xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 279 “ทหารทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า” (ถึง...“ฉันทน...ไม่ได้แล้ว!!!?”)

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้....จิบกาแฟขมแล้ว ต้องขอกราบเรียนท่านผู้อ่านที่เคารพว่า กาแฟขม...ขนมหวาน ฉบับที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เดิมตั้งใจว่าจะให้วางแผงออนไลน์สัปดาห์หน้า คือวันอังคาร ที่ ๓ เมษายน อันเป็นวันคล้ายวันสถาปนา ‘โรงเรียนเสนาธิการทหารบก’ แต่เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจที่จะนำบทความนี้ ออกมาก่อนกำหนด ๑ สัปดาห์ เพื่อให้นายทหารใหญ่ทั้งหลายได้อ่านกัน ก่อนที่จะถึงวันสถาปนาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ซึ่งนายทหารคนสำคัญ ล้วนแต่เคยศึกษาในสถาบันนี้มาแล้ว เกือบทั้งสิ้น

‘โรงเรียนเสนาธิการทหารบก’ ของไทยนั้น จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งจากทรงเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าพระองค์แรกแล้ว ยังทรงเป็นผู้วางรากฐานสถาบันแห่งนี้มาแต่แรกเริ่ม

เมื่อมีการสร้าง ‘อาคารประภาสโยธิน’ ซึ่งเป็นอาคารถาวรของโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแล้ว ทางกองทัพจึงได้ถือโอกาสสร้าง และอัญเชิญอนุสาวรีย์พระองค์ท่าน มาประดิษฐานคู่กับอาคารหลังนี้ เพื่อเป็นมิ่งขวัญ และได้สักการะรำลึกถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ ที่ได้ทรงก่อกำเนิดจัดตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และได้จัดพิธีเฉลิมฉลองพร้อมกับอาคารประภาสโยธิน เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๓ อันเป็นปีที่ ๖๐ ของการสถาปนาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

นับตั้งแต่นั้นมา ในวันที่ ๓ เมษายน ของทุกปี บรรดาศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้ จะพากันมาวางพวงมาลาถวายสักการะแด่พระอนุสาวรีย์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณ และ
พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นประจำ

เมื่อครั้งผมศึกษาในสถาบันแห่งนี้ ได้ทำเช่นเดียวกับนายทหารนักเรียนทั่วไป คือก่อนขึ้นห้องเรียน ซึ่งต้องเดินผ่านพระบรมรูป ได้หยุดเพื่อถวายคำนับ ๑ ครั้ง และเมื่อเสร็จสิ้นชั่วโทงการศึกษาประจำวัน ก็ได้ถวายคำนับทูลลา ก่อนที่จะเดินกลับไป กระทำเช่นเดียวกันนี้ทุกวัน จนสำเร็จการศึกษา

มาถึงวันนี้ โรงเรียนเสนาธิการทหารบกตั้งมาจะครบ ๙๘ ปี บริบูรณ์ในอังคารหน้านี้แล้ว และใกล้จะครบรอบศตวรรษในอีก ๒ ปีข้างหน้านี้ นับว่าเป็นสถาบันทางทหารที่เก่าแก่ของประเทศเราเลยทีเดียว

จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๐ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเป็นพระราชโอรส พระองค์ที่ ๔ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากรัสเซียแล้ว ทรงเข้ารับราชการครั้งแรกเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ กระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙ และในปีเดียวกันนี้ ทรงได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนทหารบกอีกตำแหน่งหนึ่ง

ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๕๒ ทรงเป็นผู้รั้งหน้าที่เสนาธิการทหารบก และทรงเป็นเสนาธิการทหารบกในปีเดียวกันนั้นเอง พร้อมกับทรงรั้งหน้าที่ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก (เปลี่ยนการจัดโรงเรียนทหารบกเป็น ‘กรมยุทธศึกษาทหารบก’)

ในขณะที่ทรงรับตำแหน่งเสนาธิการทหารบก อันเป็นตำแหน่งสำคัญในการรบ ก็ได้ทรงปรับปรุงงานเสนาธิการ ให้กว้างขวางเพิ่มขึ้น ทรงริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนเสนาธิการ เพื่อให้การศึกษาแก่นายทหารที่จะทำหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการ บรรจุตามงานในหน้าที่เสนาธิการ ที่ได้ปรับปรุงขึ้นอย่างกว้างขวางนี้ ทรงจัดการวางแนวทางหลักสูตรการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการ และการคัดเลือกนายทหารที่มีคุณสมบัติอันเหมาะสมเข้ารับการศึกษา

นอกจากนี้ ยังทรงเรียบเรียงตำราเรื่อง ‘พงษาวดารยุทธศิลปะ’ และเอกสารอื่น ๆ ที่ใช้เป็นตำราศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการยุคต้นอีกด้วย และทางด้านรับราชการในบ้านเมือง พระองค์ได้ทรงกระทำคุณประโยชน์ในการสร้างความเจริญของกองทัพ และส่วนราชการอื่นๆมากมาย

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถ เฉียบแหลม ทั้งทางด้านการศึกษา ทรงสอบได้เป็นที่ ๑ ของโรงเรียนทหารรัสเซีย และทรงรับราชการสนองพระเชษฐาธิราช คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างเต็มพระสติกำลัง ที่สำคัญคือ

ทรงสืบสวนหาข่าว ‘คณะ ร.ศ.๑๓๐’ ซึ่งจะทำการยึดอำนาจในวันที่ ๑ เมษายน อันเป็นวันเถลิงศกใหม่ ร.ศ.๑๓๑ (๒๕๔๕) แต่เครือข่ายก่อการกบฏของ กลับถูกสมเด็จเจ้าฟ้าฯพระองค์นี้ ทรงวางแผนจับกุมได้แทบจะทั้งหมดทุกคน เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ เคยเป็นนายทหารศิษย์ของพระองค์มาทั้งนั้น ครั้นจับกุมจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทราบ

เมื่อเกิดสงครามในทวียุโรป และในหลวงรัชกาลที่ ๖ ทรงตัดสินพระทัยที่จะนำชาติเราเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์
ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ รับพระภาระหน้าที่ ในการจัดเตรียมกองทัพเข้าสู่สมรภูมิ ซึ่งพระองค์ได้เตรียมการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตามหลักการทหารแผนใหม่อันเป็นสากล และก่อนที่กองทหารอาสาของเรา จะเดินทางไปสู่งานพระราชสงครามครั้งนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯองค์เสนาธิการทหารบก ได้เสด็จไปส่งทหาร และทรงประทานทานพระโอวาท ซึ่งเป็นที่ ‘จับใจ’ ผมยิ่งนัก และท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยว่า

พระโอวาทของพระองค์ท่าน ช่างเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่บ้านเมืองของเรา ที่กำลังมีเหตุเภทภัยจากสงครามในบ้านเมืองเราเอง ราษฎรกำลังทุกข์ร้อนเป็นอย่างมาก พระโอวาทของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ที่ผมว่านั้น ขออัญเชิญมาปรากฏดังต่อท่านผู้อ่าน ดังต่อไปนี้


“ทหารทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า

บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ท่านทั้งหลาย จะต้องจากพระนครไปราชการสงครามนอกพระราชอาณาจักร ชั้นต้นเราจงมาดำริพิจารณากันอีกครั้งหนึ่งว่า ที่ท่านทั้งหลายจะไปครั้งนี้สำหรับประโยชน์และความมุ่งหมายอย่างไร การสงครามซึ่งเป็นอยู่ในยุโรปขณะนี้ต้องนับว่าไกลจากบ้านเรา และกระทบกระเทือนถึงเราไม่มากนัก เหตุไฉนเล่ารัฐบาลสยามจึงคิดส่งท่านทั้งหลายออกไปรบกับเขาด้วย คือส่งไปต่างบ้านต่างเมืองให้ทนระกำลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทำเช่นนั้นควรแล้วหรือ...

ทหารทั้งหลาย ความที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ก็แจ่มแจ้งพอแล้วไม่ใช่หรือ เห็นได้ว่าการที่ท่านทั้งหลายจักต้องทนระกำลำบากออกไปราชการสงครามครั้งนี้ กระทำสำหรับป้องกันประเทศสยามโดยแท้...

ฉะนั้น ท่านจึงต้องถือว่าได้มีเกียรติยศกระทำการอย่างสำคัญยิ่ง สำหรับชาติบ้านเกิดเมืองมารดา ทั้งเป็นการฉลองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราอย่างดีที่สุด หาที่เปรียบปานมิได้

ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลายว่า ธรรมดาการไปสงครามจะให้อยู่กินกันสุขสบายอย่างอยู่กับบ้านนั้นไม่ได้เป็นอันขาด ถึงแม้ว่าผู้บังคับบัญชาท่านจักได้พยายามจัดการทุกอย่างให้ท่านได้รับความผาสุกมากก็ดี ความลำบากคงต้องมีอยู่นั้นเอง จะทำสงครามปราศจากความยากลำบากยากแค้นนั้นไม่ได้ เริ่มต้นขณะลงเรือไปคงต้องเบียดเสียดเยียดยัดกัน ขัดกินขัดนอนมาก ทั้งยังต้องถูกคลื่นลม ขอท่านทั้งหลายจงกัดฟันทนและระลึกอยู่เสมอว่า เราเป็นชายชาติทหาร เป็นไทย ไทยเราในปางก่อนเคยสามารถทนระกำลำบากมาแล้วมากมายยิ่งนัก ในสมัยนี้จะไม่แพ้ ไม่ยอมเลวกว่าปู่ทวดของเรา คงทนความลำบากได้อย่างลูกผู้ชายเหมือนกัน

ท่านทั้งหลาย จงนึกถึงพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ซึ่งพระราชทานไว้เมื่อวันทูลลา ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้นำเกียรติคุณของชาติไทย ไปแผ่ให้ประจักษ์แก่สายตาโลก ในท่ามกลางสมรภูมิในประเทศฝรั่งเศส ขณะนี้มีทหารทุกชาติทุกภาษาประชุมอยู่พร้อมกัน ท่านจะนึกถึงแต่ตัวท่านเองเป็นคนๆ ไม่ได้เป็นอันขาด จงอย่าได้ลืมเลยว่า เกียรติยศแห่งชาติไทยอยู่ในกำมือของท่าน ท่านประพฤติเลวทรามให้เขาเห็น เขาจะไม่ติตัวท่านหามิได้ เขาจะติชาติไทยเราทั้งชาติทีเดียว ความอันนี้สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดหมด ท่านทั้งหลายจงอย่าลืมเสีย จงนึกถึงลมหายใจเข้าออก แล้วพยายามรักษาเกียรติยศของชาติไทยไว้ กระทำให้คนทั้งหลายสรรเสริญว่าไทยเรามีนิสัยดีงาม สมควรได้รับความยกย่องเสมอเหมือนกับชาติใหญ่ทั้งปวง

สำหรับญาติที่รักของท่านทั้งหลาย ซึ่งอยู่ข้างหลังของท่านจงอย่าวิตก ข้าพเจ้ารับรองว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานราชานุเคราะห์เต็มที่ เท่าที่สมควรจักพระราชทานได้ ข้าพเจ้าเองจักเป็นผู้เอาใส่ใจในเรื่องนี้อยู่เสมอด้วยความเต็มใจ ขอแต่ให้ท่านทำหน้าที่ของท่านให้ดีเถิด เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ที่หลังจักไม่ปล่อยให้ท่านต้องเสียใจเลย

ท่านทั้งหลายจงไปดีเถิด ข้าพเจ้าไม่มีคำอันใดจักนำมาแสดงแก่ท่านให้สมกับที่ใจของข้าพเจ้าอยากให้พรแก่ท่าน ขอให้เชื่อเถิดว่าข้าพเจ้ารักท่านทั้งหลายดุจน้องและลูกหลานทุกคน อยากให้ท่านได้รับความสุขความเจริญทุกอย่าง ท่านทำดีข้าพเจ้าก็ดีใจ คนใดทำชั่วข้าพเจ้าก็ตรอมใจ ขอจงพยายามประพฤติตนให้ข้าพเจ้าได้รับแต่ความยินดีเถิด และข้าพเจ้าขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ให้คุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายให้ปราศจากอันตราย ให้ได้กลับมาเห็นหน้ากันอีกจงทุกคน วันที่เราได้พบกันเมื่อเสร็จราชการนั่นแหละ จะเห็นวันที่ข้าพเจ้าดีใจที่สุดและสบายใจที่สุดในชีวิตนี้

ก่อนที่ออกเดินทางไปลงเรือ ขอชักชวนท่านทั้งหลายให้เปล่งเสียงถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นหัวหน้าแห่งชาติไทย และจอมทัพของเรา

...ขอความเจริญจงมีแก่ประเทศสยาม แก่ชาวไทย ไชโย!”


จะเห็นได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฯพระองค์นี้ แม้เราจะเกิดไม่ทันที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ท่าน แต่ผมคิดว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้อ่านพระโอวาททรงประทาน แก่บรรดาทหารหาญที่จะออกไปราชการสงคราม คงมีความเห็นตรงกันว่า

...ช่างไพเราะลึกซึ้งจับใจเหลือเกิน ทั้งนี้ก็เพราะเป็นพระโอวาทที่ได้ใจความ ในการปลุกปลอบขวัญทหาร ที่กำลังจะต้องเดินทางไปราชการงานสงครามของชาติ ไกลถึงทวีปยุโรปนั้น ให้ฮึกเหิม มีกำลังใจแกล้วกล้าแข็งแกร่ง โดยทรงให้เหล่าทหารกล้าคำนึงถึงว่า การที่พวกเขาได้อาสาไปราชการสงครามในครั้งนั้น เป็นการสงครามของชาติบ้านเมืองเรา ต่อให้สนามรบจะอยู่ไกลถึงยุโรป พวกเราทหารไทยก็ไม่ย่นระย่อ ที่จะไปทำหน้าที่กันสมกับเป็นชนชาวไทย...

...ที่เป็นชาตินักรบ จะไม่เลือก หรือเกี่ยงสนามรบเป็นอันขาด!

ทรงย้ำอย่างชัดเจนว่า...คนไทยเราแต่เก่าก่อน สามารถทนระกำลำบากมาแล้วมากมายยิ่งนัก ในสมัยของพระองค์ท่านก็จะไม่แพ้ ไม่ยอมที่จะให้ถูกตราหน้าว่า เลวกว่าคนในยุคปู่ทวด ที่เคยอดทนต่อความลำบากก่อนหน้านี้ มาถึงยุคเราก็ต้องทนให้ได้ ทำหน้าที่ให้สมกับที่เป็นลูกผู้ชายชาติไทย เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของเราเคยทำมา....(ฟังแล้วขนลุก!)

มาถึงวันนี้ ปี พ.ศ.๒๕๕๐ คนรุ่นหลังก็ต้องคิดกันว่า ไทยเราจะยอมแพ้ไม่ได้!

ที่สำคัญอย่างยิ่งทรงย้ำว่า การไปราชการสงครามครั้งนี้ เป็นการทดแทนพระเดชพระคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของเรานั่นเอง!!
สมเด็จเจ้าฟ้าฯทรงเตือนทหารประพฤติตนให้ดี คำนึงถึงชื่อเสียงของชาติบ้านเมือง ถึงกับทรงระบุว่า หากทหารคนใดก่อกรรมทำชั่ว ก็จะทรงตรอมพระทัย จึงทรงร้องขอให้ทหารทั้งหลาย ร่วมกันทำแต่ในสิ่งที่พระองค์ทรงยินดี (นี่ก็เอาไว้สอนทหารได้...ไม่ล้าสมัยเลย)

จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ยังทรงประทานคำมั่นว่า จะทรงดูแลครอบครัวทหารที่อยู่เบื้องหลังเป็นอย่างดี ให้ทหารมุ่งหน้าออกรบตามหน้าที่ ไม่ต้องห่วงกังวลครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังแต่อย่างใด เพราะพระองค์ท่านจะทรงคอยกำกับดูแลอยู่ แม้มาในยุคปัจจุบัน เจ้านายของคนไทยก็ไม่เคยทรงทอดทิ้ง และใส่พระทัยในความทุกข์ร้อนของราษฎร จนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ในประเทศของเราเท่านั้น

คำอวยพรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ที่ทรงประทานตอนท้ายโอวาทนั้น แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทรงเป็นผู้บังคับบัญชา ที่รักทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของพระองค์อย่างแท้จริง ทรงรักเขาเหล่านั้นเสมือนเป็นลูกหลานของพระองค์เอง และ...

ที่สำคัญยิ่ง...ซึ่งอ่านแล้วน้ำตาพาลจะเอ่อล้นขึ้นมา นั่นคือพระดำรัสที่ว่า ....

“...ขอชักชวนท่านทั้งหลายให้เปล่งเสียงถวายพระพร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นหัวหน้าแห่งชาติไทย และจอมทัพของเรา ขอความเจริญจงมีแก่ประเทศสยาม แก่ชาวไทย ไชโย!”

แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฯทรงจงรักภักดีแด่องค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นจอมทัพแห่งชาวเรา และให้ทหารทุกนายยึดมั่นในความจงรักภักดี แด่องค์พระราชันย์ ผู้สถิตอยู่เหนือเกล้าของเหล่าทหารหาญ และชาวไทยทุกคน

ท่านผู้อ่านคงเห็นพ้องกับผู้เขียนว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฯทรงเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร ที่สมบูรณ์แบบที่สุดพระองค์หนึ่ง และพระองค์มีพระประสงค์ที่จะทรงนำทหารออกราชการสงครามด้วยพระองค์เอง แต่ไม่มีพระบรมราชานุญาต

ดังนั้น เมื่อได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยศจากนายพลเอกสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ครองยศ ‘จอมพล’ แทนที่จะทรงดีพระทัย เช่นเดียวบุคคลทั้งหลาย กลับไม่สู้จะเต็มพระทัย เพราะทรงเห็นว่า ยศอันสูงสุดนั้นได้รับโดยมิได้ออกไปทำการรบ ณ สมรภูมิใดเลย จะเป็นการง่ายเกินไปสำหรับการจะเป็นจอมพล... ผิดกับคนสมัยนี้ เป็นอย่างมาก!

ราวนี้ขอให้พวกเรา ย้อนมาดูเหตุการณ์ร้าย ที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ซึ่ง ‘สมรภูมิ’ นั้นก็ไม่ได้ไปไกลจากเมืองไทยเลย หากพื้นที่การรบพุ่งนั้น ก็อยู่ในบ้านเมืองของเราแท้ๆ แต่การทำหน้าที่ของขุนทหารทั้งหลาย กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ว่า

ขาดความกล้าหาญที่จะเข้าเผชิญเหตุ แถมยังมีพวกเก่งแต่ปาก ดันออกมาสร้างความรำคาญและหมั่นไส้ให้กับชาวบ้าน เพราะดันผ่าไปยกย่องตัวเองว่าเป็นบุรุษผู้กล้า ทั้งๆที่ไม่เคยมีสื่อมวลชนหรือชาวบ้านคนไหน เขาเคยยกย่องเอาไว้แม้แต่สักนิด จนผู้คนคลื่นไส้ขยะแขยงออกมาเยาะเย้ยถากถางและรุมกันด่าเช็ด ให้ขายขี้หน้าชาวพารา...น่าขันสิ้นดี!

เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ชาวบ้านก็ได้รับฟังแต่คำแถลงของฝ่ายทหาร ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอาแต่หลบเลี่ยงไปต่างๆนาๆ แบบทำหนักให้กลายเป็นเบา หากไม่หนักหนาก็ทำให้หายแซบหายสอยไปเลย หรือไม่ก็ยกเหตุผลขึ้นมากล่าวอ้างสารพัด พูดแก้ตัวแบบสีข้างถลอกปอกเปิก แดงเถือกทั้งสองด้าน แถมผู้คนยังมักได้ยินถ้อยคำจนชาหู ว่า

“เราเดินมาถูกทางแล้ววววววววว!!”

คำพูดแสนฮิตนี้ เป็นเสมือนคำโฆษณาขายผ้าอนามัย ซ้ำๆซากๆน่าเบื่อหน่าย เป็นคำกล่าวที่น่าทุเรศ เพราะเอาเข้าจริงนั้น ชาวบ้านเขาจะไป ‘ทาง’ ไหนก็เจอระเบิดทางนั้น ไม่ก็ถูกยิงถูกฆ่าถูกเผา จนซากศพตายเกลื่อนกลาด มีปรากฏต่อสายตาผู้คนทนโท่อยู่ทุกวัน ผมเคยประชดในคอลัมน์นี้ว่า ภาคใต้ของเรากำลังจะเป็น little Iraq นั้น

...ดันกลายเป็น...ความจริงไปได้!

นอกจากนั้น ยังจำได้ดีเพราะสะท้อนใจ ที่ผู้สูญเสียคนหนึ่งจากเหตุการณ์ซุ่มโจมตี ฆ่าผู้โดยสารรถทัวร์ ที่ออกมาพูดด้วยความเศร้าเสียใจและขมขื่นอย่างหนัก ว่า

“จะทำประกันชีวิต บริษัทยังไม่รับทำเลย!!”

ไม่น่าเชื่อว่า...บ้านเมืองไทยเรา...จะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ทีเดียว!!!


บรรดาผู้นำทหารนั้น ได้ยึดอำนาจที่เป็นของประชาชน ไปครอบครองเอาไว้เป็นของตัวเองได้แล้ว ปัจจุบันต่างสนุกสนานกับการขึ้นเถลิงอำนาจ รื่นเริงกับประโยชน์มากหลาย ซึ่งมาพร้อมกับการรัฐประหาร น่าที่จะสละเวลาสำรวจ และทบทวนบทบาทของตนเองเสียที ว่า

พวกท่านได้ทำหน้าที่เต็มกำลัง ด้วยความกล้าหาญองอาจ เหมาะสมกับภารกิจในการปกปักษ์รักษาชาติบ้านเมืองของเราแล้ว...หรือไม่?

สำหรับคนเขียนแล้ว เห็นตรงกับสื่อสารมวลชน และประชาชนคนไทยจำนวนมาก คือ

ท่านนายทหารใหญ่ทั้งหลายนั้น ดูคล้ายกับไม่มีความมุ่งมั่น ที่จะเดินหน้าเอาชนะข้าศึกศัตรูของชาติ ทำเสมือนขาดจิตใจรุกรบ ยังผลให้แต่ละวันนั้น ประชาชนคนไทยต้องล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ผู้คนพากันขวัญเสีย เต็มไปด้วยความหวาดกลัวไปตามๆกัน จึงพากันกันลงความเห็นว่า

ที่ผ่านมานั้น บรรดาขุนทหารทั้งหลาย ยังย่อหย่อนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างยิ่ง น่าที่ผู้นำกองทัพ จะออกมากล่าวคำ ‘ขอโทษ’ กับประชาชนคนไทยกันบ้าง เพราะพวกท่านแห่ยกกันเข้ามา ยึดอำนาจการปกครองประเทศไปไว้ในกำมือ แต่กลับไม่ยอมกอบโกยเอาความรับผิดชอบให้เต็มกอบเต็มกำไปด้วย อีกทั้งสมรรถภาพทางการทหารนั้นหรือ ก็ถูกมองว่าต้อยเตี้ยน่าเพลียใจ ไม่ริเริ่มการรบด้วยวิธีรุก ได้แต่เป็นฝ่ายตั้งรับและร่นถอย ให้ผู้ก่อการร้ายไล่ทิ่มไล่ตำ จนล้มลุกคลุกคลาน ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนและตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัย หมดปัญญาสร้างความสุขสงบให้กับผู้คนในบ้านเมืองได้ และพลอยทำให้ชีวิตของคนไทยเรา

ต้องตกอยู่ท่ามกลางภยันตรายอย่างยิ่ง อย่างไม่เคยประสบมาก่อน...บอกตรงๆ ว่า

รู้สึกขายหน้า...แทนพวกท่านนัก!

ขอยืนยัน อย่างหนักแน่นว่า

ผู้นำในการยึดอำนาจไปจากประชาชน ไม่มีทางที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างเด็ดขาด เพราะทหารใหญ่อย่างพวกท่าน ได้ทำให้คนไทยผิดหวัง ขมขื่น และยิ่งเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทันทีที่...

...ผู้คนในบ้านในเมืองนี้ ต่างได้รับข่าวสารจากสื่อต่างๆ ซึ่งลงกันอย่างพร้อมเพรียง เสมือนได้สดับพระสุรเสียง สะท้อนกึกก้องโสตประสาท จับเข้าไปถึงหัวใจของคนไทยทุกผู้ทุกนาม จนรู้สึกเย็นเยียบเฉียบพลันขึ้นมาทันที ว่า


“ฉันทน...ไม่ได้แล้ว!!!”

...........................
กำลังโหลดความคิดเห็น...