยต่อว่าผู้พูดไปแรงๆหลายคำ ตามประสาคนปากไว จนต้องหมางกันไปเลย

ตัวผมเองนั้น ขอยืนยันแนวความคิดที่จะสนับสนุน ให้คนไทยทุกคนมีปริญญา (ถ้าทำได้) และปริญญานักร้อง ก็ไม่ได้ต่างจากปริญญาฝ่ายศิลปะอื่นๆ

ทำไมปริญญานักร้อง จะมีไม่ได้!

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีสถาบันสำหรับการศึกษา ในระดับปริญญาแล้ว ก็ต้องมีพวกอาชีวะทำงานฟาร์ม ในฐานะที่เป็นหัวหน้างาน (Foreman) หรือในสนามงานก่อสร้างฯลฯ ตรงนี้เราทิ้งไม่ได้ และผมให้ความสำคัญเรื่องนี้นักหนา

เคยเขียนเรื่องความสำคัญของสถาบันอาชีวะศึกษาเอาไว้ว่า เราจะทอดทิ้งเรื่องการศึกษาในระบบอาชีวะนี้ไม่ได้เด็ดขาด ผมได้เขียนเอาเรื่องนี้เอาไว้ และมีผู้คนชอบกัน จึงอยากให้บรรดาแฟนๆ ที่ยังไม่เคยอ่าน ลองเข้าไปดูในกาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๒๗๕ “ไม่อยาก ‘รักคนพันธุ์อา’ ให้มันรู้ไป!” แล้วท่านจะทราบถึงความจำเป็น ที่จะต้องคงสถาบันระดับอาชีวะเอาไว้ แม่เราจะมีสถาบันอุดมศึกษา เพิ่มจำนวนมากแล้วก็ตาม

ที่ผมไม่ชอบใจอยู่อย่างเดียว คือการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่โฆษณาในทำนองว่า

“จ่ายเงินครบ จบแน่ๆ!”

อย่างนี้ผมทำใจรับไม่ได้เลย เพราะเวลานี้ฟังมหาวิทยาลัยทั้งหมดในประเทศ มีสองร้อยกว่าแห่ง แต่ผ่านเกณฑ์ประเมินไม่ถึงครึ่ง ซึ่งมันน่ากลัวมาก เพราะจะไปกระเทือนคุณภาพของการศึกษาของชาติเราโดยส่วนรวมด้วย ขอบอกตรงๆ ว่า

ผมไม่อยากคนชาติอื่น ดูถูกดูแคลนมาตรฐานการศึกษาของชาติไทยเรา!

ดังนั้น หากทางราชการเขาจะประเมินขีดความสามารถ ของมหาวิทยาลัยกันแล้ว ก็ขออย่าได้คัดค้าน โดยไม่ยอมให้มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาของตน เข้าร่วมในการประเมิน แต่ควรมีการประชุมปรึกษาหารือกัน อย่างนักการศึกษาที่ดี ซึ่งมุ่งหวังความเจริญของสถาบัน โดยไม่ต้องเอาชนะคะคานกัน เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของชาติจริงๆ

ถ้าสถาบันอุดมศึกษาใด ยังไม่พร้อมสำหรับการรับการประเมิน จะขอเวลาเพื่อเตรียมการก่อน คงไม่มีปัญหา แต่หากบรรลุข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ ก็ลองจ้างบริษัทประเมินที่ทำให้หน่วยงานของทางราชการเขามาช่วย คงใช้สตางค์ไม่เท่าไหร่หรอกครับ จะได้รู้กันเสียทีว่า

ใครดีหรือไม่ดี อย่างไรกันแน่?

ถ้าดีอยู่แล้ว ก็เพียรทำให้เจริญยิ่งขึ้น หรือถ้ายังไม่ดี ก็จะได้ถือโอกาสปรับปรุงแก้ไขเสียโดยเร็ว ขอยกตัวอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเห็นได้ชัดเจนที่สุด

ตอนที่ประเมินครั้งแรก ทางสำนักงาน ก.พ.ร.และบริษัทด้านการประเมินผล (บริษัท
ทริส).จัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่อันดับเกือบร้อยด้วยซ้ำ แค่เพียงไม่กี่ปีของการร่วมมือร่วมใจกันของบุคลากรในองค์กรตำรวจ ทำการพัฒนาหน่วยงานอย่างต่อเนื่องของ สามารถแซงพรวดพราดจนติด ๑ ใน ๔ องค์กรของรัฐที่ดีที่สุด

แถมปีนี้จี้มาติดๆ จะคว้าอันดับ ๑ อยู่แล้ว!

ถึงกระนั้น นายกฯ เขียงยายเฒ่า แกยังบอกว่าใช้ไม่ได้อยู่ดี จะต้องปรับปรุงระบบกันใหม่ ขนาดเดินทางไปญี่ปุ่น ก็ยังเอาเรื่องตำรวจไทยไปพูดคล้ายประจานกับชาวเมืองปลาดิบว่าจะต้องปรับปรุงระบบตำรวจ เลยทำให้คนขาติอื่นเขาดูแคลนโปลิสไทยได้ แต่ผมจะแสดงหลักฐานให้ดูในคอลัมน์นี้ต่อๆไปว่า

ทำไมต่างประเทศเขาถึงยกย่อง ไทยเรามีองค์กรตำรวจที่มีความแข็งแกร่งแห่งเอเซีย และทำไมตำรวจต่างชาติ จึงเดินทางมารับการฝึก ที่ค่ายฝึกตำรวจไทย?

เผื่อนายกฯ จะไม่ตำหนิตำรวจ แบบมั่วส่งเดชอีก!

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เจ้าของบ้านเขายายเที่ยงยังกระหน่ำตำรวจซ้ำอีก ในแถลงการณ์กับประชาชน แต่ทีทหารถูกปล้นค่ายแบบ ‘ยกกองพัน’ ให้ผู้ก่อการร้ายขนอาวุธไปแจกกัน อย่างนั้นนายกฯไม่ยักพูดว่า จะต้องปรับปรุงการจัด การฝึก การยุทธของทหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารบาดเจ็บล้มตายและเสียชีวิตครั้งละมากๆ จนเขาวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ความ ‘พร้อมรบ’ ของทหารไทยนั้น...ยังอยู่ใน ‘มาตรฐาน’ ที่ดีอยู่หรือไม่!?

มเคยเขียนเอาไว้ในคอลัมน์นี้ ตั้งแต่ตอนถูกปล้นค่ายใหม่ๆว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แห่งยุครัตนโกสินทร์ ที่สยามประเทศของเราซึ่งยืนยงมากว่า ๒๐๐ ปี กลับถูกผู้ก่อการร้ายบุกเข้าปล้นค่ายทหารชนิด ‘ยกค่าย’,‘ยกเล้า’ หรือ... ‘ยกคอก’ เอาได้

น่าขายหน้า...เป็นที่สุด!

อย่าได้แม่แต่คิดจะเถียงผมเชียวนะ เพราะหากเกิดของขึ้น เดี๋ยวก็จะแฉออกมาว่า นายทหารผู้รับผิดชอบ ใครทำอะไรอยู่ที่ไหนในวันเกิดเหตุ ...ไม่เชื่อจะลองดูก็ได้?

นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องทีมสังหารห่วยๆ ที่ยกขบวนแห่กันไปลอบฆ่าอดีตนายกฯ โดยแผนการที่ ‘อำมหิตมาก’ เพราะไม่ได้มุ่งสังหารแต่ทักษิณเพียงคนเดียว หากแต่ผู้จงใจก่ออาชญากรรมร้ายแรงไม่ได้คำนึงถึงชีวิตผู้คน ลูกเด็กเล็กแดงด้วยว่า

จะบาดเจ็บล้มตาย เสียหายมากมายอย่างไร!

พอถูกจับได้ ก็กลายเป็นสีเขียวอื๋อทั้งแก๊ง และดำเนินคดีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอัยการศาลทหารเองได้พิจารณาอย่างเที่ยงธรรม แม้อยู่ระหว่างการยึดอำนาจของพวกรัฐประหาร แต่ทางฝ่ายอัยการศาลทหาร เขาก็ไม่หวาดหวั่น เมื่อเห็นว่า มีหลักฐานสมบูรณ์แน่นหนา

จึงยื่นฟ้องร้อง ต่อศาลทหารไปในที่สุด

แล้วทำไมการลอบสังหาร อุกอาจกลางเมืองอย่างนี้ นายกฯสุรยุทธ์หรือ คมช. ไม่ยักออกมาแถลงความคืบหน้าของคดี ให้ชาวบ้านเขาได้รับรู้กันบ้างว่า

คดีพยายาม ‘ลอบฆ่า’ อดีตผู้นำของประเทศ โดยพวกทหารนั่น ตอนนี้มัน...ไปถึงไหนกันแล้ว!? หรือว่า....

เบื้องหลังมัน ‘แสลงใจ’ จนไม่อยากพูดถึง!??

........................

ท้ายบท เมื่อฉบับที่แล้ว ได้เขียนตรงท้ายบท ขอให้ท่านผู้อ่านคิดถึงคำของผม ที่เขียนเตือนเอาไว้ตั้งแต่ก่อน ๑๙ กันยายน และย้ำต่อมาอีกหลายครั้งว่า “การปฏิวัติรัฐประหาร มีแต่ผลักให้ประเทศของเราถอยหลัง” และถามว่า

ท่านพอมองเห็นภาพ ‘ชัด’ ขึ้นบ้างหรือยังครับ?

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านได้เห็นความเคลื่อนไหวการชุมนุมของฝูงชน ที่เริ่มโตมากขึ้นทุกที และจะเดินทางไปเยี่ยมชม บก.ทบ. หัวใจกองทัพ ซึ่งทางทหารต้องนำเครื่องกีดขวางวางลวดหนามหีบเพลง เสริมค่ายคูประตูหอรบ อย่างแข็งขัน

ให้อยู่ในสภาพพร้อม และเตรียมเปิดศึกกับประชาชน คนในชาติของตนอย่างเต็มที่!

เห็นแล้วให้สลดใจนัก เพราะเกรงความจังไรพินาศฉิบหาย อันเกิดจากการก่อรัฐประหาร แล้วเข้ามาเสวยอำนาจของพวก คมช.

จึงขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่าน ย้อนไปดูข้อเขียนของผม ซึ่งคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าได้อย่างไม่คลาดเคลื่อน ตั้งแต่ปีที่แล้วคือ ๗ พ.ย. ๒๕๔๙ ใน กาแฟขม ขนมหวาน ตอนที่ ๒๕๙ “ทหารกับชาวบ้าน อาจต้องตะลุมบอนกันอีกรอบ!?”

นี่เพียงแค่ ๗ เดือน ที่พวกรัฐประหารทำการตีชิงวิ่งราว แย่งอำนาจไปจากปวงชนชาวไทยไป อย่างไม่ชอบธรรมนั้น

เหตุการณ์ก็เดิน ‘ซ้ำรอยประวัติศาสตร์’ มาใกล้ถึงจุด ‘แตกหัก’ กันแล้ว!!?

กำลังโหลดความคิดเห็น...