xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 280 “กะอีแค่จะ ‘แย่งผัว’ชาวบ้านเขาเนี่ยะ...!!!?”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว โทรศัพท์ไปชวนรุ่นพี่ที่เคารพ ให้เดินทางไปอีสานด้วยกัน เพราะผมจะไปเยี่ยมหลานๆซึ่งหยุดเทอม อีกทั้งบิดาของพวกเขากำลังจะโยกย้ายประจำปีต้นเดือนเมษายนนี้ ไปยังศาลจังหวัดที่เปิดใหม่ และตัวคนเขียนเองจะถือโอกาสพาหลานๆ ไปเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียงด้วย

ความจริงแล้วก็รู้สึกดีเหมือนกัน ที่พ่อของหลานๆไม่เลือกเป็นตำรวจ ตามบรรพบุรุษ แต่กลับไปเลือกสายตุลาการ ทำให้ชีวิตไม่มีความสุ่มเสี่ยงอันใด จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หากไม่อยู่ปฏิบัติในพื้นที่ที่มีปัญหาอย่างภาคใต้ แต่ที่สำคัญคือ ต้องวางชีวิตของตนเองเอาไว้ในกรอบกฎเกณฑ์ ตามจรรยาของวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็น สำหรับผู้ที่เคยชินกับการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ และยึดมั่นในศีลธรรม ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนามาโดยตลอด ทำให้บิดามารดาไม่มีความเป็นห่วงใยแต่ประการใด ชีวิตมีความมั่นคงพอสมควรตามอัตภาพ เพียงแต่ไม่มีความหวือหวา สนุกสนาน ตื่นเต้นและเร้าใจ เหมือนอย่างการเป็นตำรวจเท่านั้น

ที่ดีมากสำหรับข้าราชการตุลาการ คือการรู้ระยะเวลาการโยกย้ายล่วงหน้าแน่นอน สามารถวงแผนชีวิต และการศึกษาของลูกๆได้ ทั้งนี้เพราะรากฐานระบบตุลาการของประเทศเรา ได้รับการจัดวางไว้เป็นอย่างดี มั่นคงกว่าข้าราชการอื่นมาก อีกทั้งเจ้าตัวก็เคยโยกย้ายมาหลายครั้งจนเกิดความเคยชิน จนไม่มีความหนักใจแต่ประการใดเลย

อย่างไรก็ตามการที่มีอาชีพตุลาการ ตั้งแต่เพิ่งเลยอายุเบญจเพสเพียงเล็กน้อยนั้น โดยหน้าที่การงานแล้ว ทำให้จำต้องนั่งประจำอยู่ที่ศาลตั้งแต่เริ่มเวลาราชการ ไปจนถึงสิ้นสุดเวลาทำการ ดังนั้น การเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวัน ไม่ค่อยจะมีมากเหมือนอาชีพอื่น ทำให้พ่อของหลานๆซึ่งเป็นนักกีฬา ร่างกายสูงใหญ่ตามเผ่าพันธุ์คนในตระกูลผม เริ่มจะมีน้ำหนักมากขึ้น แม้จะมีความสูงระดับ ๑๙๐ ซม.แต่ช่วงเวลาเกือบ ๑๐ ปีของการทำหน้าที่พิจารณาอรรถคดี ทำให้น้ำหนักเพิ่มพรวดพราด จากระดับกว่า ๘๐ กว่าสูงขึ้นไปเกือบ ๑๐๐ กิโลกรัมแล้ว

ตรงนี้แหละครับ ที่เป็นปัญหาหนักมากทีเดียว!

ปัจจุบันนี้ การศึกษาในเรื่องการมีน้ำหนักเกินนั้น เป็นเรื่องที่แพร่หลายกว่าเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อนนี้มากทีเดียว ความรู้ในเรื่องโภชนาการต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์นั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทราบกันค่อนข้างดี เช่นการหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารแป้งและน้ำตาล การไม่กินจุบจิบระหว่างมื้ออาหาร การออกกำลังโดยสม่ำเสมอ ฯลฯแต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สวนทางกลับก็คือ ความรู้ในเรื่องการทำให้รสชาติอาหารดีขึ้นนั้น ได้มีการพัฒนาขึ้นมาก อาจเป็นเพราะเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาหาร ง่ายและสะดวกมากขึ้นด้วย เช่น

อาหารประเภทเนื้อสัตว์สมัยก่อนนั้น กว่าจะทำให้นุ่มนวลชวนรับประทาน ก็ต้องใช้เวลาตุ๋นนานหลายชั่วโมง ปัจจุบันก็มีเครื่องตุ๋นระบบสุญญากาศ ที่ทำให้อาหารเสร็จรวดเร็วมากขึ้น ทำให้คนกินง่ายขึ้น อาหารประเภทไขมันสูงอย่างขาหมู แม่บ้านสามารถปรุงให้คนในครอบครัวบริโภคได้เอง โดยไม่ต้องซื้อหา เลยพากันกินมากเข้าไปอีก

นอกจากนี้ ขนมหวานต่างๆมีการปรุงให้รสชาติดีขึ้น รวมทั้งสามารถทำออกมาให้มีรูปลักษณ์สีสันงดงาม ชวนรับประทานมากเป็นเงาตามตัวด้วย และที่น่ากลัวมากคือ การที่เด็กและเยาวชนกลายเป็นพวกติดของหวาน และมีน้ำหนักเกินมากขึ้น จนเป็นที่น่าห่วงใยของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการสาธารณสุขของบ้านเรานัก

ผู้คนที่ติดของหวานหรือขนมต่างๆนั้น มีเกือบทุกอาชีพ บางคนติดตั้งแต่เด็ก เลยอ้วนตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่เพื่อนที่เป็นแพทย์ของผมบอกว่า พระสงฆ์ที่บวชมานานๆจนสีเหลืองของจีวรจับร่าง คือมีอายุพรรษามากกว่าสิบปีขึ้นไป มักกลายเป็นผู้ติดของหวานแทบจะทุกรูป

เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ คนไทยทำบุญเลี้ยงพระนั้น เมื่อจ้าภาพถวายภัตตาหารคาวเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องประเคนของหวานตาม แต่ตามต่างจังหวัดของหวานที่เขาถวายพระสงฆ์นั้น มักวนเวียนอยู่แต่จำพวกขนมไทยประเภท ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ขนมหม้อแกง เท่านั้นยังไม่พอ บางรายอาจเสริมด้วยซ่าหริ่ม ลอดช่องน้ำกะทิเข้าไปอีก แล้วอย่างนี้บรรดาหลวงพ่อ หลวงลุง หลวงน้า หลวงอา ฯลฯ ของพวกเราจะไม่กลายเป็นกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีภาวะน้ำตาลสูงมากได้อย่างไรกัน?

ใครไม่เชื่อ ลองไปสำรวจที่โรงพยาบาลสงฆ์ดูก็ได้!

ธุรกิจการลดความอ้วนนั้น ทำเงินให้กับผู้ประกอบการด้านนี้มาก แต่การทำให้ ‘น้ำหนักลง’ นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริงๆ นอกจากผู้ที่ให้บริการการลดน้ำหนัก จะต้อง
ร่ำเรียนมาทางด้านนี้แล้ว ความตั้งใจมั่นของผู้ที่จะลดความอ้วนนั้น ต้องสูงมากเช่นกัน ผมเคยอ่านข่าวต่างประเทศ มีผู้ต้องการลดน้ำหนักถึงกับทรมานตนเอง ด้วยการเอาน๊อตขันกราม ไม่ให้ตัวอ้าปากได้กว้าง เพื่อการเอาช้อนเข้าปาก จะรับอาหารได้เฉพาะการดูดทางหลอดเท่านั้น ผมอ่านข่าวนี้แล้วปลงอนิจจัง เพราะนึกถึง...

...‘ปากเท่ารูเข็ม’ ของเปรตวัดสุทัศน์...ขึ้นมาทันที!

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นการลดน้ำหนักจะทำได้ยากยิ่ง เพราะคนสูงอายุอย่างผมนั้น อาหารมื้อเย็นที่มีเพื่อนฝูงมาทานข้าวด้วย จะเป็นมื้ออาหารที่มีความสุข เพราะได้คุยกัน กินอาหารพิเศษที่มีรสอร่อย ดื่มน้ำมังสะวิรัติที่มีแอลกอฮอล์เจือปนบ้าง ทำให้การควบคุมน้ำหนักจะทำได้ยาก แถมรายการอย่างนี้ มีประจำอาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย การลดน้ำหนักจึงลำบาก จึงได้แต่ควบคุมไม่ให้เพิ่มขึ้น นอกจากจะหลบลี้หนีหน้าเพื่อนฝูงสักหนึ่งปี ผมอาจน้ำหนักลงจนร่างกายเพรียว หุ่นดี เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นดรัมเมเยอร์ของวชิราวุธและเตรียมทหารก็ได้..

เฮ้อ...ดูเหมือนจะ ‘ฝัน’ มากไปหน่อยแล้ว!!

อย่าว่าแต่คนที่มีอายุมากเลย แม้แต่นักมวยซึ่งมีการฟิตซ้อม หรือตระเตรียมร่างกายมากๆนี่แหละครับ การทำน้ำหนักให้อยู่ในพิกัดก็แสนยาก ยิ่งพวกที่ชกมวยมาแต่ยังเล็ก ตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่ อย่าง‘ชาติชาย เชี่ยวน้อย’ ต้องคุมน้ำหนักให้อยู่ในรุ่นฟลายเวท คือ ๑๑๒ ปอนด์ จำเป็นที่จะต้องอดข้าว อดน้ำ ก่อนชกป้องกันตำแหน่ง และทำให้นักชกผู้นี้มักมีอารมณ์เสียก่อนการชก เพราะผลจากการลดน้ำหนักแท้ๆ

จำได้ดีว่าครั้งหนึ่งชาติชายเคยหงุดหงิด กระทั่งต่อยข้างฝาเปรี้ยงเข้าให้ ผลคือมือเจ็บ จนต้องเลื่อนการชกออกไป เพราะฤทธิ์การอดอาหารนี่แหละ!

นอกจากนั้น การลดหรือควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในรุ่นทำให้นักมวยเก่งๆชกไม่ออก หมดแรงยืนขาสั่น เมื่อการชกผ่านไปไม่กี่ยก ‘สามารถ พยัคฆ์อรุณ’ ขวัญใจชาวไทยอีกคน ที่เป็นตัวอย่างได้ดี

ก่อนป้องกันตำแหน่งรุ่นซุปเปอร์แบนตัมเวท กับ เจฟ เฟเนค ผู้ท้าชิงขาวออสซี่ถึงถิ่นจิงโจ้ นอกจากสามารถต้องอดข้าวอดน้ำแล้ว ยังต้องรับประทานยาขับปัสสาวะเข้าไป เพื่อขับน้ำในร่างกายออกไปอีก ทำให้ต้องขึ้นชกในสภาพร่างกายที่อ่อนแอ เพียงการชกผ่านไปแค่สองยกเท่านั้น แชมป์อย่าง ‘สามารถ’ ก็ยืนขาสั่นแล้ว เลยโดนตะบันถึงพ่ายน้อคเอาท์ไปในไม่กี่ยก และกลายเป็นข่าวใหญ่โต โดยถูกกล่าวหาหาว่าล้มมวย ถึงขั้นต้องเอาไปสาบานที่วัดพระแก้วกันเลยทีเดียว แต่เมื่อนักชกอัจฉริยะคนนี้ ปล่อยน้ำหนักไปชกรุ่นสูงขึ้น ทำน้ำหนักสบายๆ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ก็สามารถคว้าแชมป์ได้อีกรุ่น จนเลิกและลาขาดจากการชกมวย ผันตัวเข้าวงการบันเทิง ด้วยเสียงร้อคเหน่อๆ ไปในที่สุด

การลดน้ำหนักนั้น ทำให้นักมวยเครียดมากจริงๆ เดี๋ยวนี้ยังดีที่นักมวยชั่งน้ำหนักก่อนชกหนึ่งวัน แต่สมัยที่ผมยังบ้ามวยอยู่ และเข้าสนามมวยทุกอาทิตย์ ไปดูนักมวยชั่งน้ำหนักตอนเช้า และชกตอนเย็นเสมอ จึงได้พบความจริงว่า

นักมวยที่ต้องลดน้ำหนัก ๑-๒ ปอนด์ หรือแค่ขีดสองขีดเท่านั้น ตอนเดินออกจากห้องชั่งมาใส่ชุดวอร์ม กระโดดเชือก หรือวิ่งเรียกเหงื่อ เพื่อกลับไปชั่งใหม่ หน้าตาเครียดทุกคน เพราะหากลดไม่ลงก็เป็นเรื่อง อาจโดนปรับ หรือถ้าลดน้ำหนักลงได้แล้ว ตอนเย็นขึ้นชก แรงก็จะหมดเร็วหรืออ่อนเปลี้ยเพลียแรงในยกท้ายๆ โดนบุกเข้าปล้ำหรือจับฟัดเหวี่ยง ก็จะล้มหงายล้มคว่ำ หรือที่ภาษามวยเขาเรียกว่า ‘เหี่ยวปลาย’ นั่นเอง

นักมวยไทยนั้น หากผู้สร้างหรือคนทำมวย ยังไม่เลิกนิสัย ‘เอาใหญ่มากินเล็ก’ หมายความว่า เลี้ยงนักมวยให้น้ำหนักคงที่ไว้ บางทีนักมวยตัวใหญ่ขึ้นเพราะอายุ แต่ก็พยายามทำให้น้ำหนักเท่าพิกัดอยู่อย่างนั้น กลายเป็นตัวใหญ่น้ำหนักน้อย บางทีขึ้นเวทีไปประกบกับคู่ชก ดูเหมือนเป็นมวยคนละรุ่นเลยทีเดียว ทั้งนี้เจ้าของค่ายพยายามที่จะคงความได้เปรียบคู่ชกเอาไว้ แต่ในที่สุดก็ควบคุมน้ำหนักไม่ไหว นักมวยคนนั้นมักจะประสบชะตากรรมเดียวกัน คือต้องมาพ่ายแพ้ในรุ่นที่ตัวเองเคยเก่งฉกาจ แล้วต้องข้ามรุ่นไปในที่สุด!

บทเรียนอย่างสามารถ พยัคฆ์อรุณ นั้น ต่อมายังเกิดขึ้นกับนักมวยอีกหลายคน อย่าง ศิริมงคล ‘เจ้าโอ๋’ สิงห์วังชา ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เพราะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

ใช่แต่วงการมวยเท่านั้น เรื่องนี้ยังแพร่หลายไปในวงการกีฬาอื่น ที่มีการจำกัดรุ่น จำกัดน้ำหนัก อย่างวงการยกน้ำหนัก ใครที่สงสัยว่าการลดน้ำหนักนั้น ทรมานแค่ไหน ลองถามคุณไก่ ‘ปวีณา ทองสุก’ เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกดูก็คงได้

ผู้ที่มีน้ำหนักมาก และผมเขียนถึงเอาไว้ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ในกาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๑๐๖ “อย่าใจร้ายกับแม่น้ำตาลปึกนะจ๊ะ !” คือ คุณดุจดาว สมิทธีร์ เจ้าของตำแหน่งรองอันดับ ๑ นางงามธิดาช้าง ที่กลายมาเป็นจัมโบ้พริตตี้ โฆษณารถยนต์บรรทุกเกียรุ่น K ๒,๐๐๐ ผมดูรูปหน้าของเธอแล้ว แม้คุณดุจดาวฯจะรูปร่างใหญ่โตในตอนนั้น แต่ผู้เขียนคอลัมน์ถึงเธอก็วิจารณ์ว่า

‘ถึงอ้วนก็หน้าเรียวนะคะ’

ที่บอกว่า มีความเห็นใจคุณหนูดุจดาวมาก ก็เพราะคำสัมภาษณ์ของเธอที่บอกว่าผู้คนที่เห็นรูปร่างขนาด ๔๘-๔๓-๕๔ (นิ้ว) แล้ว พวกที่ไม่มีมารยาทมักจะพากันนินทา ซึ่งเธอให้สัมภาษณ์เอาไว้ ว่า


“เดิมทีเรากังวลกับความอ้วนที่ลดแล้วลดอีก ลดด้วยวิธีไหนก็ไม่เคยได้ผล ลดจนขี้เกียจดิ้นรนที่จะลดแล้ว ความทุกข์มันเกิดจากการที่คนอื่นมองเรา เหมือนเราเป็นตัวประหลาด เป็นตัวตะกละ เราไม่เคยมั่นใจในตัวเราได้เลย เวลาเห็นสายตาของคนอื่น จนกระทั่งในปี ๒๕๔๒ ดาวตัดสินใจลงสมัครประกวดธิดาช้าง ของสวนสามพรานไม่ได้คิดอะไร คิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เห็นคนอื่นเขายังประกวดกันได้ เราก็เลยตัดสินใจลองประกวดกับเขาบ้าง ตอนนั้นก็ได้ตำแหน่งรองธิดาช้าง”


ตั้งแต่เธอมีตำแหน่ง สายตาที่ใครต่อใครมองเธอก็เปลี่ยนไป เธอบอกว่า

“คิดแล้วบางทีก็น่าขำ ว่าคนเรานี่นะ... แต่คิดอีกทางก็ช่างเถอะ ต่างจิตจ่างใจ เราจะไปกะเกณฑ์ให้ใครมองเราอย่างไรก็คงไม่ได้ เคยเจอประเภทที่นินทาเราเสียงดังมาก แบบว่าเพิ่งจะเดินสวนกันยังไม่ทันพ้นไปไหนเลย ก็นินทากันแล้ว ไม่มีการหรี่วอลุ่มเลย ดาวก็เลยหันไปมอง เขาก็เงียบ"

ตรงนี้แหละครับที่สำคัญ และประทับใจผมอย่างยิ่ง เรื่อง ‘การนินทาแบบไม่หรี่วอลลุ่มกันเลย’ ขนาดคนยังไม่ทันจะเดินคล้อยหลังก็เอาเสียแล้ว ผมบอกว่า การนินทาแบบนี้มันช่างขาดความเมตตาเอามากๆทีเดียว แต่ธิดาช้างอย่างคุณดุจดาวนั้น ผมเล่าว่าน้องชายของผมวิจารณ์เอาไว้ดี จึงเขียนเอาไว้ ว่า

...คุณผู้หญิงที่ “หนัก” แต่ “หวาน” คือหน้าหวานอย่างคุณดุจดาวฯนั้น น้องชายของผมเปรียบเทียบไว้ดี คือเขาบอกว่า เธอเหมือน “น้ำตาลปึก” ของไทย ไม่ใช่ “น้ำตาลทรายขาว” ฟอกสีแบบฝรั่ง คือเป็น“น้ำตาลปึก” ทั้งหนาและทั้งแน่น

ดูอย่าง “น้ำตาลปึก” ที่มาจากสวนมีชื่ออย่างสวนของ นายดาบกอบชัย มุขโต แห่งกองตรวจคนเข้าเมือง ที่เราเห็นแต่ละครั้งแต่ละหนก็มาเป็นปึ๊ง เป็นปึก หนาแน่น อวบหนั่นมาเลย เห็นแล้วก็อยากรับประทาน ไม่ได้มาให้เราเห็นเป็นเศษเป็นเม็ด หรือเกล็ดเล็ก ๆ บางๆ รุ่ยร่ายอย่างน้ำตาลทรายขาว

หากพูดถึงรสชาติกันแล้ว“น้ำตาลปึก” ไปทำขนมหวานไทยๆอย่างที่ผู้เขียนคอลัมน์นี้ชอบ ก็จะได้รสได้ชาติหวานกลมกล่อม และหอมละมุนตามธรรมชา ติเพราะไม่มีการฟอกสีด้วยสารเคมีอย่างน้ำตาลทรายขาว หรือเอาไปปรุงเป็นอาหารคาวสำหรับใช้ปรับหรือตัดรสก็ใช้ได้หลายลักษณะ ไม่ได้เอาไปทำขนมอะไรหักเป็นก้อน ๆ ใส่ปากก็หวานชุ่มคอชื่นใจทั้งนั้น

ก็คุณภาพดีออกอย่างนี้แล้ว ยังจะมีคนใจร้ายแอบนินทาได้อย่างไรกัน ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ผมขอแนะเคล็ดลับให้คุณดุจดาวว่า หากจะขับรถบรรทุกเกียรุ่น K ๒,๐๐๐ ไปที่ไหน ขอให้เขียนท้ายรถกระบะอย่างนี้ครับ


“อย่าใจร้ายกับ ‘แม่น้ำตาลปึก’ นะจ๊ะ!” !”

แค่นี้เท่านั้น ขอให้เชื่อผมเถอะครับ ว่า

จะต้องมีหนุ่ม ๆและ แก่ๆ ทั้งหล่อและไม่หล่อ รวยไม่รวยหลายคน ขับรถตาม แล้วแซงรถบรรทุกเกียขึ้นไปทำตาเล็กตาน้อยกับคุณดุจดาวฯแล้วครับ !

ผู้ชายไม่เกี่ยงน้ำหนักบ้านเรามีแยะนะ...จะบอกให้ !!

คอยมองกระจกหลังให้ดีก็แล้วกัน...ครับกระผม !!! ....


มาถึงวันนี้ คุณดุจดาวไม่ได้สวยแบบ ‘น้ำตาลปึก’ ต่อไปอีกแล้ว เพราะกลายเป็นสวยในแบบ ‘ผู้ญิ้ง...ผู้หญิง’ จริงๆเข้าแล้ว หากใครขับรถขึ้นบนทางด่วน จะเห็นป้ายโฆษณาเบ้อเริ่มเทิ่ม ที่มีรูปคุณดุจดาวยิ้มสดใส ทำท่าถือกางเกงยีนส์ตัวเบ้อเร่อ ขนาดเอวใหญ่กว่าตัวผู้ถือมาก ซึ่งเป็นกางเกงยีนส์ตัวเก่า ที่เธอเคยใส่เมื่อครั้งยังน้ำหนัก ๑๓๐ กิโลกรัม และบัดนี้ลดลงมาเหลือเพียง ๗๕ กิโลกรัม ลดไปถึง ๕๕ กก.ด้วยระยะเวลาเพียง ๙ เดือน เท่านั้น

ฟังแล้วน่าทึ่งมาก แต่ใครจะรู้บ้างว่า แรงบันดาลใจอันเข้มแข็งแรงกล้า ๓ ประการ คือ ความต้องการแต่งงานกับแฟนหนุ่มสุดรักเป็นประการแรก ตามมาด้วยความอยากสวยกว่าเดิม และสุดท้ายคือ การอยากมีสุขภาพดีนั่นเอง

ผมเองก็อยากมีน้ำหนักขนาดนี้ เพราะเพียงลดลงอีก ๑๐ กิโล น้ำหนักก็จะเท่าคุณ
ดุจดาวตอนนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะลดอย่างไรก็ลงได้อย่างเก่งก็ได้ ๘๐ กก.เท่านั้น และก็มีอันเด้งกลับขึ้นไปอีก เป็นเพราะความทรหดอดทนของผม

สู้คุณดุจดาว...ไม่ได้เลย!

ผลของความอุตสาหะ ผนวกกับความความล้ำเลิศในด้านความอดและความทน ทำให้คุณดุจดาวมีความสวยแบบสมบูรณ์ อย่างที่ใครก็ไม่สามารถนินทาแบบ ‘ไม่หรี่วอลลุ่ม’ กันได้อีกต่อไป นอกจากนั้นยังมีชายหนุ่ม ที่มีตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นมาติดพัน และลงเอยด้วยการสมัครใจรับประทานน้ำตาลปึกปึ๊งนี้ ด้วยความรักและความเข้าใจกัน จนระฆังวิวาห์ของทั้งคู่ลั่นขึ้น เป็นที่น่ายินดีกับพรรคพวกเพื่อนฝูงและญาติมิตรของสองฝ่าย รวมทั้งผมด้วย

ทั้งคุณดุจดาวและเจ้าบ่าวคือ คุณณรงค์ ชุติวงศ์ธนะพัฒน์ สมาชิกสภาเขตลาดพร้าว ได้เข้าพิธีสมรสกันด้วยความสุขสมบูรณ์ เหมือนนิยายรักแหวานแหววปานฉะนั้น

ต้องขอแสดงความยินดีด้วยใจจริง ขอให้ทั้งสองมีความสุขสมบูรณ์ยิ่งในชีวิตสมรส มีลูกชายหญิงได้ครบครึ่งโหลดังที่ตั้งใจไว้!

อยากจะให้ท่านผู้อ่านทั้งชายหญิง ที่มีน้ำหนักเกิน ลองดูภาพของคุณดุจดาวเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นกำลังใจให้มุ่งหน้าลดน้ำหนักลงด้วยตนเอง โดยใช้ความทรหดอดทน เอาชนะอุปสรรคร้ายคือความหิวโหย และความอยากอาหารให้จงได้

ลดด้วยวิธีธรรมชาตินี่แหละครับดี ไม่ต้องทรมานไปทำสวยด้วยการขึ้นเขียง ต้องตะแคงแยงแย่ นอนคว่ำ นอนหงาย หรือโก้งโค้งเป็นตั๊กแตนยงโย่ยงหยก ให้คุณหมอเขา ทั้งถาก...ทั้งทิ้ง...ทั้งดึง...ทั้งเฉือน ถึง ๑๘-๑๙ ครั้ง ให้เจ็บเนื้อเจ็บตัวเปล่าๆไม่เข้าการ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังดันทำให้ผู้คนที่เขารู้เข้า...สุมหัวกันนินทาให้เจ็บกระดองใจอีก ว่า...


“กะอีแค่จะ ‘แย่งผัว’ชาวบ้านเขาเนี่ยะ...ต้องลงทุนหนักหนาสาหัส...จริงๆนะจ๊ะ!!!?”

..........................
กำลังโหลดความคิดเห็น...