xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 287 “ทำไมนักการเมืองระดับ 'อภิแสบ' ถึงต้องหดหัว!?”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งถ้วยแล้ว รู้สึกสดชื่นนักด้วยออกกำลังอย่างเต็มขนาด อีกทั้งตอนนี้อากาศทางเหนือที่บ้านผมชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝน ทำให้เช้านี้สดใสเย็นสบายมากทีเดียว จึงลงมือเขียนต้นฉบับด้วยความเบิกบานสำราญใจเป็นที่ยิ่ง ด้วยมีหัวข้อที่กำหนดจะเขียนเอาไว้ในใจแล้ว

ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารคงจะเห็นว่า สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลก ได้มีการเลือกตั้งกันทั้งประธานาธิบดี ผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก แม้กระทั่งเวียตนามเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งแม้บ้านเมืองยังเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่สมาชิกสภาสมัชชาของเขา ที่ได้รับการคัดเลือกมาให้ประชาชนเลือกตั้งอีกทอดหนึ่งด้วยซ้ำ แต่กลับทำหน้าที่ป้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มพิกัด ส่วนคนไทยเรานั้น ก็ได้แต่นั่งแห้งเหี่ยวหัวโต มองดูชาติอื่นเขาเล่นกันไป เพราะประชาธิปไตยในบ้านเรา

ยังลูกผีลูกคนเต็มที!

หากท่านผู้อ่านสังเกตสักนิด จะเห็นได้ว่า ในการเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ ไม่ว่าเป็นชาติใดก็ตาม ต่างก็มีคำปฏิญานว่า จะปกปักรักษารัฐธรรมนูญกันทั้งนั้น เพราะเขาเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์

ไม่ใช่มีไว้ใช้ดักตะกวด อย่างที่หัวโจกพวกร่างรัฐธรรมนูญ เขาว่าเอาไว้!

ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่เพิ่งผ่านสายตาคนไทยเราไปนั้น ทำกันใหญ่โตและดูหรูหรา มีสีสันหรูหรามากตามสไตล์ปาริเซียง ส่วนของสหรัฐนั้นพิธีค่อนข้างเรียบง่ายและดูเคร่งขรึกว่า แต่ความสำคัญไปอยู่ตรง The Presidential Oath of Office คือ คำปฏิญานหรือสาบานตน เพื่อเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งจะต้องสาบานต่อหน้าพระคัมภีร์ไบเบิล ว่า

I do solemnly swear (or affirm) that I will faithfully execute the office of President of the United States, and will to the best of my ability, preserve, protect, and defend the Constitution of the United States.

ผู้ที่เข้ารับตำแหน่งจะต้องยืนยันหนักแน่นว่า จะปกปักรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญของสหรํฐอเมริกา!

ใช่แต่ผู้นำประเทศเท่านั้น แม้แต่ข้ารัฐการของสหรัฐเอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ก็จะต้องปฎิญานว่า จะปกปักรักษารัฐธรรมนูญของสหรัฐเอาไว้ และหากใครที่เป็นคอภาพยนตร์ต่างประเทศ อาจเคยดูหนังเรื่อง Moscow on the Hudson ซึ่งโรบิน วิลเลี่ยม (Robin Williams) เล่นเป็นตัววลาดิเมียร์ อีวานอฟ (Vladimir Ivanoff) นักแซกโซโฟนในวงดนตรีชาวรัสเซีย ที่ขอลี้ภัยการเมืองเข้าสหรัฐ ตอนมาแสดงในประเทศเสรีแห่งนี้ และพบรักโดยบังเอิญ กับ ลูเชีย ลอมบราโด (Lucia Lombardo) พนักงานสาวของห้างบลูมมิงเดล ที่แสดงโดย มาเรีย คอนชิต้า อลองโซ (Maria Conchita Alonso) ซึ่งเล่นเป็นคนต่างด้าว เข้าเมืองมะกันมาทำมาหากินเหมือนกัน และต่อมานางเอกของเรื่องได้สัญชาติสหรัฐ ซึ่งจะต้องเข้าพิธีสาบานตน

ผมเองนั้นไม่เคยเห็น พิธีของคนต่างด้าวกล่าวคำสาบาน หรือปฏิญานตนเป็นพลเมืองของสหรัฐ แต่ในฉากหนังเรื่องนี้ เขาแสดงให้เห็นพิธีการ ที่ต้องกระทำต่อหน้าผู้พิพากษาของรัฐ ซึ่งจะเป็นผู้กล่าวนำคำปฏิญาน และคนต่างด้าว (นับร้อยคน) ที่ได้รับสัญชาติสหรัฐว่าตาม

ในคำปฏิญานนั้น ผู้พิพากษาท่านกล่าวนำ ให้คนต่างด้าวนั้นสาบานว่า

จะละทิ้งความเชื่อมั่นในประเทศเก่าของตัว รวมทั้งความเคารพเชื่อฟังในประมุขแห่งรัฐเดิมของตน และจะต้องจงรักภักดี และรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

คำสาบานจบลง ตรงประโยคที่ผู้พิพากษาท่านพูด ว่า

“So help me God!”

พอสิ้นเสียงนี้เท่านั้น พลเมืองใหม่ของสหรัฐ ต่างพากันกระโดดตัวลอย ด้วยความตื่นเต้น เปล่งเสียงไชโยโห่ร้องอย่างอึกทึกด้วยความปลื้มปิติ และโผเข้ากอดกันกับญาติและพรรคพวกที่ตามมาให้กำลังใจ

ดูแล้วขลังศักดิ์สิทธิ์...น่าปลื้มใจแทน

ส่วนของบ้านเรานั้น เมื่อคนต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยแล้ว จะต้องมารายงานตัวที่ตำรวจสันติบาล เพื่อขอรับเอกสารสำคัญไปแจ้งกับทางอำเภอหรือเขต ก่อนรับเอกสารไปจะต้องสาบานตัวตามกฏหมาย ต่อเบื้องพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและธงชาติไทย ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และแผ่นดินไทย

การสาบานนี้ โดยปกติจะมีนายตำรวจกล่าวนำ หากนายตำรวจไม่ว่าง คุณจ่าหรือ
นายดาบก็ว่านำแทนไปเลย ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรทั้งสิ้น ทำกันอย่างเงียบๆแบบพอเพียง ไม่เอิกเกริกเหมือนชาติอื่เขา ไม่มีแม้กระทั่งการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย อาจดูไม่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์เหมือนชาติอื่นเขา และไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า จะต้องปกปักรักษารัฐธรรมนูญของประเทศไทย ด้วยซ้ำไป

ารกล่าวคำปฏิญานว่า จะรักษารัฐธรรมนูญของชาติเอาไว้ในบ้านเรา หากเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. ก็จะกล่าวกันเพียงครั้งเดียว ในวันแรกของการประชุมสภา ก่อนที่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเท่านั้น จึงดูเหมือนว่า ส.ส.และ ส.ว.ที่เราเคยมีมา ไม่ได้ใส่ใจที่จะรักษารัฐธรรมนูญของชาติเอาไว้ให้มั่นคง ตามคำสาบานหรือปฏิญานแต่อย่างไร

ใครเขาจะล้มล้าง หรือฉีกรัฐธรรมนูญเล่น ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก!

ส่วนพวกที่ปฏิญานตนว่า จะจงรักภักดีปกปักรักษารัฐธรรมนูญนั้น ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า ตำรวจไทยนี่แหละครับ ที่เปล่งวาจาปฏิญานทุกวัน โดยเฉพาะหน่วยที่เป็นส่วนการศึกษาอย่างโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หน่วยฝึก หน่วยกำลังรบของตำรวจอย่าง หน่วยตชด. ซึ่งจะต้องมีการเรียกแถวสวดมนต์กันทุกวัน และมีการกล่าวคำปฏิญานตนตามแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หลังสวดมนต์จบลง

ในคำปฏิญานของตำรวจนั้น มีข้อความชัดเจน ว่า

"ข้าฯจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ

ข้าฯจะระงับทุกข์และบำรุงสุขให้กับประชาชน ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์..."


นี่ก็เล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน จะได้รู้ว่า อาชีพอย่างคนเขียนนั้น ได้ปฏิญานตนไว้แล้วว่าจะปกปักรักษารัฐธรรมนูญ จะให้กลายไปเป็นเสือคล้อย หรือเห็นดีเห็นงามกับพวกที่ฉีกรัฐธรรมนูญเล่นนั้น

คงจะทำไม่ได้เด็ดขาด!

เรื่องรัฐธรรมนูญยิ่งคุยยิ่งชักจะมัน เห็นจะต้องขอยกข้อความบางตอนในกาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๒๖๘ “ขอทานการเมือง...มีจริงๆ นะจ๊ะ!?”เมื่อต้นปีนี้เอง มาให้ดูกันอีกครั้ง เพราะผมเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับ...

....มาถึงวันนี้ บรรดาพวกขอทานทั้งฝ่ายอดีตรัฐบาลเมืองสาระขันขัน ไม่เว้นแม้แต่ขอทานฝ่ายค้าน ต้องนั่งร้องเพลงรอไปอีกนานทีเดียวเชียว จากนี้ต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ไม่รู้ว่า

คนที่มีอำนาจเขาจะหงายกะลา เคาะส่งสัญญาณให้มีเกมประชาธิปไตยเล่นกันอีกเมื่อไหร่ เพราะยังเป็นเรื่องของเวรกรรมในอนาคต

ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่เขาเล่นเกมอำนาจอยู่ อาจติดลมบน ทั้งอมทั้งดูด เล่นเพลินอยู่พวกเดียวต่อไปอีกหลายๆปี เหมือนดังที่ปรากฏในอดีต ก็ล้วนแค่เป็นไปได้ทั้งนั้น

ส่วนฝ่ายหลังคือพวกค้านอาชีพนี่หนักหน่อย แม้ขอทานโต๊ะจีนตุนไว้ได้มากก็จริง แต่หัวหน้าก๊กก็ลงทุนโฆษณา หาเสียงล่วงหน้าเอาไว้ไม่ใช่น้อย แต่สะดุดเพราะการเลือกตั้งไม่มี แล้ว แถมเรื่องคอรัปชั่นของพรรคพวกตนที่ก่อไว้ ก็ดันโผล่หางแดงโร่ กำลังจะเข้าเครื่องประหารหัวหมาอยู่รอมร่อหลายคน เลยต้องแก้เกี้ยวกลบข่าว ด้วยการกล่าวหาคนโน้นคนนี้เปะปะเรื่อยไป

แต่ไม่มีใครเขาเชื่อน้ำหน้า!...

ไม่น่าเชื่อว่า ความเป็นไปในสาระขันขันเมืองสมมติของตัวเอง จะมาสอดคล้องกับเหตุการณ์ของสยามประเทศจนได้ เพราะเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมานี้เอง รัฐบาลทหารของนายพลสุรยุทธ์ฯได้ปฏิบัติที่ไม่ต่างอะไรกับการ “เคาะกะลา” โดยให้หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหลายหรือผู้แทน ไปชุมนุมกันที่ทำเนียบรัฐบาล เสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ฉบับสมาชิก สสร.ลิ่วล้อทหาร (เพราะทหารเป็นผู้ตั้งและคนพวกนั้น ดันยอมรับตำแหน่งที่จะทำหน้าที่ยกร่างให้) ซึ่งเพิ่งจัดทำเสร็จหมาดๆ

เห็นภาพบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหลาย และนักการเมืองอีกหลายคน เดินจ๋องๆเซื่องๆ เข้าไปร่วมประชุมครั้งนี้กันแล้ว ให้สลดใจนัก เพราะดูราวกับพวกเขาไม่มีทางเลือก เหมือนถูกต้อนเข้าคอก ด้วยท่าทีที่ยอมจำนน ไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี

หลายคนที่เดินเข้าไปคอกทำเนียบนั้น น่าจะมีท่าทางองอาจสง่าผ่าเผยมากกว่านี้ แต่ดูเท่าไหร่ก็กลับไม่มีบุคลิกผู้นำหลงเหลืออยู่เลย และนึกไม่ถึง ว่า

บุคคลากรของทุกพรรค ที่มุ่งมาดว่าจะเป็นผู้นำทางการเมืองประเทศไทยของเราต่อไปในวันข้างหน้า ต่างก็ไม่ได้แสดงความห้าวหาญ ที่จะตำหนิการเข้ายึดครองบ้านเมืองของพวกทหาร ซึ่งทำความเสียหายให้กับประเทศชาติของเราอย่างใหญ่หลวงในทุกๆด้าน ก่อทั้งปัญหาภายในประเทศ แผ่ขยายไปถึงเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังสร้างความบอบช้ำความแตกแยก ให้กับบ้านเมืองของเราอย่างไม่เคยเห็นกันมาก่อน แต่นักการเมืองเหล่านี้ กลับแสดงความโอนอ่อนผ่อนปรน กับพวกก่อรัฐประหารและพรรคพวกอย่างน่าประหลาดใจ

การยกทีมไปคารวะรัฐบาลในวันนั้น ดูแล้วตลกมาก เพราะเขาจับให้พวกหัวหน้าพรรคนั่งเรียงกันเป็นลูกระนาด เหมือนนักเรียนมาปรากฏตัวฟังโอวาทจากครูใหญ่วันเปิดเทอม

ตัวนายกเขียงยายเฒ่า ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ เล็คเชอร์ในการปฐมนิเทศก์เพียงไม่กี่นาที ยังไม่ทันจะพูดจาอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ให้มันรู้เรื่องกัน แพลบเดียวก็สะบัดตูดลุกพรึ่บออกจากที่ประชุมไปอย่างไม่ใยดี ทิ้งให้อีตาประธานสภาร่างฯ อดีตเจ้าสำนักประชาธิปไตยใหญ่ คือสถาบันพระปกเกล้า นั่งโด่เด่หัวขาวโพลนรับลูกต่อไป

อพิโถ อพิถัง...ดูแล้วน่าสังเวชจัง เพราะนักการเมืองเหล่านี้ เสมือนตกอยู่ใต้อำนาจของรัฐบาลเผด็จการอย่างแท้จริง ในสายตาของผมนั้น พวกของเขาดูช่างไร้ความสง่างาม และศักดิ์ศรีไม่ไม่เหลือหลอสักนิดให้ติดกาย เพราะ...

แสดงความเป็น ‘เบี้ยล่าง' อย่างเห็นได้ชัด!

เห็นนายประธานหัวขาวที่นั่งเป็นพระอันดับนั้นแล้ว ขอบอกตรงๆเลยนะ สมาชิกสภาลากตั้งกะลากะโหลก ทั้งสภาออกกฏหมายและพวกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้ามองเป็นองค์รวม โดยไม่คิดถึงเรื่องบุคคลแล้ว หาได้รับความเคารพนับถือจากคนเขียนแม้แต่น้อย และแน่นอนยังมีคนอีกเป็นจำนวนมาก ที่มีความคิดใกล้เคียงกับผู้เขียน แต่พวกเขามีเรี่ยวมีแรงเพราะอายุยังน้อย มีบ้านช่องหรือทำงานอยู่ในกรุงเทพและยังแข็งแรง ก็พากันไปเคลื่อนไหว ยกขบวนไปด่าทอพวกยึดอำนาจและสมุนของพวกเขา อย่างสนุกสนานบานเบิก โดยไม่มีท่าทีหวาดหวั่นต่ออำนาจกระบอกปืนแต่อย่างใด

เห็นภาพขบวนการผู้คัดค้านไม่เอาระบอบเผด็จการแล้ว ยิ่งพาลไม่ชอบใจพฤติกรรม โดยเฉพาะพวกที่ปากสนับสนุนประชาธิปไตย แต่ไร้ความเคลื่อนไหว ทำเหมือนตัวเองพิการความคิด อย่างองค์กรสำคัญของชาติ ในด้านการศึกษาที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย และบุคลากรในองค์กรนั้น เช่น พวก ‘สถาบันพระปกเกล้า' นั่นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน

คนในสถาบันนี้มักจะวางเขื่องว่า เป็นผู้นำในการพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองการปกครอง กำหนดท่าทีของตัวเองราวกับเป็น ‘สถาบันหลักแห่งประชาธิปไตย’ เพราะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน ไปเป็นนามของสถาบัน

แทนที่จะได้มีสำนึกจิต ติดกะโหลกกันอยู่บ้างสักนิด ช่วยกันลุกขึ้นเป็นผู้นำประชาชนคัดค้านการยึดอำนาจบ้านเมือง ซึ่งดึงประเทศเราไปสู่ระบอบเผด็จการ หรือแม้แต่อีแค่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับตำแหน่งสมาชิกสภากะโหลกกะลา ให้พวกฝ่ายยึดอำนาจสะดุ้งเกรงกันว่า...

ผู้คนในสถาบันประชาธิปไตยที่ทรงเกียรติของชาติ เขาคัดค้านกันเอาไว้แล้ว แต่เขาเหล่านี้ กลับไม่ได้กระทำการอันสมควร ที่จะเป็นผู้นำทั้งทางปัญญาและเชิดชูไว้ซึ่งหลักปรัชญาแห่งประชาธิปไตย

ด้วยการหดหัว กลัวตัวสั่น ไม่เคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น...น่าประหลาดนัก!

นอกจากไม่ทำเป็นตัวอย่างแล้ว พอทหารตกรางวัลเพื่ออุดปาก โดยเอาตำแหน่งมาล่อ ยกให้เป็นสมาชิกสภาลากตั้งเข้าหน่อยเดียว ยังเสือกออกอาการดีอกดีใจ หูตาแหกรับตำแหน่ง

โดยไม่อายฟ้าดินกันเลยแม้แต่น้อย...น่าทุเรศมาก!!

ดูไปให้คิดถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ ของประเทศสาระขันขัน เมืองสมมติที่ผมเขียนเอาไว้ใน กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๑๑๘ “เหี้ยส่องกระจก!” (ท่านใดยังไม่เคยอ่าต้องคลิกเข้าไปดู ไม่งั้นเสียดายแย่) ซึ่งตั้งแต่มีพรรคนี้มา ก็ไม่เคยมีประวัติคัดค้านเผด็จการเลย

ตั้งแต่ในอดีตนั้น ยามใดบ้านเมืองมีระบอบประชาธิปไตย และมีการเลือกตั้งกัน หัวหน้าก๊กก็พาลูกแก๊งยกโขยงออกมาหาเสียงกันทีหนึ่ง หากยามใดบุญพาวาสนาส่ง ยามใดวาสนาชะตาส่งได้เป็นรัฐบาล ก็สนุกสนานเริงร่า

ทำมาหารับประทานกัน...เพลิดเพลินไป!

พอเขาปฏิวัติตูมตามกันขึ้นมา ก็ไม่ได้สำแดงความเป็นนักสู้ เพื่อประชาธิปไตยให้ชาวบ้านได้เห็นกัน แต่ยุติเรื่องการเมืองไว้ชั่วคราว กลับไปทำมาหากินตามอาชีพของตน

ไปขายยาอม ขายหมากเหม็นไปว่าความ เป็นแม้กระทั่งเจ้ามือหวยเถื่อน หรือประกอบอาชีพอื่นๆ ที่แต่ละคนถนัด

ถึงเวลาเขาเคาะกะลาให้เลือกตั้ง ก็แห่กันมาใหม่ แต่พอพวกคนถือปืนลุกขึ้นมาเขกกบาลโป๊กเข้าให้ แล้วบอกว่า

“เฮ้ย...พวกเอ็ง...จงออกไป!”

เท่านั้นก็ปากคอสั่น ก็เดินจ๋องๆ เชื่องๆ ทำเซื่องซึมออกไปหาสง่าราศรีไม่เจอ

แถมบางรายยังทำตัวราวกับเป็น ‘อภิแสบ’ (คือแสบอย่างยิ่งยวด หรือโคตรแสบ) ดันผ่าพูดจาสนับสนุนฝ่ายยึดอำนาจไปจากประชาชน มิหนำซ้ำยังพูดทำนองยกย่องว่า การกระชากอำนาจซึ่งเป็นของประชาชนไปนั้น เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว

อ้าว...เห็นพวกมีปืนมาจี้ เป็น ‘เตี่ย’ เข้าไปอีก...ทุเรศมาก อีกเหมือนกัน!!

ดังนั้น พรรคการเมืองของคนไทย ที่มีอยู่หรือถ้าโชคดีไม่ถูกยุบไปเสียก่อน รวมทั้งพรรคที่จะเกิดใหม่ต่อไปในอนาคต...

จงอย่าได้ทำตัวเป็นพรรคที่ยอม ศิโรราบกับพวกเผด็จการ เหมือนพรรคการเมืองอัปรีย์ของสาระขันขันประเทศ ที่ได้เล่าให้ฟังไปแล้ว

ขอให้พวกท่านทั้งหลาย จงรวมตัวกันเข้า และกล้าหาญพอที่จะเป็นผู้นำของประชาชนคนไทยยามชาติมีวิกฤติ หรือเมื่อระบอบประชาธิปไตยถูกทำลายล้าง เพราะหากพรรคการเมืองซึ่งมวลสมาชิกจำนวนมาก ไม่ยินยอมและขัดขืนต่ออำนาจเผด็จการ...แล้วไซร้.

เหล่าพวกที่จะกรูกันเข้ามายึดอำนาจ ไม่มีทางกระทำการได้สำเร็จลงไปได้เลย เพราะในประวัติศาสตร์ การปะทะกันระหว่างพวกถือปืนกับชาวบ้าน แม้ความเสียหายจะเกิดกับประชาชนก็จริง แต่ลงท้ายฝ่ายผู้ที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ก็มีอันต้องพ่ายแพ้ล่าถอยไปในที่สุด ตัวอย่างก็มีให้เห็นกันแล้ว

ฉะนั้น นักการเมืองไทย ที่จะเป็นผู้นำของชาติต่อไปในภายภาคหน้า จะต้องลุกขึ้นมา และรวมตัวกันเข้า ต่อต้านการปฏิวัติด้วยความองอาจโดยเปิดเผย และปราศจากความยำเกรงหรือหวาดกลัวต่ออำนาจที่ไม่ชอบธรรมนั้น จงจำไว้ นานาอารยะประเทศนั้นเขาถือ ว่า

การปฏิวัติรัฐประหาร เป็นการเหยียดหยาม ศักดิ์ศรีของมนุษยชาติ อย่างเลวร้ายที่สุด!

ต่อจากนี้ ขออย่าให้ประชาชนเขาเห็น คนระดับหัวหน้าพรรคต้องเดินคอตก ตีต๊อกเกาะกันยาวเป็นขบวนรถไฟที่ขนอาจมสี่ห้าสิบตู้ แล่นติดๆกันไปขอรับส่วนบุญจากรัฐบาลและคณะผู้ปกครองทหาร ที่ทำเนียบกันอีกเป็นอันขาด

เห็นแล้วรับไม่ได้เลยจริงๆ...ไม่รู้จักอายกันบ้างหรือไงนะ!?


.................
กำลังโหลดความคิดเห็น...