xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 276 เปิบนรกแตก!

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว ยังไม่หายเมื่อยเพราะเมื่อวานขับรถทางไกลหน่อย คือขับจากอำเภอแม่สะเรียงมาถึงลำพูน โดยออกทางเส้นแยกอำเภอดอยเต่า ไม่ผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ทางยาวกว่าเส้นปกติอีกหลายสิบกิโลกเมตร มีความรู้สึกว่าพอมีอายุมากขึ้น การขับรถทางไกลชักจะไม่ใช่เรื่องสนุกอีกแล้ว

เหตุที่ไปแม่สะเรียงเพราะลูกพี่ของผม สั่งให้ไปรับที่สนามบินเชียงใหม่ ด้วยท่านจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ผมจึงต้องไปด้วย แต่เที่ยวนี้ไม่พักโรงแรมที่เคยพักประจำ แต่ไปเช็คอินที ‘ริเวอร์วิวว รีสอร์ท’ ซึ่งเขาจัดเป็นที่พักสำหรับฝรั่ง สนนราคาไม่แพงเลย ที่พักรวมอาหารเช้าด้วยไม่ถึงพันบาทด้วยซ้ำ

รีสอร์ทนี้ที่เป็นเรือนไม้สองชั้น อยู่ติดกับแม่น้ำยวม ที่แปลกหน่อยหนึ่งก็คือ แขกทุกคนเข้าไปพัก จะต้องถอดรองเท้าไว้ชั้นล่าง ทำแบบธรรมเนียมไทยแท้จริงๆ ห้องพักไม่กว้างขวาง แต่เตียงใหญ่คับห้อง ส่วนห้องน้ำแม้คับแคบแต่ก็สะดวก ที่ชอบก็คือมองผ่านประตูไปเห็นวิวชัดเจน ตอนกลางคืนนอนอยู่บนเตียงมองออกไปเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้าชัดเจน แลเห็นคนลงไปในแม่น้ำยวม เดินกันเป็นแถวละ ๒-๓ คน ติดไฟฉายไว้ตรงศีรษะเพื่อจับ ‘เขียดแรว’ หรือ ‘เขียดแลว’ ตัวมันใหญ่เหมือนกบท้องนา โตเต็มที่หนักประมาณ ๒ ขีดเศษเห็นจะได้

เขียดแรวนี้ เป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะถามหา เรียกร้องขอรับประทานกัน แต่ไม่ได้มีขายทุกวัน มันขึ้นอยู่กับว่า ชาวบ้านเขาจับเอามาขายได้มากน้อยแค่ไหนด้วย อย่างไปเที่ยวนี้ ให้คนไปซื้อหาที่ร้านใหญ่ประจำอำเภอ ๒ ร้าน ซึ่งเคยรับประทานกันเป็นประจำ แต่ของเขาขาด เลยอดกินกันไป

ตอนเย็นวานนี้ ผมนั่งรับประทานอาหารเย็นที่เทอร์เรสต์ของริเวอร์วิว รีสอร์ท มี่ฝรั่งทานอยู่ ๒-๓ โต๊ะ เป็นผู้ที่พักในเกสต์เฮ้าส์เดียวกัน อาหารของเขาใช้ได้เลย มีปลาสดๆเช่นปลาคัง ให้รับประทาน แม่ครัวที่นี่เขามีฝีมือพอตัว รสมือก็ดี สั่งให้ทำอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ทานอาหารอร่อยคุยกันเพลิดเพลินจนกระทั่งสามทุ่มผมง่วงก็เข้านอนก่อน

ตื่นขึ้นประมาณตีสามกว่า บริหารร่างกายเรียบร้อย ก็ค่อยๆย่องลงจากห้องพัก กลัวแขกคนอื่นจะตื่นกันเพราะพื้นกระดานมันลั่น ออกจากโรงแรมไปวิ่งออกกำลังในตอนเช้า อากาศเย็นเหมือนตอนหนาวของกรุงเทพ ตลอดเวลาที่เดินปนวิ่งอยู่ประมาณชั่วโมง สภาพถนนของเมืองนี้เงียบสนิท นอกจากไม่เห็นคนเดินไปมาแล้ว ยังสวนกับรถมอเตอร์ไซด์ที่แม่ค้าขี่ไปตลาดเพียงไม่กี่คัน

พอใกล้เวลาตีห้าครึ่งก็เข้าไปในตลาด พ่อค้าแม่ค้าเมืองนี้เขาเริ่มการขายของกันแล้ว เลยไปแวะทานกาแฟที่ร้านริมตลาด เขาขายกาแฟ และมี 'โรตีอ่อน' คือโรตีแบบนิ่ม ที่ดูเหมือนทางอินเดียเขาเรียกว่า 'จัมปาตี' แผ่นบางๆปรุงรสเสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องมาโรยน้ำตาลกับนมเหมือนโรตีธรรมดา

โรตีอ่อนนี้ เขาพับเป็นรูปสามเหลี่ยม ๒ แผ่น ก็ ๕ บาท แต่ทานแผ่นเดียวก็ต้องยั้งเอาไว้ก่อน เก็บที่เหลือไปกินต่อไป เพราะจะต้องสงวนท้องเอาไว้เพื่อไปทานอาหารเช้าที่ที่พักด้วย

ร้านที่ไปนั่งทานกาแฟ เขาขายอาหารด้วยมี ‘แกงคั่วไก่’และ ‘แกงคั่วเนื้อ’สำหรับ ‘แกงคั่วง' นั้นทางเหนือไม่มี แม้จะมี ‘คั่วแค’ ซึ่งกรรมวิธีก็ทำเหมือนแกงแค แต่แห้งกว่าลักษณะขลุกขลิกและใส่ข้าวคั่วลงไปด้วย แต่ไม่ใส่กะทิ สำหรับ ‘แกงคั่วแม่สะเรียง’ ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของอำเภอชายแดนไทย-พม่าแห่งนี้ ใส่กะทิเหมือนทางภาคกลางและภาคใต้ แต่ไปคล้ายคลึงกับ ‘แกงแห้งง ของแขกอินเดียเอามากๆ ทีเดียว

อาจเป็นเพราะทางแม่สะเรียงนั้น มีชุมชนมุสลิมใหญ่ ปนกับชาวคริสต์ที่มีจำนวนไม่น้อย รวมทั้งชาวพุทธในสัดส่วนที่ไม่ต่างกันมากเหมือนอำเภออื่น แต่ก็อยู่ด้วยกันมาอย่างราบรื่น ดังนั้นอาหารการกินบางส่วน อาจได้อิทธิพลจากทางแขกอินเดียก็ได้ เพราะเครื่องเทศทางภาคเหนือของเรานั้น ส่งจากพม่าเข้ามาจำหน่ายในเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ก็มีหลายอย่างที่ส่งต่อมาจากอินเดีย รวมทั้งบังคลาเทศด้วย

เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า วัว ควาย จากประเทศพม่า ผ่านเข้าทางช่องทางต่างๆทางภาคเหนือของเรานั้น เขาต้อนมาจากจากอินเดีย บังคลาเทศ ตั้งแต่ยังเป็นลูกวัวลูกควาย เดินรอนแรมมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการเดินทางข้ามประเทศ กินเวลาหลายเดือนกว่าจะถึงชายแดนไทย แต่เมื่อมาถึงวัวควายเหล่านั้นก็โตเด็มที่ ขายได้พอดี

ช่องทางใหญ่ๆที่วัวควายผ่านเข้ามา หลายช่องทาง ที่จว.แม่ฮ่องสอนก็มีทาง แม่สะเรียง ท่าตาฝั่ง น้ำเพียงดิน อำเภอเมือง ปางมะผ้า และปาย นอกจากนั้นก็ยังมีตามจังหวัดชายแดนอื่นๆ ทางตะวันตกของประเทศด้วย เช่นจังหวัดตาก และกาญจนบุรี

หากไม่มีการนำวัวควาย จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแล้ว รับรองว่าบ้านเราต้องขาดแคลนเนื้อวัวเนื้อควาย ที่จะใช้บริโภคอย่างแน่นอน

การรับประทานอาหารประเภทเนื้อนั้น คนบ้านเราไม่นิยมรับประทานของดิบ นอกจากคนในบางภาคเช่นภาคเหนือและอิสาน ที่ยังมีผู้นิยมทานเนื้อปลาดิบๆเช่นพวกก้อยปลา นอกจากนั้นก็เป็นเนื้อดิบ เช่นลาบเลือด หรือที่ทางเหนือเรียกว่า 'หลู้' ซึ่งการรับประทานอาหารดิบก็เสี่ยง โดยเฉพาะปลามีเกล็ด ซึ่งเชื้อร้ายเช่นโรคพยาธิใบไม้ในตับ อาจแฝงอยู่ตามเกล็ดปลา เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ทำให้เกิดโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนอิสานไปนักต่อนัก แล้วทางการก็รณรงค์ไม่ให้บริโภคกัน แต่ก็ห้ามไม่ค่อยจะได้ เพราะคนอิสานเขาบอกว่าทำสุกแล้ว

"มันบ่แซ่บดอก!"

หากท่านผู้อ่านขับรถไปทางบ้าน ‘ทุ่งเกวียน’ ซึ่งอยู่ติดทางหลวงสายลำปาง-เชียงใหม่ ถ้ามาจากกรุงเทพจะอยู่ทางด้านขวามือ ก่อนจะขึ้นขุนตาล ตลาดนั้นจะมีของป่าขายมาก แต่ท่านสามารถซื้อ ‘รก’วัวหรือทางเหนือเรียกว่า ‘ฮกวัว’ เอาไปยำกิน หรือซื้อลูกวัวที่ตายในท้อง (บางทีเขาก็เรียกว่า “น้องวัว”) ที่วางขายแบหราให้เห็นอยู่บนเขียงขายเนื้อ คนทางเหนือชอบบริโภคกันมาก โดยเฉพาะผู้คนจังหวัดแพร่และน่าน

ผมเคยเห็นผู้หญิงหน้าตาดี ใช้มีเฉือนเนื้อน้องวัว ใส่ปากเคี้ยวกินดิบๆหน้าเฉยตาเฉย เห็นแล้วยังอดกลัวไม่ได้ ใจไพล่คิดไปว่า หากได้เธอเป็นแฟน ตัวเองคงนอนตาไม่หลับ เพราะเดี๋ยวไปทำอะไรขัดใจ แม่โกรธขึ้นมา เอามีดเฉือนหรือปาดเนื้อของเรา ไปเคี้ยวกินตุ้ยๆอย่างกินเนื้อลูกวัว ก็คงจะลำบากอยู่

คิดแล้วก็ให้สยดสยอง อยู่พอควรทีเดียว!

การกินเนื้อดิบนั้น ยังพอทนดูกันได้ แต่ผมเห็นรายการโทรทัศน์ช่อง ๓ ตอนเช้าตรู่ คุณวิศาล ดิลกวาณิชย์ กับคุณนิธิพร มั่นนาค สองพิธีกรยอดนิยมของผม เล่าให้ฟังถึงร้านอาหารที่จังหวัดระยอง เขาเอาเมนูปลา ชื่อ "ปลาเก๋าสองแผ่นดิน" มาสาธิตการทำให้ดู

วิธีการทำก็พิศดารไม่น้อย โดยกุ๊กผู้หญิงทำเอาผ้าเย็นห่อหัวปลา แล้วเอาคีมหนีบหัวปลาไว้ให้แน่น แล้วเอาส่วนหางจุ่มน้ำมัน ที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในกะทะ โดยคนทำก็มีโล่ที่ทำจากฝาตุ่ม ถืออยู่ที่มืออีกข้าง คอยยกกำบังไม่ให้น้ำมันกระเด็นเข้าตา ดูท่าทางขึงขังเหมือนนักรบออกศึก

ดูช่างทุลักทุเลดีแท้ๆ!

ผมไม่รู้ว่าการที่เขาเอาผ้าเย็นห่อหัวปลาไว้นั้น จะให้ปลาเย็นตรงส่วนหัว แล้วร้อนส่วนลำตัว หรือการทำอย่างนั้น จะทำให้ปลาไม่รู้สึกร้อนเพราะเย็นที่หัว แล้วมีผลทำให้ลำตัวไปจนถึงหางจะชาไม่มีความรู้สึก

ตรงนี้เราไม่อาจทราบ เพราะจะไปดูสีหน้าปลาก็ไม่ได้ ด้วยมันแสดงสีหน้าไม่เป็น เช่นเดียวกับหมาและสัตว์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่หมามันยังร้องโหยหวนได้ ส่วนปลาร้องไม่ได้ แต่ผมคิดว่าปลามันต้องรู้สึกร้อนแน่ เพราะพอจุ่มโดนน้ำมันเข้าเท่านั้น มันก็สะบัดหางโผงผางทำให้น้ำมันกระเด็น จนแม่ครัวต้องยกเอาโล่ (ฝาสังกะสีปิดปากโอ่ง) ยกขึ้นกำบังกันวุ่นวายทีเดียว

ตอนยกไปเสิรฟให้ลูกค้านั้น ปลาก็ยังหายใจปากอ้าอ้าพะงาบๆ คล้ายกับมันจะเซย์ ‘ฮัลโหล’ กับคนกินด้วย !!

วามจริงแล้ว การกินอาหารหฤโหดแบบนี้ มีในเมืองไทยมาไม่นาน ที่เห็นกันนมนานมาแล้วก็คือ 'ต้มเปรต' ดูเหมือนทางอิสานจะเป็นต้นแบบ (ใครว่าไม่ถูกกรุณาบอกด้วย) คือ เอาปลาไหลเป็นๆมารูดใบข่อย ทำสะอาดให้เรียบร้อย แล้วเอาลงหม้อต้ม เดือดพลั่ก โดยใส่น้ำมากกว่าแกงปกติ เครื่องปรุงก็เหมือนกับต้มเครื่องในวัวคือ ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด หัวหอมเผา กระเทียมเผา กะปิ จะเติมน้ำปลาร้าด้วยก็ได้

ถ้าอยากให้เปรี้ยวหนักก็ใส่ใบมะขามอ่อน มะขามเปียก บีบมะนาวถล่มเข้าไป และแต่งกลิ่นด้วยผักต่างๆเช่นต้นหอม กะเพราหรือทางอิสานเรียกว่าผักอีตู่ แค่นี้ก็หอมหวนชวนกินกันแล้ว

ตอนใส่ปลาไหลลงไป อย่าลืมว่าต้องใส่ตอนน้ำเดือดจัด ปลาไหลซึ่งแม้ถูกรูดด้วยใบข่อย ก็ยังไม่ตายดี พอผิวสัมผัสน้ำเดือดเข้าเท่านั้น มันคงทั้งแสบทั้งร้อน ทะลึ่งพรวดขึ้นทันที อีตอนนี้ต้องระวังให้ดี พอมันผงกหัวชูคอหราขึ้น ต้องคอยเอาฝาหม้อครอบไว้ ไม่งั้นปลาจะกระโดดแล้วกระเด็นออกไปดิ้นพราดๆนอกหม้อ พอแน่ใจว่าปลาตายแล้วค่อยเปิดฝาออก พอสุกแล้วก็ล้อมวงกินกันได้

ต้มเปรตนี้ เคยมีร้านอาหารในกรุงเทพ เคยนำมาเป็นเมนูเด็ด ดูเหมือนจะขายอยู่ในร้านอยู่ในบ่อตกปลาแถวเสนานิคม แต่ก็ผ่านมากว่า ๒๐ ปี ตอนนี้ไม่มีให้เห็นในกรุงเทพแล้ว

อาหารประเภทนี้เรียกว่าเป็นประเภท ‘เปิบนรกแตก’ กินแล้วได้บาปดีนัก และยังมีอาหารอีกหลายอย่าง แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นที่นิยมกันอีกต่อไป เช่น ‘แกงส้มปลาลูกครอก’ ที่ผมเห็นว่าบาปหนาพอๆ กัน

วิธีทำเตรียมน้ำแกงส้มเอาไว้ให้เดือดจัด และหั่นผักบุ้งไทยโยนใส่ แล้วเทลูกปลาช่อนที่เราเรียกว่า ‘ลูกครอก’ ลงไป เมื่อเจ้าลูกปลามันโดนน้ำแกงร้อนๆเข้า ก็จะว่ายเข้าไปซุกในปล้องผักบุ้ง เพื่อจะหลบร้อน แต่ก็สุกเสียก่อน คนที่รอกินอยู่ก็จะตักน้ำแกงขึ้นซดน้ำโฮกเข้าไป ล้างคอคอยท่าเอาไว้ก่อน พร้อมกับช้อนผักบุ้งเข้าปาก เคี้ยวผักบุ้งที่มีลูกครอกอัดแน่นกร้วมๆ ได้เนื้อได้หนังดีชมัด แต่กินแล้วจะได้พากันลงนรกเร็วขึ้นไปอีกหรือไม่ ต้องคอยดูกันต่อไป

นอกจากแกงส้มลูกครอกแล้ว ยังมี ‘ไก่กะทิ’ คือการเอาไก่รุ่นใส่กระบอกไม้ไผ่หรือฝังดินชูแค่คอ ไม่ให้กินอาหารอื่นนอกจากคอยป้อนมันด้วยกะทิ เลี้ยงอยู่สักอาทิตย์หนึ่งแล้วเอามาประกอบอาหาร เนื้อไก่จะมันและนุ่ม แต่ไก่นั้นพอเอาขึ้นจากดินขนร่วงโกร๋นไปหมด นึกว่า ‘ไก่ผี’ กินแล้วน่ากลัวจะเป็นผีเร็วกว่าที่คิด หรือชาติหน้าต้องเกิดเป็นไก่เข้าบ้างนั่นเอง

ที่น่าทุเรศมาก คือเอาลูกวัวมาย่าง แต่ก่อนย่างเขาเอาน้ำผสมเครื่องเทศ ใส่สลิงค์หลอดใหญ่ ฉีดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่วัว บางทีก็ฉีดเหล้าเข้าไป ทิ้งไว้สักครู่ วัวจะออกอาการสะลึมสะลือ จากนั้นก็เฉือนสดๆ ทั้งๆที่วัวยังไม่ตาย เอาเนื้อออกมาย่าง สูตรนี้จำได้ดี เพราะเคยมีขายในเมืองเชียงใหม่ด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีเพราะคนทำที่เป็นเจ้าของสูตรนรก ตายไปนานแล้ว

มันช่างคิดอะไรกัน ถึงได้โหดปานฉะนี้ก็ไม่รู้!

เขียนถึงเรื่องนี้แล้ว คิดถึงท่านอาจารย์ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเคยเล่าเอาไว้ในคอลัมน์ของท่านว่า

ท่านอาจารย์จะทำบุญอุทิศส่วนกุศล ไปให้มารดาของท่าน จึงได้ทำของโปรดของคุณแม่ชอบรับประทานตอนยังมีชีวิต คือ ‘ด้วงมะพร้าว’ ไปถวายสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิราญาณวงศ์ สมเด็จฯท่านรับสั่งถามว่า “นั่นตัวอะไร?”

ท่านอาจารย์ก็กราบทูลว่าเป็น ‘ด้วง’

สมเด็จฯตรัสถามต่อว่า แล้วเอามาทำอย่างไร? ท่านอาจารย์จึงกราบทูลตอบว่า

เอาด้วงมะพร้าวเป็นๆมาใส่ในชามกะทิ ให้ด้วงกินกะทิเข้าไปจนตาย แล้วช้อนเอาตัวด้วงที่เต็มไปด้วยกะทิขึ้นจากชาม นำมาทอดแบบดีพฟรายหรือน้ำมันท่วม พอเหลืองแล้วก็เอาขึ้นมาพักไว้ พอเย็นก็หั่นด้วงเป็นแว่นๆ เอามาถวายให้สมเด็จฯ ให้ทรงฉันกับเครื่องแนมคล้ายเครื่องเมี่ยง

สมเด็จฯรับสั่งว่า... “ไม่กิน”

อาจารย์คึกฤทธิ์ฯท้วงขึ้นมาทันทีว่า ถ้าสมเด็จฯไม่ทรงฉัน แล้วแม่ของท่านอาจารย์หม่อมที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้ส่วนบุญส่วนกุศลอย่างไรกัน?

สมเด็จฯท่านตรัสว่า ท่านอาจารย์เห็นพระเป็น 'ตู้ไปรษณีย์' หรือย่างไรกัน? จึงจะทิ้งโน่นทิ้งนี่ ไปให้คนโน้นคนนี้กันได้

ท่านอาจารย์หม่อมทูลตอบว่า ก็คิดอย่างนั้น

สมเด็จฯรับสั่งว่า “วันนี้ตู้ไปรษณีย์ปิด” และตรัสต่อด้วยว่า

ให้อาจารย์คึกฤทธิ์ผู้ถวาย นำกลับไปรับประทานเอง เพราะแม่นั้นไม่ว่าอยู่ในสวรรค์ชั้นใด หากท่านล่วงรู้ว่าลูกรัก ได้กินของที่ตัวแม่เองก็ชอบกินแล้ ท่านต้องดีใจ อิ่มเอมเปรมสุขไปกับลูกด้วย!

ท่านอาจารย์เล่าว่า พอได้ยินรับสั่งสมเด็จฯเท่านั้น ก็ก้มกราบพระบาท น้ำตากลบเลยทีเดียว

ที่เล่าเรื่องนี้มา ก็ด้วยความทรงจำเท่านั้น เพราะไม่ได้ดูต้นฉบับที่ท่านอาจารย์เขียนไว้ เนื่องจากยังอยู่ต่างจังหวัด หากคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็ขอได้โปรดอภัยด้วย แต่เนื้อหาคงจะไม่ผิดไปจากตามที่เล่ามา

สำหรับเรื่องการกินอย่างพิศดาร แบบ ‘เปิบนรกแตก’ ซึ่งต้องทำให้สัตว์ที่จะถูกกินเป็นอาหาร ต้องทนทุกข์ทรมาน และเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนตาย นั้น

ขอจงไตร่ตรองกันเอาไว้ให้ดี ทั้งคนขาย กุ๊ก คนกิน รวมทั้งผู้ที่คิด ‘เมนูอเวจี’ นี้ออกมาขายให้ลูกค้าว่า บาปบุญนั้นมีแน่ และนรกก็มีจริง...

อย่าได้ทำเป็นเล่นไปชียวนะ!


............................
กำลังโหลดความคิดเห็น...