xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 289 “คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก!”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว หดหู่ใจจนไม่อาจชวนท่านผู้อ่าน คุยเรื่องคำวินิจฉัยสำคัญของตุลาการรัฐธรรมนูญดังตั้งใจ เพราะได้ยินคุณวิศาล ดิลกวณิชย์ พิธีกรคนโปรดของผม รายงานในรายการข่าว ‘เช้าวันใหม่’ ทางช่อง ๓ ว่า

ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา รถบรรทุกทหารถูกระเบิดอย่างรุนแรง จนกระเด็นคว่ำตกถนนทหารพรานกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง พากันคืบคลานซมซานหนีตาย โดนตามกระหน่ำซ้ำด้วยการยิงเข้าศีรษะ ฟัน แทง ฆ่าจนตายกลางถนน ระเนระนาดกว่าสิบศพ

ให้สลดใจนัก!

นี่เป็นสถานการณ์ที่พวกเราคนไทย กังวลอย่างยิ่ง และต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร การก่อการร้ายทางภาคใต้ ได้ขยายตัวมากขึ้น ลุกลามเข้าครอบคลุมเพิ่มจาก ๓ เป็น ๕ จังหวัดภาคใต้แล้ว และภาวะข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจถดถอย กำลังมาเยือนบ้านเมืองของเรา ทำให้ชาวไทยทุกข์ยากกันมากขึ้น

ตรงนี้แหละครับ ที่ผมเห็นว่า สำคัญมากกว่าข่าวการยุบพรรคนัก!!

เมื่อวันที่ ๒๑ เม.ย.๒๕๕๕๐ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์พาดหัวว่า “ยูเอ็นจับตาไทย วิกฤตศก.รอบ ๒” และลงรายละเอียด ถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจของบ้านเรา ซึ่งทางการเราออกมาตอบโต้ประปรายทำนอง บ้านเราไม่มีทางจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น แต่เมื่อพุธที่ผ่านมานี้เอง นสพ.กรุงเทพธุรกิจพาดหัวว่า ‘คลังลดเป้า'จีดีพี'เหลือ ๔ %’ แล้วโปรยข่าวว่า

...เหตุเพราะการบริโภคและการลงทุนขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง ระบุพร้อมหั่นเป้าเศรษฐกิจอีกรอบ หากการเมืองยังไม่นิ่ง...

นอกจากนั้นหน่วยงานของทางราชการต่างๆ เอง ก็ไม่ได้เกรงใจหรือรักษาหน้ารัฐบาล ออกมารายงานตามความเป็นจริง ถึงตัวเลขความถดถอยลงเศรษฐกิจในทุกๆด้าน จำนวนผู้ตกงานจ่อทะลุ ๗ แสนคน...ฟังแล้วใจหาย!

รายการข่าวชาวบ้านอย่าง ‘เรื่องเศร้าเช้านี้’ ของคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เมื่อจันทร์ที่แล้วนี่เอง ยังออกมาตอกย้ำอีกว่า บะหมี่สำเร็จรูป (สินค้าชี้ดัชนีความยากจน) ขายดิบขายดีเท่ากับตอนปี ’๔๐ อันเป็นปีที่เศรษฐกิจบ้านเราล่มสลาย แต่เรื่องนี้หนังสือพิมพ์ธุรกิจเขารายงานไว้ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ว่า

ดัชนี ‘มาม่า’ พุ่งสูงสุดรอบ ๑๐ ปี ไตรมาสแรกโตพรวดพราดถึง ๑๔% สะท้อนเศรษฐกิจฝืดเคือง นักวิจารณ์หลายคนฟันธงลงโดยไม่รั้งรอว่า ความล่มจมฉิบหายป่นปี้ของบ้านเมืองเรา ที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นทุกวันนี้

การปฏิวัติ-รัฐประหาร...เป็นสาเหตุสำคัญที่สุด!

บรรดาคนของ คมช. ที่แห่เข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ต่างสำแดงฤทธิ์เดช ออกอาการ ‘กร่าง’ กันอย่างเต็มที่ มีการยกเลิกสัญญากับเอกชนคนไทย แต่ส่งผลสะเทือนไปก่อความหวั่นไหวให้กับวงการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ถึงกับมีรายงานข่าวระบุว่า

สาเหตุสำคัญที่พี่ยุ่น ไม่ยอมให้กู้เงินเรื่องรถไฟฟ้า ด้วยระแวงในข้อกำหนดทางการค้า ที่คู่ค้าต่างประเทศพากันเห็นว่า อาจก่อให้เกิดความไม่มั่นคง และไม่เป็นธรรมกับฝ่ายเขา ผนวกกับนโยบาย พฤติกรรม และประสิทธิภาพอันอ่อนด้อยของรัฐบาล ในขจัดปัดเป่าปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร ยิ่งทำให้คนต่างชาติขาดความมั่นใจ

นอกจากไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับเขาแล้ว บางประเทศยังเห็นว่า เผด็จการทหารยังมีและแสดงออกถึงความ ‘ก้าวร้าว’ มากกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก!
(ความก้าวร้าวนี้ จะแจงให้เห็นอย่างชัดเจนพร้อมหลักฐาน ในบทความตอนต่อๆไป)

ยิ่งกว่านั้น เหตุการณ์ก่อการร้ายภาคใต้ ที่ดำรงความร้ายแรงคุกคามประเทศ ต่อเนื่องยาวนานมาหลายปี คณะทหารกับรัฐบาลหุ่นของพวกเขา ที่ฝรั่งพากันว่า Junta Government ก็ไม่มีความสามารถระงับปราบปราม ทำให้เหตุการณ์สงบลงได้

ประชาชนบริสุทธิ์ บาดเจ็บและล้มตายลงทุกวัน!

ฝ่ายทหารนั้น ก็หนักไปทางคุยโม้เอ็ดตะโรเสียงลั่น นายใหญ่ของทหารก็ถนัดหลบเลี่ยง ออกอาการที่ภาษามวยเขาเรียกว่า ‘ลูกติ๊ดชึ่ง’ คือไม่ยอมเข้าปะทะซึ่งหน้า เพราะกลัวเจ็บ เอาแต่เต้นวนรักษารูปมวย เพื่อดำรงความได้เปรียบเอาไว้ จึงดูราวกับพวกที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนนั้น

ไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจกัน เพื่อรักษาชาติบ้านเมืองเอาไว้ อย่างสุดกำลัง!

ยิ่งกว่านั้น เมื่ออังคารสัปดาห์ที่แล้ว โฆษกกองทัพบกชื่อนายพันเอก อัคร ทิพย์โรจน์ เพิ่งโผล่ออกมายอมรับหน้าเฉยตาเฉย ในการแถลงข่าวที่โรงแรมหาดใหญ่พาราไดซ์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เขาเอามาพาดหัวหน้าในฉบับวันวิสาขะ ให้ขายขี้หน้าเล่น ว่า

“ทหารรับส่วนราชการไร้เอกภาพในการดับไฟใต้”

โถ...ตั้งกี่ปีแล้ว เพิ่งจะมารู้ว่าไม่มีเอกภาพในการปราบปราม กรรมของชาวบ้านแท้ๆ!

แถมยังมีหน้ามาคุยว่า ทุกส่วนราชการ ต้องทำงานให้เข้าเนื้อเดียวกันเหมือน “ขนมชั้น” ...หนักเข้าไปอีก

อยากถามว่า ไอ้ที่ผ่านมาคงเป็นแค่ ‘เต้าส่วน’ เพราะเละกว่าโจ๊ก...อย่างนั้นใช่ไหม?

พอทหารตายเยอะแยะเมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมานี้เอง พอตอนตีสี่ อีตาโฆษกคนเดียวกันนี้ ยังดันทะลึ่งออกมายืนยันกับคุณ วิศาล ดิลกวณิชย์ ในรายการข่าวทางช่อง ๓ ว่า

“เราเดินมาถูกทางแล้ว!”

พูดอย่างนี้จริงๆ ก็คงถูกอย่างแกว่า เพราะไปทางถูกระเบิดพอดี...ฟังแล้วจะบ้าตาย

สมแล้วกับที่ชาวบ้านเขาบอกว่า คนพวกนี้ดีแต่ร้องเพลงปลุกใจ อวดเก่งกันอยู่แต่ในกรุงเทพ พูดจาแก้ตัวบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมรับตรงๆอย่างลูกผู้ชายชาติทหาร ว่า

สมรรถภาพกองทัพยังไม่ถึงขั้น หรือต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นหรือเปล่า?

เห็นเก่งแต่ปลอบใจทั้งตัวเอง และประชาชนไปไปวันๆ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่พวกนี้จึงไม่ได้รับความเคารพนับถือผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวใต้โดยอย่างที่จังหวัดยะลา ซึ่งญาติพี่น้องของถูกยิง และจุดไฟเผาตายทารุณทุราดกลางถนน แสดงออกให้เห็นถึงความคับแค้นอย่างชัดเจน

เล่นเอา ‘บัง’ ที่เผลอต้วเล่นบทพระเอก ลงไปรับฟังผู้คนเขาพูดถึงเหตุการณ์ รีบเผ่นแน่บกลับกรุงเทพทันที

เข็ดขี้อ่อนขี้แก่ ไม่ย้อนกลับไปให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ เห็นหน้าตาอีกเลย!

หากไม่อยากลงไปเองอีก ว่างๆก็ลองให้บรรดาคุณนาย ลงไปฟังแทนดูบ้างก็ได้นะ จะได้รู้กันเสียทีว่า ผู้คนเขาเขาก่นด่ากันอย่างไรบ้าง?

หรือไปขอเทปข่าวเขามาดูซะบ้าง ก็คงจะดี!!

คนบ้านเรานั้น เคยมีประสบการณ์เลวร้าย เมื่อเศรษฐกิจถดถอยมาก่อน ในสมัยยุคฟองสบู่แตก ซึ่งรัฐบาลของ ‘ชูการ์-แด้ดดี้’ นายพลนักรักขวัญใจของหนู ‘จิ้งก่า’ ชุดที่ถูกสื่อเรียกเป็น ‘บุฟเฟต์แดก-แคบบิเนต์’ คำรามเป็นเสือเศรษฐกิจอยู่บนฟองสบู่ แต่ต้องลงจากอำนาจ เพราะการรัฐประหารจนได้

หลังจากนั้นไม่เท่าไหร่ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เหตุเพราะการสืบทอดอำนาจ ซึ่งนำไปสู่การที่ทหารสังหารหมู่ประชาชน กลางถนนราชดำเนิน อย่างโหดร้ายทารุณ!

สื่อสารมวลชนต่างประเทศ ได้กระจายข่าวอันน่าสะพรึงกล้วนี้ไปทั่วโลก ชั่วพริบตาเดียวเมืองไทยเรากลายเป็นเมืองทมิฬหินชาติ ไปในสายตาของต่างชาติ และเหตุการณ์เดียวกันนี้ ยังผลให้เหล่าขุนทหารตัวกลั่นในตอนนั้น ต้องล่าถอยออกจากการเมืองไป

รัฐบาลพลเรือนเข้าดำเนินการต่อไป แต่ไม่ช้านานนัก การสะสมความฟุ้งเฟ้อจากยุครัฐบาลบุฟเฟต์แดกแคบบิเนต์ ก็ส่งผลให้...

ฟองสบู่เศรษฐกิจ...‘แตกโพละ’ ออกมาทันที!!

ชาวบ้านต่าง ‘ยากจนกะทันหัน’ กันถ้วนหน้า คนนับหมื่นต้องกลับไปบ้านเกิดในต่างจังหวัด เก็บผักหญ้าประทังชีวิตกัน นอนเลียแผลที่บาดเจ็บ ให้บรรเทาเบาบางลงก่อน เพื่อสู้ชีวิตกันต่อไป

นี่เป็นผลดี ที่ประเทศเราเป็นเมืองเกษตรกรรม พอเมืองหลวงเป็นพิษ ก็กลับไปทำมาหากินในไร่นาที่บ้านเกิดได้ แต่บ้านเมืองของเราต้องถูกกองทุนระหว่างประเทศ มาเป็นเจ้าเข้าครอง ควบคุมดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มงวดอยู่...นับเป็นปีๆ

ทั้งนี้เพราะเราต้องบากหน้า ไปกู้หนี้ยืมสินเขามานั่นเอง!

เดชะบุญ...พระสยามเทวาธิราชยังคุ้มครองไทยอยู่ บ้านเมืองของเราจึงค่อยๆพลิกฟื้นสถานการณ์ จนสามารถใช้หนี้สินต่างประเทศ อันเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากพิษฟองสบู่ ในครั้งกระนั้นได้จนหมดสิ้น

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ได้ถูกสะสมมากยิ่งขึ้น การคลังของชาติทวีความมั่นคงแน่นหนา แต่เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร ก็ย้อนกลับมาอีกเมือปีที่ผ่านมา
กลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ ตามมาหลอกหลอนผู้คนในบ้านเมือง อีกครั้งจนได้!

ครั้งนี้ ชาวบ้านจ้องมองทหารอย่างไม่ไว้วางใจ ยกการ์ดสูง ป้องกันตัวเองอย่างแข็งขัน ความเสียหายหรืออาการบาดเจ็บ จึงยังไม่เกิดขึ้น

ผู้คนไม่ได้แค่ยกมือป้องคางกันใบหน้า และร่างกายท่อนบนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังคอยแหย่ตีนรบกวน เพื่อทำลายจังหวะการก้าวย่างของคณะรัฐประหาร รวมทั้งรัฐบาลสับปะรังเคของพวกเขาอีกด้วย

ถ้าไม่ชอบมาพากลอย่างไร จะได้ช่วยกัน ‘ถีบสกัด’ เอาไว้เสียก่อน โดยไม่ยอมให้คนกลุ่มที่กุมอำนาจพวกนี้ ออกอาการ ‘กร่าง’ ทำความเสียหายให้กับผู้คนในบ้านเมืองนี้ได้อย่างถนัดถนี่เหมือนเผด็จการทหารรุ่นก่อน ซึ่งทำกันอย่างย่ามใจได้อีกเป็นอันขาด

บรรดาผู้คนในประเทศและสื่อสารมวลชน รวมใจใช้วิธีการโจมตี กระแทกกระทั้น

กระแนะกระแหน วิพากษ์วิจารณ์การบริหารบ้านเมือง ที่มีประสิทธิภาพต่ำต้อย ทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ซึ่งไม่อยู่ในสังกัดของรัฐบาลหุ่นกันอย่างหนัก รวมทั้งช่องทางสื่อสารอื่นเช่นเวปไซด์ โดยไม่มีอะไรที่จะต้องเกรงอกเกรงใจกันอีกแล้ว ผนวกกับกลุ่มต่างๆเคลื่อนไหวเข้ากดดัน โดยผู้ที่มีความรักชาติรักประชาธิปไตยเหล่านี้ ดำเนินการกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมหยุดยั้ง จนกว่าบ้านเมืองของเรา

จะมีเสรีภาพ ในการปกครองตนเองของประชาชน อย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น!

ระหว่างที่ผู้คนในบ้านเมือง กำลังพากันวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ทางเคเบิลทีวีเขาเอาภาพยนตร์เรื่อง Warm Springs มาวนฉายซ้ำอีก ซึ่งเคยดูหลายครั้งแล้วและชอบมาก เห็นว่าเหมาะสมกับเหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศอันเป็นที่รักของเราในตอนนี้ จึงอยากเล่าให้ท่านผู้อ่านเพื่อใช้เป็นข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง

หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งชีวประวัติของ แฟรงคลิน ดีลาโน รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) ที่เล่าถึงเหตุการณ์ก่อนที่ท่านจะลงแข่งขันชิงชัย ในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้นึกถึงผลงานในตำแหน่งผู้นำชาติที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งทิ้งเรื่องราวความดีงาม ความเฉลียวฉลาด และความเก่งกล้าสามารถอันน่าศึกษา ไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังอย่างมาก

ในปี ค.ศ.๑๙๒๙ ได้เกิดเหตุการณ์ถดถอยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ คล้ายๆกับที่เกิดในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ (และอาจเกิดขึ้นอีกในปี พ.ศ.๒๕๕๐ เพราะพิษสงของรัฐประหารและรัฐบาลเส็งเคร็ง ถ้าหากประชาชนไม่เตรียมตัวให้พร้อม) ที่เรียกว่า The Great Depression ปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑

การล่มสลายของตลาดหุ้น เมื่อ ๒๙ ตุลาคม ๑๙๒๙ ที่รู้จักกันในชื่อ Black Tuesday ทำให้ผู้คนของเขาต้องเสียเงินออม บางคนหมดเนื้อหมดตัว ฆ่าตัวตัวด้วยการกระโดดจากตึกลงมาวันหนึ่งนับสิบคน แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่บ้านเรากับสหรัฐอเมริกาเหมือนกันคือ

เมื่อพวกเศรษฐีนายธนาคารล้มลงนั้น คนธรรมดาและชาวบ้านที่ฐานะปานกลาง รวมทั้งคนยากคนจน ต้องรับเคราะห์ไปด้วย!

ความตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งนั้น แพร่ขยายไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่เมืองไทยเราเอง ซึ่งตอนนั้นตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๗ ที่ทางราชการต้องให้ข้าราชการ ออกจากงานเป็นจำนวนมาก เพื่อลดค่าใช้จ่ายชองประเทศ และทำให้เกิด ‘ดุลยภาพ’ ในงบประมาณ

จึงมีศัพท์เกิดขึ้นมาคำหนึ่ง ใช้เรียกผู้ที่ถูกให้ออกว่า “ถูกดุลย์ฯ” คือได้รับผลกระทบจากการดุลยภาพของทางราชการ แต่เปลี่ยนรูปสะกดเป็น “ถูกดุน” คล้ายๆกับถูกดุนหลังให้ออกจากราชการ ชนิดเจ้าตัวไม่เต็มใจ!

การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression นี้กินเวลานานมาก โดยลากจาก ค.ศ.๑๙๒๙ ยาวไปจนถึง ค.ศ.๑๙๔๐ โน่น เกือบสิบเอ็ดปีเลยทีเดียว

สาหัสกว่าบ้านเราเสียอีก!!

อย่างที่ผมบอกเอาไว้ว่า บ้านเราเป็นสังคมเกษตร ที่คนจำนวนมากยังกลับบ้านไปหาผักหญ้า เก็บกินในบ้านเกิดที่ต่างจังหวัดได้ พอเศรษฐกิจฟื้นตัว ก็กลับเข้ามาทำงานในเมืองกันใหม่ แต่ความทุกข์ยากของคนอเมริกันครั้งนั้น มันสาหัสสากรรจ์เหลือกำลัง เพราะบ้านเขาเป็นสังคมอุตสาหกรรม แม้จะมีสังคมเกษตรปนอยู่ด้วย แต่สัดส่วนของคนในเมืองใหญ่นั้น มีจำนวนมาก อีกทั้งธรรมชาติตอนบนของประเทศ ซึ่งเป็นถิ่นอุตสาหกรรม ก็อยู่ในโซนหนาวที่มีหิมะเย็นยะเยือกเข้าไปถึงกระดูกเลยทีเดียว

อเมริกันชนที่ยากจน จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ ยากเข็นกว่าเรานัก!

ดูเหมือนไม่ยุติธรรมเลย ที่ผู้เป็นมนุษย์เงินเดือน ได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนัก แต่พวกที่อยู่ในวงการเงินการธนาคาร กลับทุกข์น้อยกว่าคนธรรมดา ดูอย่างนักการเงิน นักการธนาคาร บริษัททรัสต์ ไฟแนนซ์ ในบ้านเราล้มลงยุคฟองสบู่แตก พวกเขาก็ไม่ลำบากมากมายนัก บางคนล้มแล้วยังสบาย หรือพวกที่สื่อเรียกว่า “ล้มบนฟูก” สามารถนอนนิ่มๆอย่างมีความสุข ทำให้นึกถึงคำกล่าวของฝรั่ง ที่ไม่สู้จะน่าฟังเท่าไหร่นัก เขาบอกว่า

“คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก”

(The rich’d shit his pants, the poor washed.)

ท่านผู้อ่าน จะเชื่อไหมครับ ว่า

สาระขันขันประเทศเมืองสมมติ ที่ผมอ้างถึงบ่อยๆ ทุกวันนี้คนที่เคยตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจ ด้วยข้อหาเป็นนักการเงินการธนาคาร ฉ้อโกงจากสถาบันการเงิน ที่ตนเองรับผิดชอบไปบานบ้อง ถึงขั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่ให้ทำงานตามอาชีพเดิม แต่กลับกลายมาเป็นสมาชิกผู้ทรงเกือกของสภาเข็นกฎหมาย จากการแต่งตั้งของผู้ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชน

ทุเรศชะมัดยาด!

ดังนั้น เวลาเศรษฐกิจทรุด ตลาดหุ้นพัง ขออย่าได้คิดว่า มีแต่เพียงคนรวยในตลาดหุ้นเท่านั้นที่เสียหาย แต่คนธรรมดารวมถึงชาวบ้านที่ยากจน ก็จะหนีไม่พ้นด้วย เพราะการจ้างงานจะลดน้อยถอยลงไป การจับจ่ายภาคประชาชน ก็จะหดหายไปด้วย

ดูยอดคนว่างงาน อย่างสหรัฐอเมริกายุคเศรษฐกิจถดถอย เอาไว้เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน

ปีแรกที่เศรษฐกิจพัง...คนว่างงานหนึ่งล้านคน
ปีที่สอง...เพิ่มเป็นสอง-สามล้านคน
จากนั้นอีกสองปี...คนว่างงานกลายเป็นแปดล้าน และ
ถัดไปอีกปีกลายเป็นสิบสามล้านคน...

ใครไม่เชื่อ ลองไปศึกษาดู...แล้วจะรู้ว่าผมพูดจริง!

ตอนเศรษฐกิจอเมริกาล่มสลายใหม่ๆ ดันมีเหตุการณ์ทางธรรมชาติเข้ามาซ้ำเติมอีก เป็นความซวยยกกำลังสอง ด้วยภัยแล้งอย่างรุนแรง คงคล้ายๆกับบ้านเราตอนนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังฝืดเคือง แต่ความแห้งแล้งดันโผล่มาคุกคาม บ้านเมืองของเราอีกแทบทุกภูมิภาค พอแล้งเริ่มจะหมดไป พายุก็โหมพัดบ้านเรือนพังพินาศ ฝนก็ยังดันเทลงมาหนัก ให้วิดน้ำเล่นกันอีก

เดือดร้อน...ไม่ได้หยุดหย่อนเลย!

รัฐบาลสับปะรังเคบ้านเรา เข้าแก้ไขอย่างล่าช้า ไม่ทันท่วงที ขนาดน้ำท่วมภาคกลางเมื่อปลายปี กว่าจะจ่ายเงินได้นั้น ท่านผู้อ่านทราบบ้างไหมครับ ว่า

ทางการทำให้ชาวบ้านที่บอบช้ำอยู่แล้ว ต้องต้องลำบากตรากตรำเพิ่มขึ้นไปอีก โดยบังคับให้ผู้ประสพภัย ต้องเข้าแถวเดินตีต๊อกไปโรงพัก เพื่อแจ้งตำรวจก่อนว่า

ที่ดินที่เสียหายของพวกเขาเหล่านั้น มีจำนวนคนละกี่ไร่? เพื่อเป็นฐานคำนวณการจ่ายเงินให้แน่นอน ทั้งๆที่ทางฝ่ายอำเภอ จังหวัด เขาก็รายงานไปให้แล้ว เพราะมีหน้าที่โดยตรง

เล่นเอาฝ่ายตำรวจ...งงเต๊ก!

หัวหน้าสถานีตำรวจเขาแอบกระซิบว่า รัฐบาลคงไม่ไว้วางใจพวกมหาดไทย เพราะขืนให้แจ้งกับอำเภอและจังหวัด...

กลัวว่าจะมีที่ดินงอกขึ้นมา...หรืออย่างไร ก็ไม่ทราบได้?

ทำอย่างนี้ เท่ากับตบหน้าพวกฝ่ายปกครองจังเบ้อ แต่เพิ่มภาระให้ตำรวจท้องที่อย่างมาก เรื่องเลยกลายเป็น ว่า

ตำรวจนั้นเป็นหน่วยงานเดียวในจังหวัด ที่รัฐบาลนี้ไว้วางใจ ทั้งๆที่นายกฯสุรยุทธ์เองมีพฤติกรรมเหยียบหัวกบาลโปลิศเอาไว้ ตั้งแต่วันแรกๆที่เข้ารับตำแหน่ง (ซึ่งผมวิจารณ์ไปเรียบร้อยแล้ว และจะไม่หยุดแค่นั้น) ต้องให้ราษฎรเข้าแจ้งความเสียหาย และลงบันทึกรายงานเบ็ดเสร็จประจำวัน (ป.จ.ว.) ไว้เป็นหลักฐาน แล้วกระบวนการจ่ายเงินให้ประชาชน จึงจะเริ่มได้

ราษฎรเขา ‘ด่าเช็ดเม็ด’ กันเลย...เป็นอย่างนั้นไป!!

มาถึงวันนี้ คนไทยเรารู้สึกว่า ไม่มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน จะใช้จ่ายและดำเนินชีวิต ก็เต็มไปด้วยความระมัดระวัง ด้วยยังมีความระแวงว่า ชาติจะล่มจมต่อไปอีก เพราะทางออกของวิกฤติยังตีบตันอยู่ดี ตราบเท่าที่ทหารยังไม่ยอมล่าถอยออกไป จากการครองอำนาจในบ้านนี้เมืองนี้ ให้ผู้คนเขาเห็นเป็นที่ประจักษ์กัน

จึงอยากจะบอกว่า

บรรดาดักดานพรรค์ใด ที่เคยคิดไม่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แถมตัวหัวโจกก็ดีแต่เอาหัวมุดซุกซบไข่เผด็จการ ก้มกรานกบาลให้พวกยึดอำนาจมาโดยตลอด จนดูไร้เกียรติยศหมดสิ้นศักดิ์ศรี แถมยังทำเป็นออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือ เพราะใจอยากเขย่งเก็งกอยกระโดดพาสชั้น ขึ้นเป็นผู้นำกับเขาบ้าง นั้น

ขอเตือนนิ่มๆว่า อย่าเพิ่งออกอาการวี้ดว้ายกระตู้วู้จนเกินเหตุ เพราะตราบใดที่พวก

ถือปืน เขายังจังก้าร่าเริงเถลิงอำนาจ เป็นปลื้มกับประโยชน์โภคผล จนชักติดใจกับการนั่งแช่ในตำแหน่งแห่งที่โตใหญ่ เย็นตูดสบายริดสีดวงกันเสียแล้ว

มิหนำซ้ำ...กำลังแผล่บๆมันส์ๆ เพลินเพลิดกันอยู่ซะด้วย!


เขาจะยอมคืนคายอำนาจ ให้พวกผีดิบคืนชีพ...ง่ายดายอย่างนั้นเชียวเรอะ!!?

...........................


ท้ายบท เนื่องจากไม่สามารถทำให้บทความนี้ จบลงได้อย่างสมบูรณ์ในตอนเดียว ด้วยเกรงว่าท่านผู้อ่านจะเมื่อยสายตาเสียก่อน ขอยุติภาคแรกไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน

โปรดติดตามตอนจบในฉบับหน้า ซึ่งจะใช้ชื่อ ตอนที่ ๒๙๐ ว่า
ต้องให้กำลังใจกันไว้นะ...คนไทย! (ภาคจบของ “คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก!”)

รับรองว่า สนุกน่าติดตามไม่แพ้ Spider Man ภาค ๒ เลยครับ...๕๕๕
กำลังโหลดความคิดเห็น...