xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 284 “พล.อ.สนธิฯไม่ยอมเป็นนายกรัฐมนตรี แค่นี้ก็ดีกับประเทศไทย นักหนาแล้ววววว!!!”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้....จิบกาแฟขมแล้ว ยังนึกถึงคำพูดของคุณ ‘พิสิทธิ์ กีรติการกุล’ หรือ คุณหว่อง ผู้ดำเนินรายการทั้งทางวิทยุโทรทัศน์ และทางวิทยุ ที่ผมขอยกย่องว่า มีความขยันขันแข็งในอาชีพมากจริงๆ เพราะไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด คุณหว่องก็มีรายการของตัวเองและร่วมกับผู้อื่น ทำรายการหลากหลายด้วยความสม่ำเสมอ อีกทั้งมุมมองของนักสื่อสารมวลชนผู้นี้ ก็มีความเป็นกลาง รับฟังได้ไม่ขัดหู มีการค้นคว้าข้อมูล ทำการบ้านมานำเสนอกับประชาชน

ที่เด่นมากคือ มร.หว่อง สามารถถ่ายทอดความคิดของชาวบ้าน ออกมาให้ผู้ชมและผู้ฟังได้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานกว่า ๒๐ ปี แต่เนื่องจากผมอยู่ต่างจังหวัด ไม่มีค่อยได้รับฟังรายการทางวิทยุกรุงเทพ มาหลังสงกรานต์ปีนี้ ผมมีธุระต้องอยู่ในกรุงเทพ จึงมีโอกาสได้ฟังเรื่องที่คุณหว่องเล่าทางคลื่น FM ๑๐๑ หลังจากที่ผู้ดำเนินรายการคนนี้ เพิ่งเดินทางกลับจากการพักผ่อนในวันหยุดยาว โดยได้ไปเที่ยวสงกรานต์ที่บ้านเกิดมา คุณหว่องเล่าให้ฟัง ว่า

ทุกๆปีนั้น ชาวสวนลำไยจะขายลำไยของตัวเองได้ตั้งแต่ต้นฤดู หรือที่เรียกว่า ‘ตกเขียว’ คือ หลังลำไยออกลูกให้พอมองเห็นแล้ว โดยพวกพ่อค้าจะไปดูในสวน และวางเงินซื้อกันเลย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๐ ให้ความหมายคำนี้ ว่า

คำว่า ‘ตกเขียว’ เป็นคำนาม หมายถึง วิธีการที่นายทุนให้เงินแก่ชาวนานหรือชาวไร่กู้เมื่อข้าวในนาลัดใบหรือลำไยมีลูกขนาดหัวแมลงวันแล้ว โดยตกลงกันว่าชาวนาชาวไร่จะให้ข้าวเปลือกหรือลำไยแก่นายทุนแทนเงิน หลังจากนวดข้าวหรือหลังจากเก็บลำไยได้แล้ว, โดยปริยายหมายถึงการที่พ่อแม่รับเงินจากนายทุน ซึ่งจ่ายให้เป็นค่าตัวเด็กผู้หญิงซึ่งยังเรียนหนังสือไม่จบไว้ล่วงหน้า เมื่อเรียนจบแล้วนายทุนจะมารับตัวเด็กไปเพื่อค้าประเวณี เป็นการใช้หนี้คืนให้กับนายทุน


ช่างเป็นความน่าอัปยศอดสูอย่างยิ่งของชาติเรา หากฝรั่งมังค่าชาติไหนๆก็ตาม ที่พอจะอ่านหนังสือไทยออก ถ้าได้เห็นคำแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๐ นี้ ต้องส่ายหัวดิกๆ เพราะไม่มีทางเข้าใจเป็นอย่างอื่น นอกจากจะบอกว่า

มีการ ‘ค้าทาสกามเด็ก’ ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ภายในประเทศอันสวยงามแห่งนี้!


คุณพิสิทธิ์ฯบอกว่า แถวบ้านตัวเองแถบจังหวัดลำพูนนั้น โดยปกติแล้วพวกพ่อค้าเขาจะมาก่อนตกเขียวด้วยซ้ำ คือมาวางเงินซื้อกันตั้งแต่ลำไยออกช่อเลยทีเดียว แต่ที่น่าแปลกมากคือ ปีนี้ไม่มีพ่อค้าหน้าไหนเข้ามาในสวน เพื่อตกเขียวหรือจองซื้อลำไยเหมือนกับทุกปี

คุณหว่องถึงกับรำพึงว่าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น...

เป็นเพราะเศรษฐกิจบ้านเราไม่ดี อย่างนั้นหรือ!?

ผมเองในฐานะที่มีนิวาสถาน อยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านเกิดของคุณหว่องนัก ก็พอจะทราบต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้อยู่บ้าง อยากบอกให้ทราบเป็นข้อมูลว่า

เมื่อ ๒ ปี ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพบสนทนากับศาสตราย์จารย์ เจี่ย แยนจอง (ยรรยง จิระนคร) ซึ่งเคยถวายการสอนสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และ ‘มติชน’ ให้คำยกย่องว่าเป็น “ศาสตราจารย์สองแผ่นดิน” ซึ่งท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทย ใครอยากรู้จักท่านลองหาหนังสือ รวมความรู้ "ไทยศึกษา" ของ "ศาสตราจารย์สองแผ่นดิน" ซึ่งมติชนเป็นผู้จัดพิมพ์ดู ก็จะทราบว่าท่านอาจารย์เจี่ยผู้นี้ ศึกษาเรื่องราวของคนเผ่าไทย ในภาคต่างๆของจีนไว้อย่างละเอียดลอออย่างน่าทึ่ง!

การคุยกันในครั้งนั้น ได้จุดประกายทางความคิดให้กับผมหลายเรื่อง แต่มีอยู่เรื่องคือ การทำข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคีระหว่างไทย-จีน (FTA) ที่ผมเห็นว่าเรื่องข้อตกลงทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชผักผลไม้นั้น ทำให้เมืองไทยเสียเปรียบมาก เหตุผลสำคัญคือ

ทางเมืองจีนสามารถส่งพืชผล ล่องลงมาตามแนวแม่น้ำโขง เป็นการล่องตามกระแสน้ำ ผลผลิตของเขาจำนวนมากมาย จึงสามารถเดินทางจากท่าเรือในสิบสองปันนา มาถึงเมืองเราได้อย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาเพียง ๑๕ ชั่วโมงเท่านั้น แต่เมื่อเราจะส่งสินค้าไปขายที่เมืองจีนโดยเส้นทางเดียวกัน จะเป็นการขนส่งทวนน้ำขึ้นไป ก็กินเวลามากกว่ากันไปกว่า ๓ เท่าตัว ค่าระวางสินค้าก็จะแพงกว่ากัน และต้นทุนของเราจะสูงขึ้นตามไปด้วย

นี่คือข้อ ‘เสียเปรียบ’ อย่างชัดเจน!

ความสะดวกในการที่อยู่ต้นน้ำของจีน ทำให้พืชผักผลไม้ราคาแสนถูกจากจีน ถูกทุ่มเข้ามาประเทศเรา พร้อมกับสินค้าอย่างอื่นอีกเป็นจำนวนมหาศาล

ข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคีระหว่างไทย-จีน ทำให้เกษตรกรของเราประสบความลำบาก หลายครอบครัวสูญเสียอาชีพที่ทำมาตั้งแต่ดั้งเดิม อย่างเช่นชาวไร่หอม กระเทียม เป็นต้น แถมสินค้าเกษตรของจีน ยังสามารถเก็บรักษาได้นาน อย่างแอบเปิล สาลี่ ส่วนผลไม้บ้านเราอายุสั้นกว่า การเน่าเสียก็ง่ายกว่า ยิ่งใช้เวลาเดินทางนานก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก สรุปได้ว่า

เรื่องพืชผักผลไม้นี้ เราเสียเปรียบจีนทุกประตู และที่สำคัญรัฐบาลไทยไร้ซึ่งมาตรการในเรื่องการเยียวยาความเสียหายของเกษตรกรอย่างชัดเจน พี่น้องเกษตรกรจึงต้องสูญเสียอาชีพของบรรพบุรุษไปอย่างน่าสงสาร และน่าเสียดายเป็นที่สุด

ที่เรามองข้ามไปอีกอย่างก็ก็คือ เมื่อผลไม้เมืองจีนถูก อย่างแอบเปิลเมืองจีน ที่พ่อค้าแม่ค้าขนขึ้นรถไปเร่ขายตามภาคอีสาน และภาคเหนือ ลูกละแค่ ๕ บาท มีประโยชน์ต่อร่างกายเด็กมากกว่าผลไม้บ้านเรา ที่มีความหวานสูง แถมเด็กๆของเราก็กลับไปชอบผลไม้จีนเอามากเสียด้วย ความสนใจที่จะบริโภคผลไม้ไทยในหมู่เยาวชน จึงน้อยลงไปอีก

ด้วยสารพัดเหตุเหล่านี้เอง ทำให้ผลไม้ในบ้านเรา ราคาถูกลงไปอย่างมาก ชาวสวนแทบจะรักษาอาชีพตนเอาไว้ไม่ได้ ราคาผลไม้ของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ในฤดูกาล ตกต่ำลงมากอย่างน่าใจหาย ปรากฏการณ์ที่น่ากลัวแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย เราก็ได้เห็นกัน ตัวอย่างมังคุด จากกิโลกรัมละ ๘๐ บาท ลดเหลือแค่กิโลละ ๕ บาทเท่านั้น ชาวสวนต้องฟันต้นมังคุดทิ้ง...เป็นความย่อยยับ ของชาวสวนผลไม้ไทยโดยแท้!

นอกจากนั้นที่สำคัญคือ จากการสนทนากับท่านอาจารย์เจี่ย ทำให้ผมได้ทราบว่า ทางเมืองจีนนั้น เขาได้นำพันธ์ลำไยที่พัฒนาแล้วไปจากเมืองไทย ไประดมปลูกกันในแถบทางใต้ของจีนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบริเวณแคว้นสิบสองปันนา ที่มีอากาศใกล้เคียงกับทางเหนือตอนบนของเรา ซึ่งขณะนี้เวลาผ่านมาพอสมควร น่าจะให้ผลผลิตได้แล้ว ต่อไปในภายภาคหน้า ความต้องการลำไยจากเมืองไทยของประเทศจีน ก็จะลดน้อยถอยลงไป จนถึงขั้นจีนอาจไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อลำไยจากไทย ก็เป็นไปได้

ฟังแล้วน่ากลัวชะมัดยาด!

อีกหน่อยราคาลำไย ผลไม้ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจทางภาคเหนือ ก็คงจะต้องประสบชะตากรรมเหมือนพืชผลอื่น...ไม่ได้แตกต่างกันไปเลย!!

หลังจากการรัฐประหารเป็นต้นมา ชาวบ้านต่างรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจของตนและบ้านเมือง ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ความหวาดกลัวกำลังกระจายไปในหมู่ผู้คน เพราะเขารู้สึกว่าตั้งแต่มีการปฏิวัติและมีรัฐบาลใหม่ ฉุดประเทศเราไปพบความยุ่งยากทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ยกตัวอย่างให้ดูสักเศษเสี้ยว ก็พอได้...

...เพียงไตรมาสแรกเท่านั้น ภาพก็ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนไว้ก่อนหน้านี้ว่า ภาวะการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวกลับคืนสู่ภาวะปกติ

สำหรับการ ‘เดินห้าง’ ของชาวบ้าน แต่ไม่ซื้อสินค้า ยังปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งตลาดแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งโดยปกติยอดขายจะเติบโตเสมอมา และเน้นหนักไปที่สินค้าจำเป็นต้องกินต้องใช้ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน หาได้รับการยกเว้นใดๆทั้งสิ้น

ประธานบริษัทดีทแฮล์ม คือคุณ ‘สมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล’ ซึ่งเป็นบริษัทเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง และเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย แจกแจงให้เห็นด้วยว่า

บรรยากาศแห่งความกระอักกระอ่วน ที่ภาคธุรกิจกำลังประสบอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมืองที่ยังคงอึมครึมและเปลี่ยนแปลงไปทุกเดือน ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับแผนอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถวางแผนระยะยาวตลอดทั้งปี

การใช้จ่ายของประชาชน ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ตกอยู่ในสภาพฝืดสนิท และ ปรากฏภาพที่ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับแล้ว ว่า

ผลสะท้อนอันเลวร้ายของความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาของค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงกันว่า จะส่งผลต่อภาคการส่งออกในระยะยาว รวมไปถึงความไม่สงบในภาคใต้นั้น ที่รัฐบาลเหมือนสิ้นปัญญาและความสามารถในการปราบปราม ได้สะท้อนผลในแง่จิตวิทยา ต่อการจับจ่ายใช้สอยอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแล้ว

กล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เป็นภาวะฝืดสนิท ที่เกิดขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า!

ปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี ที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในกลุ่มเซ็นทรัลออกมายอมรับโต้งๆว่า ยอดขายในไตรมาสแรกไม่มีการเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

แต่ความน่าสนใจ กลับอยู่ตรงที่ว่า

ยอดขายที่ทำได้เพียง "เสมอตัว" นั้น ไม่ได้มาง่ายๆ หากเกิดจากการทุ่มเทสรรพอย่างความสามารถของทางห้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักโปรโมชั่น เพิ่มความถี่ในโปรโมชั่นให้มากขึ้น ที่สำคัญมากคือ การรีดเอาศักยภาพการทำงานจากพนักงานทุกๆ คนด้วย

เรียกว่า ต้องเหนื่อยยากอย่างสาหัส!

อาการชะงักงันที่เกิดขึ้นกับห้างเซ็นทรัล รวมทั้งห้างอื่นๆที่ประสบชะตาเดียวกันแต่ทำได้ไม่ดีเท่ากับเซ็นทรัลห้างเก่าแก่นี้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ยังสอดรับกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพสามิต ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังคล้องจองกับตัวเลขการจับจ่ายด้วยบัตรเครดิต ที่ลดต่ำลงเป็นลำดับ แม้จำนวนบัตรใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณการใช้จ่ายในเดือนกุมภาพันธ์กลับลดฮวบลงถึง ๙,๖๖๔ ล้านบาท จากเดิมที่มีปริมาณการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ ๖๔,๔๓๒ ล้านบาท ลดลงถึง ๑๓.๐๔ % เลยทีเดียว

นี่ยังไม่รวมถึงนักวิชาการชื่อดังอย่างนาย ‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ จากค่ายเงินทุนภัทร ที่ถึงกับออกปากทำนายทายทักไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า

ผลกระทบในไตรมาสแรกที่ว่าหนักหนาสาหัสแล้ว ยังไม่เท่ากับไตรมาส ๒ และ ๓ ที่กำลังคืบคลานเข้ามา ผู้คนใจเต้นระทึกรอเวลาความตัวเลขที่จะดิ่งเหวกันอีก!

พูดง่ายไม่อ้อมค้อม ก็ต้องบอกกับท่านผู้อ่าน ว่า

สาเหตุสำคัญมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งผมแจ้งเตือนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบทราบ ก่อนมีการรัฐประหารด้วยซ้ำ ไม่ได้เพิ่งมาทำ ‘ดัดจริต’ ว่ากล่าวเอาตอนนี้ แต่ได้บอกเอาไว้ชัดเจน ไม่อ้อมค้อมว่า “การปฏิวัติหรือรัฐประหาร มีแต่จะผลักประเทศให้ถอยหลังไปเท่านั้น...”(กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๒๔๖ “คุกตะรางไม่ได้มีไว้ขังหมา!” )

ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นโชคร้ายของประเทศเราอย่างยิ่ง เพราะดันมาถูกกระหน่ำซ้ำเติม ด้วยการบริหารของรัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ฯที่...มือไม่ถึงอีกด้วย!

ไม่ต้องยกตัวอย่างไปไกลที่ไหน ฟังจากคนที่เพิ่งเข้ามาร่วมกับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะเมื่อปลายเดือนที่แล้วนี้เองหนังสือพิมพ์เขาพาดหัวว่า

“ฉลองภพ" ว้ากคมช.ทำเศรษฐกิจพินาศ”

แถมโปรยข่าวยังบอกอีกว่า

...รัฐมนตรีคลังตีแสกหน้าคมช. ระบุทหารปฏิวัติ ไล่ล้างระบอบ"ทักษิณ"ล้มนโยบายประชานิยมทำเศรษฐกิจพัง เม็ดเงินไม่ถึงรากหญ้า บ้านเมืองวุ่นวาย จนปัญญากระตุ้นหากการเมืองยังไม่นิ่ง...


ขนาดไปชวนอีตาคนนี้จากที.ดี.อาร์.ไอ.มาร่วมรัฐบาลด้วย เขายังไม่ไว้หน้าแม้แต่นิด!

ในระหว่างนี้ นักวิชาการ เจ้าของกิจการ พ่อค้าแม่ขายในประเทศ เขาวิตกกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงนั้น...

ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร และการบริหารที่ขาดประสิทธิภาพ ของรัฐบาลปัจจุบันชุดทหารตั้ง
ที่ฝรั่งเรียกว่า Junta Government ซึ่งขาดความเชื่อถือจากชาวโลกอยู่แล้วเป็นตัวการ ความสันพันธ์กับนานาประเทศก็ย่ำแย่สุดๆ (จะเขียนแจงเรื่องนี้อีกครั้ง) ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเรา ตกต่ำอย่างรวดเร็ว

ดัชนีชี้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ร่วงหล่นลงมาเป็นอันดับท้ายตาราง ของภูมิภาคนี้เรียบร้อยแล้ว!


นอกจากนั้น สดๆร้อนๆเมื่อ๒๕ เม.ย.๒๕๕๐ นี้เอง สื่อมวลชนในประเทศได้ลงข่าวเอง นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้แถลงประจานรัฐบาลและ คมช. ว่า

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการตัดโครงการประชานิยม ทำให้เงินกระจายไปไม่ถึงประชาชนระดับฐานราก เริ่มส่งผลให้ลูกค้าของ ธอส.จำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคอีสานเริ่มผิดนัดชำระหนี้ ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๙ ที่ผ่านมาจนถึงเดือน มี.ค. ๒๕๕๐ ทำให้ ธอส.มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รายย่อยเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี ๒๕๔๙ ที่อยู่ระดับ ๓๐,๔๕๐ ล้านบาท หรือ ๕.๖๙ %ของสินเชื่อรวม ล่าสุดในเดือน มี.ค.มีเอ็นพีแอลเพิ่มเป็น ๓๓,๑๙๐ ล้านบาท หรือ ๖.๐๙ %

เท่านั้นยังไม่พอ ประชาชาติธุรกิจวันธุรกิจวันถัดมา พาดหัวให้อกสั่นขวัญแขวน ว่า

“ศก.หัวทิ่ม-นำเข้าทรุดกดจีดีพี ตู้สินค้าขาดฉุดขนส่งเสียศูนย์”

ตอกย้ำรูปธรรมเศรษฐกิจขาลง นำเข้าต่ำติดดิน คนแถลงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คุณ ‘สุนิดา สกุลรัตนะ’ ผอ.การท่าเรือแห่งประเทศไทยนั่นเอง ทานออกมาชี้แจงด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ส่วนธนาคารชาติของเราก็บอกคนในชาติให้ทำใจกับตัวเลข จีดีพี ที่ ‘หด’ยิ่งกว่าผาหำหด เพราะลดลงเหลือเพียง ๓.๗๕% เท่านั้น...

...ยิ่งหดหู่ใจ หนักเข้าไปอีก!


ก็ขนาดนี้แล้ว นึกไม่ถึงว่าตัวหัวหน้าคณะรัฐประหาร ยังจะโผล่ออกมาลอยหน้าลอยตาแสดงความหลักแหลม โดยให้สัมภาษณ์สื่อสารมวลชน ในทิศทางสวนกลับกับผู้คนเขาทั้งหมด ซึ่งต้องขอรายงานตามข่าวหนังสือพิมพ์ โดยไม่ตัดทอนคำพูดของ พล.อ.สนธิฯ ที่กล่าวว่า

“เข้าใจดีว่าปัญหาที่ทุกคนกำลังกังวลอยู่ ทั้งเรื่องความสงบเรียบร้อยและเศรษฐกิจ ในเรื่องของเศรษฐกิจนั้น การส่งออกเวลานี้มากกว่าห้วงเวลาที่ผ่านมาค่อนข้างสูง และการนำเข้าในเวลานี้ลดลง ขณะนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจดีกว่าที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือ

ทุกคนมีเงินแต่เก็บไว้ไม่ยอมใช้ ทำให้การหมุนเวียนเงินมีจำกัด ทำให้ดูเหมือนเศรษฐกิจหดตัวลง แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะทุกคนกำลังอยู่ในระหว่างการปลูกจิตสำนึกในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”


โอ้โฮ!...ช่างพูดได้ฉลาดสุดๆจริงๆ ฟังแล้วนึกว่าตัวเองกำลังนั่งดูรายการ Mega Clever ทางช่อง ๙ อสมท. จนได้แต่รำพึงกับตัวองว่า...

จะเป็นโชคเคราะห์ของคนไทย หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ ที่บันดาลให้บ้านเมืองเรา ดันต้องมามีนักปฏิวัติที่วิสัยทัศน์กว้างไกลไร้ทางทิศ จนตามติดไม่ค่อยจะทัน ได้แต่นั่งงงงันเพราะนึกไม่ออกว่า

ทำไมประธาน คมช. จึงเฉลียวฉลาดถึงได้ปานฉะนี้!?

ช่างหัวโชคชะตามันเถอะ เพราะถึงอย่างไรตัวผู้เขียนคอลัมน์นี้ ยังอดดีใจแทนคนไทยทุกๆคนไม่ได้ ที่พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ออกมายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ โดยโทรทัศน์นำข่าวมาถ่ายทอดให้ผู้คนเห็นภาพ ได้ยินทั้งเสียงของเจ้าตัวเต็มสองบ้องหูกัน ทั่วบ้านทั้งเมืองแล้ว ว่า...

“ผมจะไม่เป็นนายก”



เฮ้อ...ค่อยโล่งอกไปที...ได้ฟังคำยืนยันมั่นเหมาะอย่างนี้แล้ว อยากจะขอให้คนรู้จักหัวหน้าคณะปฏิวัติ ช่วยไปบอกต่อกับเจ้าตัวอีกสักนิดเถอะ ว่า

จะเป็นเรื่องที่ผู้คนเขายกย่องแน่ ถ้า ‘บังธิ’ จะรักษาคำพูด และใช้เวลาหลังเกษียณอายุราชการ เดินสายไปนั่งกินโรตีมะตะบะกับกูระหม่าแพะ ฝีมือของบรรดาคุณนายตามบ้านต่างๆ ให้ตัวเองมีความสุข

โดยไม่ต้องดิ้นทุรนทุรายตะกายตะกุย ลุยขึ้นไปนั่งเป็นนายกรัฐมนตรี’ !!


...ฮู้ยย์ย์ย์ย์...แค่นี้ก็ดีกับประเทศไทย นักหนาแล้วววว...!!!


..................

กำลังโหลดความคิดเห็น...