เช้าวันนี้... จิบกาแฟขมแล้ว ใจยังคิดถึงข่าวนักเขียนระดับรางวัลโนเบล อายุกว่าแปดสิบแล้ว เธออาศัยอยู่ในบ้านในแอฟริกาใต้ กับแม่บ้านเพียงสองคน เพราะสามีถึงแก่กรรมไปก่อนกว่าสิบปีแล้ว วันดีคืนร้ายถูกกลุ่มโจรบุกเข้าปล้น พวกมันจับตัวนักเขียนใหญ่กับแม่บ้าน จี้บังคับให้เปิดเซฟ ซึ่งเธอยอมทำตาม ให้พวกมันเอาทรัพย์สินในเซฟไปแต่โดยดี
เมื่อเก็บกวาดทรัพย์สินแล้ว แต่ก็ยังไม่หนำใจพอ ไอ้พวกเหล่าร้ายมันยังบังคับให้เธอถอดแหวนแต่งงานให้ด้วย
ถึงตรงนี้เธอไม่ยอม และเริ่มขัดขืน!
เหล่าอาชญากรพวกนั้นมันโกรธ ทุบตีทำร้ายร่างกายเธอ ผู้ซึ่งเป็นผู้หญิงชราที่ไร้ทางต่อสู้ จนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งผมฟังแล้วให้ขัดเคืองมาก ที่ไอ้พวกเวรนี่มันใจร้าย ทำได้แม้กระทั่งหญิงสูงอายุที่ไม่มีทางสู้รบปรบมือกับมันได้
ทรัพย์สินอื่นๆที่มีอยู่จำนวนมากนั้น นักเขียนสูงวัยไม่สนใจ คนร้ายอยากได้ก็ให้มันเอาไป แต่เธอกลับขัดขืน เพื่อปกป้องแหวนทองวงน้อย ที่สวมติดมือเพียงวงเดียว
แสดงว่า แหวนทองเกลี้ยงๆวงนั้น แม้คุณค่าจะน้อยในสายตาของคนอื่น แต่กลับสูงค่าในการเป็นตัวแทนความรักของเธอกับคู่ชีวิต ซึ่งจากไปรอเธออยู่กับพระผู้เป็นเจ้าแล้ว
มันเป็นแหวนแต่งงาน!
ว่ากันตามตำราเทศไม่ใช่ไทย แหวนแต่งงานนั้นเขาเชื่อกันว่า เป็นเป็นธรรมเนียมของฝรั่งชาวยุโรปมากกว่าซีกโลกตะวันออก นิยมใส่กันที่นิ้วนางมือซ้าย แต่ฝรั่งบางพวกที่ใส่แหวนแต่งงานมือขวาก็มี
แหวนแต่งงานนั้นแสดงให้เห็น ว่าผู้สวมใส่แหวนนั้น ไม่มีฐานะเป็นโสดอีกต่อไป แหวนแต่งงานเป็นสัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญา รูปวงแหวนไม่ได้บอกถึงจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด
บางทีเขาก็สลักวันที่แต่งงานไว้บนผิวเรียบด้านใน ก่อนได้รับแหวนในวันแต่งงาน อาจได้รับอีกวงหนึ่งก่อนหน้านั้นคือแหวนหมั้น
ทั้งฝรั่งและไทย หากมีการหมั้นก่อนแต่ง ก็ธรรมเรียมให้แหวนหมั้นเหมือนกัน
เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งแต่งงานกับผู้หญิงสเปน อยู่กินกันมายั่งยืนตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อสี่สิบปีก่อนนั้นผู้ชายไทยที่แต่งงานกับผู้หญิงเมืองกระทิงดุ มีจำนวนน้อยมาก เท่าที่จำได้ก็นายทหารรุ่นพี่ผมคนหนึ่งคือ พล.ร.อ.เกาะหลัก เจริญรุกข์ ท่านเป็นนักเรียนนายเรือ สอบได้ที่ ๑ ของรุ่น ได้ทุนไปเรียนโรงเรียนนายเรือสเปน และเป็นพระสหายกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส พระเจ้าแผ่นสเปน เพราะเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน และเป็นรูมเมทกับพระองค์ท่านด้วย
โรงเรียนนายเรือแห่งนี้ ต่อมาเพื่อนนายทหารร่วมรุ่นของผมคนหนึ่งคือ พล.ร.อ.สุชาติ กลศาสตร์เสนีย์ ได้ทุนไปเรียนสถาบันเดียวกันด้วย
ภริยาชาวสเปนของท่าน พล.ร.อ.เกาะหลัก เจริญรุกข์ เป็นเพื่อนกับเมียของเพื่อนสนิทผม ซึ่งแต่งงานแบบคาทอลิก เขาจึงมีแหวนแต่งงานสวม
เจ้าตัวเคยคุยโม้กับผมว่า ไม่เคยถอดแหวนออกเลย แม้แต่เวลาอาบน้ำ ซึ่งตอนเขาพูดนั้นเพื่อนอีกคนหนึ่งฟังอยู่ด้วย แต่เจ้าเพื่อนคนหลังนี่ จัดอยู่ในพวกที่ผมเรียกว่าเป็น “มิตรปากไว” ได้ออกความเห็นอย่างคมคาย ว่า
“เอ็งมันเหมือนหมา ต้องผูกปลอกคอไว้ ให้คนเขารู้ว่า มีเจ้าของแล้ว!”
แน่ะ!...ดูปากซิ่!!
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า ไอ้เจ้าเพื่อนของผมคนที่ปากดีอย่างนี้ ไม่เคยได้แต่งงานเลยในชีวิต เพราะตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย เขาอยู่ในกลุ่มที่ชอบแซวผู้หญิงตรงแยกทางเดินใน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่ในยุคนั้นชาวเหลืองแดงเรียกว่า “สามแยกปากหมา” สมาชิกคนสำคัญมีใครบ้าง ลองถามคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรีดูก็ได้ เพราะเขารุ่นเดียวกัน
คนไทยนั้นไม่มีแหวนแต่งงาน เวลาเดินไปไหนผิดกับฝรั่ง ที่ผู้หญิงมองมือปุ๊บรู้ปั๊บ ก็ร้องว่า
“อุ๊ยตาย...อีตานี่แต่งงานแล้ว อย่าไปยุ่งดีกว่านะเธอ เดี๋ยวเมียเค้ามาแหกอกเอา!”
ดังนั้น ผู้ชายฝรั่งบางคนที่นิสัยดอกทอง จึงต้องหาวิธีปกปิดไม่ให้รู้ว่าแต่งงานแล้ว ก็อุตส่าห์หายามาทานิ้ว ให้ออกสีเดียวกับมือ เพราะคนแต่งงานแล้ว สวมแหวนนานๆเข้า จะมีรอยแหวนสีขาวที่นิ้ว เพราะเป็นส่วนที่ไม่ถูกแดด ถ้าถอดแหวนออกเห็นร่องรอยชัด
ก็คงเหมือนกับหมาตีนด่าง เดินไปที่ไหนคนเขาก็เห็นเท้าขาวเว่อ จนรู้ว่าแต่งงานแล้ว ปิดไม่มิด จึงต้องหาวิธีไม่ให้สาวจับได้ ด้วยการหาครีมสีมาทาปกปิดเอาไว้
ลำบากจริงนะ ผู้ชายเจ้าชู้นี่!
แม้คนไทยเราไม่มีแหวนแต่งงาน ถึงกระนั้นคนในเมือง ซึ่งหมายถึงผู้อยู่ในกรุงเทพหรือเขตเมืองใหญ่ เวลาเขาหมั้นหมายกัน เขาอาจใช้แหวนหมั้น แต่คนต่างจังหวัดส่วนมากมักใช้ทองเป็นของหมั้นกัน จึงมีคำกล่าวว่า “ทองหมั้น” เติมหลังคำว่า “สินสอด” ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสเรียกเต็มๆว่า
“สินสอด ทองหมั้น” ภาษาฝรั่งเรียกว่า dowry จีนเขาเรียกว่า “เพ้งกิม”
เพ้ง แปลว่า เงินสินสอด แล้วแต่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้อง แต่ถ้าเจ้าสาวยังมีอากง อาม่าหรือปู่ย่าอยู่ ฝ่ายชายต้องจัดเงินอั้งเปาอีกก้อนหนึ่งให้เป็นพิเศษด้วย พร้อมชุดหมูอีก ๑ ชุดอีกต่างหาก
กิม แปลว่า ทอง ซึ่งแล้วแต่ฝ่ายหญิงจะเรียกเช่นเดียวกันว่า จะเรียกเอาทองหนักกี่บาท ชาวจีนเขาจะพิถีพิถัน เกี่ยวกับเรื่องโชคลางโดยอาจขอเป็น “สี่เอี่ยกิม” แปลว่าทอง ๔ อย่าง เพราะเลข ๔ เป็นเลขดีของคนจีน
ทอง ๔ อย่าง เช่น กำไลทอง สร้อยคอทองคำ ตุ้มหูทอง เข็มขัดทอง
ที่อธิบายให้ท่านผู้อ่านฟังได้คล่องหน่อย เพราะผมแต่งงานกับลูกสาวคนจีนนั่นเอง!
สมัยนี้ไม่ว่าคนจีนหรือคนไทย มักรวมงานหมั้นกับงานแต่งไปเป็นวันเดียวกัน เช่นหมั้นเช้า แต่งเย็น ซึ่งส่วนมากมักเป็นอย่างนั้น เราะจะได้ประหยัด จัดเลี้ยงทีเดียวไม่ต้องแยกกัน
แม้บ้านเราไม่มีแหวนแต่งงานตามประเพณี แต่บางคนเขาทำแหวนแต่งงานให้กับฝ่ายหญิง มักเป็นแหวนแถว ส่วนมากตัวเรือนมักทำด้วยทองคำขาว แล้วมีเพชรเม็ดเล็กๆเรียงไว้ อย่างไรก็ตาม แหวนนั้นเป็นเครื่องประดับที่คนไทยนิยมสวมมานาน ในสมัยโบราณเจ้านายที่เข้าพิธีโสกันต์ ทรงสวมแหวนถึง ๘ นิ้วเลยทีเดียว (เว้นแต่นิ้วหัวแม่มือเท่านั้น)
ฝรั่งที่เข้ามาเมืองไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกเอาไว้ว่าพระองค์ทรงสวมพระธำมรงค์เพชรพลอยครบทุกนิ้วพระหัตถ์ นอกจากนั้นยังมีแหวนมงคล ที่เราเรียกว่า “แหวนนพเก้า” ที่พระมหากษัตริย์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สมัยโบราณใช้เป็นเครื่องประกอบเกียรติยศ
แหวนนพเก้านี้ แม่บอกผมให้สวมตอนเป็นเจ้าภาพแต่งงานลูกน้อง เวลารดน้ำคู่บ่าวสาว จะได้เป็นมงคลเขาจะได้อยู่กินกันนานๆ ซึ่งก็ดูเหมือนจะจริงอย่างที่แม่ว่าด้วย แต่เป็นเจ้าภาพแต่งงานมาก็หลายคู่ เคยสวมแหวนรดน้ำแค่คู่เดียว คู่อื่นๆที่ไม่ได้ใส่แหวนนพเก้ารดน้ำ ให้
เลยหย่ากันระนาวไป!
นอกจากแหวนนพเก้าแล้วก็ยังมี พระธำมรงค์นพรัตน์ แหวนนาคบาศ ประดับทับทิมและลงยา แหวนทับทิมรอบลงยาราชาวดี หรือ แหวนมงคลรอบ แหวนสตโลหะ หรือนวโลหะ
แหวนที่ผมว่ามาทั้งหมดนั้นจะสวมที่นิ้วชี้ เพราะคนไทยถือเป็นนิ้วมงคล ในพิธีโสกันต์ พระมหากษัตริย์จะทรงพระธำมรงค์นพรัตน์ ที่นิ้วชี้พระหัตถ์ด้านซ้าย และทรงแหวนนาคบาศ ที่นิ้วชี้ด้านขวา ส่วนแหวนสตโลหะหรือนวโลหะจะทำด้วยนากและทองแดง เป็นแหวนที่สมเด็จพระสังฆราชทรงในโบราณราชประเพณี
ส่วนที่ว่าคนไทยชอบสวมแหวนนิ้วไหนนั้น มีหลักฐานของฝรั่งลาลู แบร์ คือราชทูตชาวฝรั่งเศสได้บันทึกไว้ว่า
“ชาวสยามสวมแหวนที่นิ้วท้ายๆ (คือนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย) ของมือทั้งสองข้าง และสมัยนิยมอนุญาตให้สวมสอดได้มากวงเท่าที่จะมากได้”
นั่นเป็นความเห็นของฝรั่ง แล้วคนไทยล่ะ นิยมสวมแหวนนิ้วไหน?
ตรงนี้ เขาสันนิษฐานว่า น่าจะเป็น "นิ้วก้อย" ในเรื่องขุนช้างขุนแผน มีกลอนกล่าว ว่า
“ขุนแผนถอดแหวนออกจากก้อย เพชรประดับวงน้อยออกส่งให้”
พูดอย่างนี้แล้ว นึกถึงเพลงของครูล้วน ควันธรรม ชื่อเพลงบอกตรงๆให้รู้เลยว่าคนไทยชอบสวมแหวนนิ้วไหน ชื่อเพลง “แหวนประดับก้อย” ที่เนื้อตอนหนึ่งเขาบอกว่า
แหวนที่เคยประดับนิ้วก้อย แม้ว่าราคานิดหน่อย แต่ค่าเลิศลอย นักหนา
ฉันรักเท่ากับดวงชีวา คิดแล้วยิ่งดูเหมือนว่า พาให้คิดถึงเจ้าของ...
เพลงนี้จำได้แม่น เพราะพ่อผมชอบร้องมาก!
มาถึงยุคปัจจุบันนี้ แหวนเพชรกลายเป็นของที่คนไทยนิยมใช้เป็นของหมั้น เรียกว่า
ลูกสาวบ้านโน้นบ้านนี้รับหมั้นผู้ชายบ้านโน้น น้ำหนักกี่การัต ก็เป็นที่จ้องมองกันตาเป็นมัน สมัยก่อนนี้เพชรยังไม่แพงมากนัก หมั้นกันสี่การัตหรือห้าการัต ยังดูเฉยๆ แต่ปัจจุบันแค่สองการัต หรือสามกะรัตก็ถือว่าโก้แล้ว
สำหรับพวกไฮโซ ไฮซ้อหรือไฮซิ้ม บางทีเพชรนั้นน้ำจะงามหรือไม่ หรือมี ‘ขนแมว’ กี่เส้น ไม่มีใครเห็น ฉันขอให้น้ำหนักหรือการัตมากเอาไว้หน่อย นั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญ เวลาเอาไปลงคอลัมน์ ‘คัทลียา’ ให้คุณหนูป้อม “จ๊ะจ๋า” มันจะได้ดูโก้หน่อยปะไร!
อย่างไรก็ตาม ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ แห่งสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านบอกว่าสมัยนี้บริษัทเพชรอย่าง De Beers ได้รุกการโฆษณาให้ผู้หญิง หรือสามีของพวกเธอเสียเงินมากเข้าไปอีก โดยได้ออกนโยบายที่เรียกกันว่า The Right Hand Ring เป็นแหวนเพชรสำหรับมือขวา ตามด้วยถ้อยคำที่โฆษณาแบบเห็นแล้วต้องคิด คือ
“Your left hand says WE, Your right hand says ME ?”
ผมอ่านแล้ว ให้นับถือคนที่ออกไอเดียโฆษณาชิ้นนี้จริงๆ เพราะผู้หญิงนั้นสวมแหวนแต่งงาน หรือแหวนหมั้นแล้วที่มือซ้าย
โฆษณานี้จึงมีนัยยะว่า มือซ้ายฉันใส่แหวนของ ‘เรา’ แล้วนะ จะปล่อยมือขวาเอาไว้ว่างๆ ให้ลมเย็นโกรกนิ้วเล่น ทำไมกันจ๊ะ?
ขอให้มือขวาเป็นเรื่อง Me หรือเรื่องของ “ฉันเอง” ได้ไหมจ๊ะ?
อย่ากระนั้นเลย รบเร้าให้สามีไปซื้อให้ดีกว่า จะทิ้งนิ้วสวยเรียวงามของสาวสวย หรืออวบๆตันๆแบบนิ้วเจ๊ นิ้วซ้อ ไว้ให้เปลือยเปล่า เดี๋ยวนิ้วจะเป็นหวัด ไม่ดีทั้งนั้น หาแหวนเดอเบียร์มาสวมสักวงดีกว่าน่า
น่านนนน...งายล่ะ ทำไมจะไม่ได้ผล?
ไม่ว่าเป็นชายคนรัก หรืออาเสี่ยผัวเจ๊ ผัวซ้อ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาควักกระเป๋าจ่ายให้ทั้งนั้น!
ท่านผู้อ่านที่เป็นสตรีล่ะ อยากได้สักวง...ไม้คะ?
รูปวงของแหวนนั้น ไม่ได้บอกถึงจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด เป็นตัวแทนของความรัก ที่เขาบอกว่า ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
ฟังแล้วก็เข้าเค้าดี ให้นึกถึงเพลง Eternally ที่คุณ Sarah Vaughan ร้องเอาไว้ตั้งแต่คนเขียนยังเป็นเด็กว่า
“I'll be loving you eternally
With a love that's true, eternally .... ”
นั่นเป็นเพลงที่แสดงความรักอันเป็นนิรันดร ซึ่งเพลงไทยก็มีเรื่องของความรักในทำนองนี้เช่น “ชั่วดินฟ้ารักเธอเสมอใจ ที่ฉันรำพันทุกวันฝันไปถึงเธอ...” อย่างเพลง ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ ที่คุณสวลี ผกาพันธ์ เธอร้องเอาไว้
จะเอาอย่างคุณสุเทพ วงศ์กำแหง ที่บอกว่า “ฉันรักเธอแม้เทียบเสมอกับดวงชีวิต รักเธอชั่วนิจนิรันดร...” ในเพลงชั่วนิจนิรันดรก็ได้อีกนั่นแหละ เพราะมีความหวานซึ้งตรึงใจเหมือนมาลัยดอกโศกพอๆกัน
นึกอีกที ความเป็นนิรันดรอันไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนั้น ก็คงเหมือนการปกครองของบ้านเมืองที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ขนาดเหลืออีกแค่เสี้ยวศตวรรษ ก็จะครบ ๑๐๐ ปีเข้าไปแล้วนะ แต่ยังคง ‘วนเวียน’ เหมือน ‘วงแหวน’ อยู่นั่นแหละ ไม่ได้ไปถึงไหนกับเขาเลย กล่าวคือ
จากจุดเริ่มต้น วิ่งตรงไปหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เพราะยังวนเวียนอยู่นั่นแล้ว และคงเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่เว้นว่าง อย่างที่เขาเรียกว่าเป็น ‘นิรันดร’ หรือเปล่า ก็ไม่รู้นะ?
เพราะมีประชาธิปไตย แล้วก็มี ‘ปฏิวัติ-รัฐประหาร’ แล้วกลับเป็นประชาธิปไตย ไม่เท่าไหร่ดันไถลไปเป็นปฏิวัติ-รัฐประหาร โยกกลับมาเป็นประชาธิปไตยแล้ว แล้วทะลึ่งวกกลับไปเป็นปฏิวัติ-รัฐประหารอีก... วนไป เวียนมา อยู่นั่นแหละ
มันช่างน่าสมเพชเสียจริงเชียว!
สงสารแต่บรรดาลูกเด็กเล็กแดง ต้องเกิดมาในบ้านเมือง ที่ระบอบการปกครองยังคงดักดาน ล้าหลัง ไม่ได้ลืมตาอ้าปาก พบเห็นระบอบประชาธิปไตย อย่างนานาอารยะประเทศเขาจริงๆจังๆสักที
ต่อให้เล่นจำอวดกัน แล้วเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่มีหลักประกันอันใดเลยว่า ในอนาคตอันใกล้หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศที่ทำกันขึ้นมาใหม่ จะไม่ถูกฉีกทำลายเอาไปทำกระดาษชำระ เช็ดตูดเช็ดก้นอีก เหมือนที่ผ่านมานับสิบๆครั้งอย่างที่เห็นกันชัดๆมาแล้ว
คงต้องจมในวังวน ดักดานมันอยู่อย่างนี้...ไม่มีที่สิ้นสุด!!?
คำว่า ‘ดักดาน’ นั้น แปลว่า ‘คงสภาพอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน’ (มักใช้ในเรื่องไม่เจริญก้าวหน้า) แต่การปกครองอย่างที่เห็นๆกันขณะนี้ จะบอกว่าแค่ ‘ดักดาน’ เฉยๆ เท่านั้นคงยังไม่พอ...
อยากจะตะโกน กู่ร้อง ให้ก้องโลกไปเลย ว่า
“โคตรดักดานจริงๆ...พ่อแก้วแม่แก้วเอ๋ย!!!”


