xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 264 ถึงพล.อ.สนธิ...“บิ๊กบังจ๋า...อย่าร้องไห้!”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


เช้าวันนี้... จิบกาแฟขมแล้ว รีบจัดขนมลงกล่อง เพื่อส่งทางไปรษณีย์เป็นของชำร่วยปีใหม่ ให้พรรคพวกเพื่อนฝูงที่ใกล้ชิด เพราะต้องการให้บรรดามิตรสหาย ได้ลิ้มลองรสคุกกี้รสอร่อย ที่คนรู้จักกันและมีฝีมือ ทำมาให้แจกจ่ายคนรู้จักลองรับประทานกัน ก่อนที่เจ้าตัวคนนำมาให้นั้น จะลงมือทำเป็นรูปการค้าอย่างจริงจัง แต่ก็ต้องบอกกับเธอ ว่า

อย่าทำให้ใหญ่โตเกินไปนัก เพราะหากมีคนติดอกติดใจแล้วสั่งมากเข้า จะเกินกำลังของคนวัยเกษียณแล้วจะทำได้ทัน เพราะเห็นตัวอย่างมาบ้างแล้ว จึงขอทำแต่พอดีๆ เอาพอสนุกแก้เหงามือยามสูงวัย และมีกำไรบ้างนิดๆหน่อยๆ ก็เพียงพอแล้ว จะได้ประหยัดแรงกายหรือกำลังเอาไว้ทำอย่างอื่น อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำไว้ ก็น่าจะดี

คราวนี้ เราไปดูข่าวสารบ้านเมืองกันบ้าง

เมื่อวันที่ ๓๐ พ.ย. ที่สโมสรกองทัพบก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) ได้พบปะกับมวลชน กอ.รมน.และมวลชนของหน่วยบัญชาการกำลังสำรอง (นสร.) ประมาณ ๖๐๐ คน ประกอบด้วย มวลชนกอ.รมน.ส่วนกลาง มวลชน กอ.รมน.ภาค ๑-๔ มวลชนนสร.ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทส.ปช.) เป็นครั้งแรก เพื่อมอบนโยบาย หลังจากที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งเป็น ผอ.รมน.เมื่อวันที่ ๑๓ พ.ย.๒๕๔๙

พล.อ.สนธิได้เปิดเผยความในใจ และต่อมาได้มีการถ่ายทอดออกรายการข่าวทางโทรทัศน์ ซึ่งผมดูอยู่ด้วย ได้ยินเสียงหัวหน้าคณะปฏิวัติพูดจาด้วยเสียงนุ่มๆ พูดถึงการตรวจสอบการคอรัปชั่นของรัฐบาลทักษิณ ว่า

“ พอได้ยิน คตส.มาเล่าผมนอนไม่หลับ ผมเสียใจ ผมอยากจะพูดตรงนี้ แต่พูดไปแล้วสื่ออยู่เยอะ จะดูไม่ดี ผมได้นั่งอุทาน ซึ่งน้องๆทหารได้ยินคำอุทานของผม ที่ผมได้ถอดคำอุทานในคืนวันนั้นให้ทหารได้รับฟังในที่ประชุม แต่ผมไม่สามารถบอกตรงนี้ได้ ในคำอุทานในช่วงสุดท้ายที่ผมตอบว่า อยากจะร้องไห้ที่เห็นบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ อุทาน ๒ ประโยค แต่ประโยคแรกไม่เพราะ แต่ลูกน้องผมได้รับฟังคำพูดผมไปแล้ว แต่คำอุทานที่ ๒ คือผมอยากจะร้องไห้ และมีสร้อยต่ออีกนิดหนึ่ง และไม่สามารถพูดตรงนี้ได้”

(บอกตรงว่า พอได้ยินท่านอย่างนี้ ผมก็อุทานเหมือนกัน แต่จะอุทานว่าอะไรนั้น บอกทางคอลัมน์นี้ไม่ได้เช่นเดียวกับประธาน คมช. ส่วนคำอุทานของท่านนั้น แม้ท่านไม่พูดตรงๆ แต่หนังสือพิมพ์ก็เอามาลงให้คนรู้ทั้งประเทศ )

พล.อ.สนธิ กล่าวต่อไปว่า

“บ้านเมืองเรา ถ้าเป็นอย่างนี้จะเหลือแต่กระดูก ดังนั้น ต้องอาศัยทุกท่านต้องกล้าหาญ ต้องลุกขึ้นมาช่วยกันดูแล ตรวจสอบ....”

พอได้ฟัง ตัวคนเขียนก็นึกขึ้นมาได้ว่า...

...วาทะอย่างที่พล.อ.สนธิได้กล่าว ตามข่าวที่ผมคัดมาให้ท่านอ่านกัน ได้มีการกล่าวในทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว จากหัวหน้าคณะรัฐประหารพ.ศ. ๒๔๙๐ เมื่อเกือบหกสิบปีก่อน ผู้นำของการรัฐประหารรุ่นเดอะคือ พล.ท.ผิน ชุณหะวัน (ยศขณะนั้น) ท่านก็พูดจากล่าวหารัฐบาลที่ตัวเองกับพรรคพวกโค่นล้มลงไปอย่างเดียวกันเลย คือ

ทหารจำใจต้องรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเก่าไป เหตุเพราะทุจริตคอรัปชั่น!

ไม่ใช่ผมคนเดียวที่มีความเห็นอย่างนี้ เพราะหลังจากที่ได้ยินพล.อ.นักปฏิวัติกล่าวถ้อยคำแบบนี้ ผมก็โทรถึงคุณนพพร บุณยะฤทธิ์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสภาสนามม้า หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา

ในตอนนั้น พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับเลือกเป็นอันดับ ๑ และคุณนพพร ตอนนั้นเป็นบรรณาธิการสยามรัฐรายวัน และเป็นนักหนังสือพิมพ์แท้ๆที่ ได้รับเลือกเป็นอันดับที่ ๓ จากสภาสนามม้า คนทึ่งกันมาก

ไม่เหมือนสภานิติบัญญัติแห่งชาติสมัยนี้ ที่คณะปฏิรูปเอาตะเกียบคัดแล้วคีบหนีบเข้าไปทั้งหมด เอาพวกไม่เห็นด้วยหรือเป็นศัตรูกับทักษิณเป็นหลัก ผมเลยให้ฉายาสภานี้ว่า “สภานิติบัญญัติฯ-คู่กัดทักษิณ” (สนช.-คกท.)

คุณนพพรบอกกับผมว่า พอได้ยินก็คิดถึงจอมพลผินทันทีเช่นเดียวกันกับผม...ตรงนี้ต้องขอเล่าเพิ่มอีกสักนิดว่า

เมื่อจอมพลผิน ชุณหะวัณ ตอนมียศพล.ท. เป็นหัวหน้าคณะทหารเข้ายึดอำนาจรัฐ ทำการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เจ้าของฉายา ‘นายกสาลิกาลิ้นทอง’ พอเรียบร้อยเสร็จสรรพ พล.ท.ผิน ออกแถลงข่าวกล่าวหารัฐบาลที่ตนเองเพิ่งคว่ำไปหยกๆ ว่า

“เวลานี้คนไทยจะอดข้าวอยู่รอมร่อ แต่ข้าวถูกลักลอบออกนอกประเทศ จับไม่ได้สักที มาจับได้ยายมา แกเอาไปกระบุงหนึ่งจะเอาไปกิน ส่วนข้าวที่ไหลไปต่างประเทศตั้งหมื่นแสนกระสอบจับไม่ได้

สัญญาที่ทำกับต่างประเทศจะส่งข้าวให้เขาแล้วก็ขาดส่งเอามากๆ เป็นการเสียเครดิตของชาติ

สิ่งเหล่านี้เป็นภาวะสุดทนทานได้ ผมทนดูเขาโกงกันไม่ไหว ดูซิคุณ เขารวยกันเป็นล้านๆ ผมเป็นนายพลนุ่งกางเกงปะก้น

เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นเงินหมื่น เห็นรถยนต์ ‘บูอิค’ ซึ่งรัฐมนตรีนั่งทีไรก็เหมือนกับวิ่งอยู่บนอก


นั่นไงครับ!

พล.ท.ผินฯหัวหน้าคณะรัฐประหารรุ่นเก๋า ท่านพูดได้อร่อยดีจริงๆว่า เห็นเขานั่งรถอเมริกันคันโตแล้ว เหมือนรถแล่นทับหน้าอกตัวเองเลย ว่าแล้วก็น้ำตาไหลพรากๆ

ตอนหลังพวกนักหนังสือพิมพ์จึงตั้งฉายาให้ท่านว่า “นายพลเจ้าน้ำตา” พอได้ยศจอมพล ก็กลายเป็น “จอมพลเจ้าน้ำตา” ไป ดูไปแล้วก็ไม่ผิดอะไรกับพล.อ.สนธิฯ ที่ เห็นพวกทักษิณคอรัปชั่น แล้วอยากร้องไห้ แถมยังบอกว่าว่าชาติจะเหลือแต่กระดูก

โอ้โฮเฮะ...ดุเดือดขนาดนั้นเลย เรียกว่ามาฟอร์มเดียวกับจอมพลผิน ไม่มีผิดกันเลยแม้แต่น้อย หรือพูดให้ทันสมัยหน่อยก็อาจบอก ว่า

คณะรัฐประหารนั้น ไม่ว่าชาติไทยหรือชาติใด มันก็ไอ้ ‘ส่ำเดียวกัน’ หรือพวกเดียวทั้งนั้น ดูอย่างประเทศ ฟิจิ ที่เพิ่งมีการปฏิวัติหยกๆก็เห็นได้ชัดเลย

ถ้าป๋าผินมาเป็นนายทหารใหญ่ตอนนี้ คงไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นแล้ว เพราะหลวงท่านจัดรถยุโรป อย่างเบ๊นซ์คันโตๆ รุ่นล่าสุดคันละหลายล้านบาท ให้นายทหารใหญ่ และข้าราชการระดับสูงกันอยู่แล้ว ไม่ใช่ของแปลกอะไรในยุคนี้

เมื่อพล.ท.ผินทำรัฐประหารยึดอำนาจแล้ว ท่านก็ไม่ได้ตั้งรัฐบาลเอง แต่มอบให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลแทน โดยตัวท่านเองให้สัมภาษณ์ว่า

คณะทหารไม่ต้องการตำแหน่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี (ข้ออ้างนี่ก็เหมือนกันกับคณะรัฐประหารปัจจุบันอีกเหมือนกัน) แต่ให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่คณะรัฐประหารมีมาเสร็จสรรพ จัดทำโดย พล.ท.หลวงกาจสงคราม ซึ่งร่างเอาซ่อนไว้ใต้ตุ่มแดง แล้วชักออกมาใช้เมื่อรัฐประหารเสร็จสรรพ ไม่ต้องมาสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เมื่อยตุ้มอย่างยุคนี้กันอีก

หลวงกาจฯท่านเป็นบิดา พ.อ.การุณ เก่งระดมยิง นายทหารผู้บุกเบิกสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกสนามเป้า เลยได้ฉายาว่า “นายพลตุ่มแดง” ไป รัฐธรรมนูญก็ได้ชื่อว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” ในที่สุด

นักการเมืองอย่างนายควง เป็นนายกรัฐมนตรีมาได้เพียงแค่วันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. 2491 ๒๔๙๑ ก็ลาออกจากตำแหน่ง ไม่ได้ลาออกเพราะความเต็มใจ แต่ถูกคณะรัฐประหารชุดเดียวกับที่ตั้งท่านมา คือคณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ จี้บังคับให้ลาออกภายใน ๒๔ ชั่วโมง ท่านควงเห็นว่าอยู่ไปเดี๋ยวเปลืองตัวเปล่า ก็ยอมลาออกโดยดี

นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่ผู้สู้อุตส่าห์ทำปฏิวัติกันมา แล้วให้คนอื่นเข้ามาบริหารแทน ความอยากเข้ามาเป็นใหญ่เสียเองซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ คณะรัฐประหารรุ่นเดอะนี่ก็เหมือนกัน ทนดูคนอื่นเขานั่งเป็นนายกฯได้แค่ ๕ เดือน ในที่สุดก็เข้าบริหารประเทศเองโดยส่งเทียบเชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ท่านจอมพลคนปีไก่ ทำกระบิดกระบวนให้คณะรัฐประหารอ้อนวอนพอเป็นพิธี แล้วก็ยอมรับตำแหน่ง แต่พูดเอาเชิงว่า
จำใจที่ทนไม่ได้ที่เห็นประเทศชาติขาดผู้นำ ทั้งๆที่ใจจริงไม่อยาก (ฟอร์มประจำของการรัฐประหาร) ในที่สุดก็ยินยอมรับตำแหน่งแต่โดยดี ด้วยความปรีดาปราโมทย์
ภายใต้การบริหารงานของจอมพล ป.แม้ผลัดเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง แต่การปกครองในระบอบของท่านจอมพล ก็ยืนยาวมานานถึง ๘ ปี จนกระทั่งในวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นได้ทำการรัฐประหาร
จอมพลตราไก่ต้องลี้ภัยไปพำนักยังประเทศเขมรเป็นเวลา ๒ เดือน และย้ายไปพำนักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย และได้กลับไปพำนักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวาย ณ บ้านพักที่ตำบลซากามิโอโน ชานกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๗ สิริรวมอายุได้ ๖๗ ปี

นายทหารที่ร่วมรัฐประหารกับพล.ท.ผิน (ยศวันรัฐประหาร) หรือผิน ชุณหะวัณ จอมพลคนเจ้าน้ำตา มีคนสำคัญ เช่น
-พันเอกสฤษต์ ธนะรัชต์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๑
-พันโทประภาส จารุเสถียร ผู้บังคับกองพัน กรมทหารราบที่ ๑
-พันโทถนอม กิตติขจร อาจารย์โรงเรียนนายร้อยทหารบก

ไม่น่าเชื่อว่าทั้ง ๓ นายทหาร ต่อมาได้เป็นจอมพลหมดทุกท่าน และมีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน คือ ทั้งจอมพลสฤษดิ์กับจอมพลถนอม เป็นผู้นำการปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนจอมพลประภาสนั้น แม้จะไม่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเหมือนอย่าง ๒ ท่าน แรก แต่ก็เชื่อกันว่า ท่านมีอำนาจมากกว่าจอมพลถนอมด้วยซ้ำไป

ที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่ง คือจอมพลทั้ง ๓ ท่าน ที่เป็นผู้นำและคนสำคัญในการก่อรัฐประหาร ที่ลงท้าย......ถูกยึดทรัพย์หมดทุกราย!

(มีบางคนเขาบอกว่า น่าจะเป็น ‘เวรกรรม’ ของพวกรัฐประหาร!!)

ส่วนพล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ผู้นำการรัฐประหารครั้งนั้น ไม่ได้ถูกยึดทรัพย์อะไรกับเขา แต่เมื่อทำรัฐประหารแล้ว ไม่ต้องเป็นนายพลนุ่งกางเกงตูดปะอีกต่อไป เพราะเมื่อได้ติดยศเป็น ‘จอมพล’ ก็ได้ลงหลักปักถ่อทางการเมือง ให้กับลูกหลานอย่างมั่นคง โดยพากันไปปลูกบ้านอยู่รวมกันในซอยราชครู พหลโยธิน อันเป็นจุดกำเนิดของ “ก๊กราชครู” ซึ่งเป็นก๊วนการเมืองสำคัญในเวลาต่อมา และหลังการรัฐประหารลูกเขยทั้ง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร ก็กลายเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองด้วยกันทั้งคู่

สำหรับบุตรชายของท่าน คือ ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะทำการรัฐประหาร) ได้เจริญก้าวหน้าทางทหาร แต่เมื่อทางฝ่ายก๊กราชครูหมดอำนาจลง เพราะการปฏิวัติของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เจ้าของฉายา ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง’ ชาติชายซึ่งตอนนั้นมียศเป็นนายพลจัตวา ถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตอาเจนติน่า เพราะจอมพลสฤษดิ์ไม่ไว้วางใจ ต่อมาได้ย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตออสเตรีย

เมื่อหมดยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ไปแล้ว คุณชาติชายก็ได้กลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้ง ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

เมื่อมีเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๙ จอมพลถนอมฯต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ชาติชายได้ร่วมกับพี่เขยคือ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสารและญาติ ตั้งพรรคชาติไทยขึ้นมาดำเนินงานทางการเมือง และบุญพาวาสนาส่ง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในเวลาต่อมา

อาจเป็นเพราะ ‘น้าชาติ’ ไม่ได้นุ่งการเกงตูดปะอย่างผู้บุพการี จึงชอบสูบซิการ์ฮาวานาร์ จิบไวน์ชั้นเลิศ ซิ่งรถมอร์เตอร์ไซด์ยี่ห้อ ‘ฮาร์เลย์-เดวิดสัน’ ราคาแพง ก่อนเป็นนายกฯก็ปรากฏกายกับ ‘ตุ่น’ คู่หู ในสถานบันเทิงเป็นประจำ ตามแบบผู้มีรสนิยมอันวิไล เลยถูกเรียกขานว่าเป็น playboy เข้าไปอีก แต่เจ้าตัวก็ชอบ

รัฐบาลของท่านก็ถูกกล่าวหา ว่า คอรัปชั่นวินาศสันตะโร ผู้คนรับกันไม่ได้ บอกว่าเป็น “บุพเฟ่แคบบิเนต์” ในที่สุดก็ถูกพวก รสช. ทำรัฐประหารล้มคว่ำลงไป ตัวนายกเพลย์บอยก็ถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ส่วนแก๊งค์ รสช.นั้น ต่อมาก็ถูกฝูงชนขับไล่ถึบตกกระป๋องไป หลังจากฆ่าฟันประชาชน ล้มตายกลางถนนราชดำเนินเสียหลายศพ

น้าชาติไม่ได้ออกนอกประเทศไปเฉยๆ หากยังถูกแก๊งค์ รสช. ‘ยึดทรัพย์’ อีกด้วย แต่โดยการขัดข้องทางเทคนิคของกฎหมาย ทำให้เจ้าตัวหลุดบ่วงกรรมนั้นออกมาได้ หลังจากนั้นนายกเจ้าสำราญคนนี้ ก็ไม่ได้มีโอกาส โผล่ขึ้นมากินบุปเฟต์กับคาบิเนต์อีกเลย จนเสียชีวิตไปในที่สุด

ทิ้งให้ ‘จิ้งหรีดไหหลำ’ กรีดร้องว้าเหว่ ไปแต่ตามลำพัง!

การที่หัวหน้าคณะรัฐประหารปัจจุบัน ตั้งองค์กรอิสระใหม่ คือ คตส.ขึ้นมาสอบสวนหาความผิดรัฐบาลเก่า ผมก็หวังว่าคงจะมีปัญญานำทักษิณ หัวหน้ารัฐบาลเก่า ขึ้นศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้สักหนึ่งคดีก็ยังดี เพราะตอนนี้ยังไม่มีวี่แววเลยแม้แต่น้อย

อยากจะบอกว่า “เอาให้มันได้เถอะน่า!” เพราะตอนนี้ผู้คนเขาวิจารณ์กันว่า “เหลวแน่ๆ...ทำยังไงก็ไม่ถึงตัวทักษิณ” หรือคนเขาก็ว่า อย่างเก่งก็ได้แค่ปลาตัวเล็กตัวน้อย ที่ตาบอดมาติดตาข่าย คตส. หรือเป็นพวกข้าราชการ ที่ต้องรับเคราะห์เพราะความซวยเท่านั้น

ยิ่งหลังจากที่ คมช. ออกสมุดปกขาวที่ทำออกมา ประชาชนไม่ได้ให้ความสนใจ แถมยังพูดกันให้ขรมอีก ว่า

สมุด คมช.ที่อุตส่าห์ทำออกมา เหมือนลอกเอาทั้งข่าวและสำนวนจากหนังสือพิมพ์ มาตีพิมพ์ ไม่ได้มีอะไรน่าประทับใจเลย ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดก็คือ

สมุดตลกปกขาวนั้น พูดถึงข้อกล่าวหาที่เป็นสาเหตุแห่งการปฏิวัติเพียง ๓ ข้อ หายไปแล้ว ๑ ข้อ ที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือ
ข้อกล่าวหาว่า ละเมิดเบื้องสูง!

ไม่รู้หายไปได้อย่างไร ผู้คนเลยสงสัยกันว่า หรือข้อหานี้ไม่มีอยู่จริง ตามที่อ้าเอาเป็นสาเหตุของการทำรัฐประหาร หรือเป็นเพราะ...

อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องเรียบทุกคดีไปแล้ว หรือความจริงแล้ว ทักษิณกับพวกนั้นเป็นผู้จงรักภักดี ไม่เคยละเมิดเบื้องสูง อย่างที่พวกคณะปฏิรูปกล่าวหา เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่?

ประชาชนเขาข้องใจนะ ช่วยตอบให้ผู้คนหายข้องใจด้วย เถอะครับ!

ส่วนการทุจริตของรัฐบาลเก่านั้น ท่านผู้อ่านที่ติดตามมา คงทราบดีว่า ผมบอกไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ทักษิณยังครองอำนาจ ว่า

มีคดีใดบ้าง ที่จะเอาทักษิณและพวกนักการเมืองขี้ฉ้อขึ้นศาลได้ ตอนนี้ก็มี ป.ป.ช.ก็รับเป็นคดีเริ่มกระบวนการไต่สวนไปหมดแล้ว นั่นคือ การทุจริตในการแปรรูป กฟผ.ของทักษิณและคณะรัฐมนตรีร่วมคณะ, การทุจริตในการจัดซื้อเรือและรถดับเพลิงของกทม. และกรณีการทุจริตของอดีตรัฐมนตรีพรรคเก่าแก่ ทั้ง ๓ คดีนี้ ผมชี้เอาไว้แล้วว่าไปไม่รอด ต้องเข้ากระบวนการไต่สวนดำเนินคดีของ ป.ป.ช. หนีไม่พ้น!

อย่างไรก็ตาม เรื่องข้าราชการทุจริตที่ผมเคยใบ้เอาไว้ใน กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๒๕๒ อาจารย์สุขุม นวลสกุล กับรายการ “มองรอบดาก” ของ ททบ.๕ คือ การทุจริตในสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ซึ่งเอาทรัพย์สินของทางราชการไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ นั้นตอนนี้ป.ป.ช.ประกาศออกมาว่า รับเป็นคดีเข้ากระบวนการไต่สวนหาผู้กระทำผิดแล้ว

น่าประหลาดใจ ไม่รู้ว่ากองทัพบก ปล่อยให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร!? หรือผลประโยชน์มันมากมาย ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง กระทั่งจนไม่ถ่ายทอดสดงานสำคัญอยากการจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคลในวันที่ ๕ ธนวามหาราช ที่เขาว่าเกี่ยงกะอีแค่เรื่อเงินค่าโฆษณา เป็นอย่างนั้นใช่หรือเปล่า?

อยากให้ท่านพล.อ.สนธิฯในฐานะ ผบ.ทบ.,ประธาน คมช. , หัวหน้าคณะรัฐประหาร ช่วยดู อย่าให้ลูกน้องของท่านหน่วยใด เอาทรัพย์สินของทางราชการ ของกองทัพบก ไปทำในทำนองเดียวกันนี้อีกได้ไหม เพราะขืนปล่อยอย่างนี้ นอกจากจะยุ่ง

ขายขี้หน้าเขาแย่!!

ขอให้แถลงให้ประชาชนทราบด้วย จะได้แน่ใจว่า ทางกองทัพไม่ได้ปิดบังความจริงว่า ทหารก็มีเรื่องคอรัปชั่นเหมือนกับข้าราชการหน่วยอื่นๆ อย่างที่พวกคณะปฏิรูปของท่านกล่าวหาเขาเอาไว้ ในสาเหตุแห่งการทำรัฐประหาร แต่เรื่องทุจริตในกองทัพเองกลับถูกหมกเม็ดได้นานมากทีเดียว เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่?

เขียนเรื่องนี้แล้ว วันหลังจะสาธยายถึงการคอรัปชั่น ในการจัดซื้อจัดยุทโธปกรณ์ของกองทัพต่างๆให้จั๋งหนับกันเสียที จะทำแบบวิทยานิพนธ์ให้เห็นกันจะจะเลยทีเดียว

เพื่อให้คนในชาติบ้านเมือง ได้รู้กันชัดๆว่า ใครดีใครชั่วกันบ้าง!!!

ย้อนกลับมาเรื่อง ‘จอมพลเจ้าน้ำตา’ อีกครั้ง
คุณนพพร บุญยะฤทธิ์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นนักข่าวอยู่หนังสือพิมพ์ ‘ชาติไทยรายวัน’ ของสำนักพิมพ์ชาติไทย ซึ่งเป็นเจ้าของ ‘ชาติไทยรายสัปดาห์’ ด้วยบอกกับผมว่า

“ทีแรกพวกนักข่าวก็เข้าใจว่า จอมพลผินร้องไห้ เพราะเสียใจที่พวกนักการเมืองกินบ้านกินเมืองกันมาก แต่มารู้ทีหลังว่า....ไม่ใช่...อย่างที่เข้าใจกัน” ท่านหยุดเว้นวรรคไปนิด

“อ้าว ทำไมล่ะ” ผมร้องถาม เพราะตัวเองก็เชื่ออย่างนั้นมานาน

“ตอนหลังพวกนักข่าวมารู้ว่า จอมพลผินแกเป็น ‘ต้อลม’ หรือที่เขาเรียกว่า ‘ตาลม’ ซึ่งคนแก่เป็นกันมาก อย่าลืมนะ ตอนนั้นแกอายุ ๖๐ เข้าไปแล้ว ตอนแถลงข่าวน่ะ ยืนพูดอยู่กลางแจ้ง ลมแรง ตาเลยโดนลม น้ำตามันก็ไหลออกมา”

คุณนพพรพูดอย่างนี้จริงๆ พูดจริงจัง ไม่ได้พูดเล่นเอาสนุกด้วย!

ผมเองเคยเห็นคนเป็น ‘ตาลม’ มาก่อน อย่างพวกชาวนา เวลาเกี่ยวข้าวตอนหน้าเกี่ยวราวเดือนอ้ายเดือนยี่ ลมมักแรง ชาวนาที่เป็นโรคนี้ เกี่ยวข้าวไปก็เหมือนร้องไห้ไปด้วย เพราะน้ำตามักจะไหลออกมยามนั้น ท่านผู้อ่านที่เป็นเด็กต่างจังหวัด คงจะเห็นด้วยกับผมในเรื่องนี้ ฟังคุณนพพรพูดแล้ว ก็ให้รู้สึกว่า

ถ้าเราไม่รู้อะไรลึกๆจริงๆ บางทีก็เข้าใจผิดได้เหมือนกัน!

ดูพล.อ.สนธิฯพูดออกโทรทัศน์แล้ว พูดเสียงนุ่มๆและใส่อารมณ์ ให้นึกชมเชยว่า ท่านตีบทแตกละเอียดดีจริงๆ แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเหตุน้ำตาไหลของจอมพลผิน นักปฏิวัติรุ่นปู่แล้ว ผมว่า ‘บิ๊กบัง’ โชคดีที่ แค่นึกอยากร้องไห้เท่านั้น ยังไม่ได้ร้องออกมาจริงๆ เพราะ...

หากท่านนึกถึงเรื่องพวกทักษิณคอรัปชั่นแล้ว น้ำตาเกิดไหลออก ผมเองก็ไม่อาจบอกว่าท่านเป็นโรคต้อลม ตาลม เหมือนจอมพลผิน ต้นแบบแห่งการรัฐประหารรุ่นเดอะ เพราะประธาน คมช.ท่านอยู่ในห้องติดแอร์ ไม่มีลมพัดแรงเป็นเหตุให้แสบลูกกะตา จนน้ำไหลออกตาอย่างนักรัฐประหารรุ่นคุณปู่

ถ้าท่านพูดในที่ประชุม กอ.รมน. แล้วเกิดอาการน้ำตาไหลประกอบคำปราศรัย เหมือนจอมพลผินแล้ว ผมก็ไม่สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่น นอกจากสันนิษฐานว่า

ท่านคงจะหาวนอนแน่ๆที่เดียวเชียว!

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า ตัวของคนเขียนเองก็ไม่ได้ร้องไห้มาหลายปีดีดักแล้ว แต่เวลาหาวทีไร

น้ำตาพาลไหลทุกทีซิน่า!

จึงต้องเรียนพล.อ.สนธิ ว่า อย่าได้เผลอ ‘หาว’ ให้ใครเห็นนะครับ เดี๋ยวน้ำเกิดไหลออกตา เผลอๆคนไม่รู้ สาระแนเข้าไปปลอบ ให้กำลังใจท่านหัวหน้าคณะรัฐประหาร ว่า...

“บิ๊กบังจ๋า อย่าร้องไห้!”

ชาวบ้านเขาอาจนินทา หรือเปลี่ยนฉายาจาก ‘บิ๊กบัง’ เป็น. ‘นายพล-เจ้าน้ำตา’ หรือ ‘หัวหน้ารัฐประหาร-เจ้าน้ำตา’ ไปเสียอีก!!
ฉายาใหม่ของท่าน จะไปพ้องกับนักรัฐประหาร ‘รุ่นปู่’ เข้า ผู้คนเขาจะพูดกันได้ว่า ...


“DNA ของพวกรัฐประหารนี่ ไม่ได้แตกต่างกันเลยจริงๆ!!!”

................

ท้ายบท ถ้าหากท่านผู้อ่าน อยากทราบถึงรายละเอียดว่า ทำไมผมถึงบอกว่า ๓ คดีที่ นายกทักษิณ ผู้ว่าและอดีตผู้ว่า กทม. และนักการเมืองฝ่ายค้านที่เป็นอดีตรัฐมนตรี ต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน กรุณาคลิกไปดูที่ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๒๔๖ “คุกตะรางไม่ได้มีไว้ขังหมา!” (ฤาทักษิณจะทับรอย กกต.) ตอนที่ ๒๕๔ “จะเอา ‘นักการเมืองขี้ฉ้อ’ เข้าคุก...ต้องทำอย่างนี้!?”

ส่วนแฟนๆที่อยากรู้ว่า ผมมองเรื่องการสอบสวนคดีอดีตนายกและครอบครัวอย่างไร นั้น ต้องติดตามอ่านกาแฟขม...ขนมหวาน ฉบับหน้า ตอนที่ ๒๖๕ ชื่อตอน “มาร์ธา สจ๊วต กับ พจมาน ชินวัตร ความเหมือนที่แตกต่าง!?”

ฟังชื่อแค่ชื่อ ก็พลาดไม่ได้แล้วนะครับ!!!