xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตเมื่อเรียนจบ

เผยแพร่:   โดย: อาทิตย์ ประสาทกุล

ฤดูร้อนมาเยือนมหานครนิวยอร์กตามกำหนด สีหน้าผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสตอนรับไออุ่นและแสงจ้าที่เข้ามาแทนความหนาวเย็นที่ผ่านประสบมาเกือบครึ่งปี ที่สนามกลางมหาวิทยาลัย หนุ่มสาวนักศึกษาพากันออกมาอาบไอแดดให้สาสมกับที่รอคอย บ้างหยิบจานร่อนมาเขวี้ยงเล่นกันครึกครื้น มหาวิทยาลัยปิดภาคเรียน หลายคนพากันกลับไปเยี่ยมบ้าน อาทิตย์ที่ผ่านมาบรรยากาศจึงดูหงอยเหงาขึ้นถนัด เช้าวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับเมืองไทยในตอนกลางวัน ผมพาแม่เดินไปห้องสมุดเพื่อคืนหนังสือเล่มสุดท้ายที่ยืมมา และขากลับแวะสำนักทะเบียนเพื่อขอรายงานผลการศึกษา เจ้าหน้าที่ทะเบียนส่งผลการศึกษาให้พร้อมกับกล่าวร่ำลาและแสดงความยินดี ผมค่อยเพ่งสายตาไปรายชื่อวิชาที่ได้ลงเรียนในแต่ละภาคเรียนทีละบรรทัด เรื่อยลงมาชถึงบรรทัดสุดท้ายที่เขียนบอกว่าผมได้สำเร็จการศึกษาครบถ้วนตามหลักสูตรแล้ว ร่างกายผมลุกซู่ ไม่ผิดแผกไปจากเมื่อเกือบสองสัปดาห์ก่อนในพิธีมอบปริญญาบัตรของโรงเรียนในโบสถ์ใหญ่ริมแม่น้ำฮัดสัน ผมตื้นตันและไม่เชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เวลาสองปีของการเรียนปริญญาโทกำลังจะมาจอดแน่นิ่งอยู่ที่จุดมุ่งหมาย ถนนแห่งการเดินทางสายใหม่กำลังจะเริ่มต้นในชีวิต แม้จะตื่นเต้นดีใจกับสิ่งที่กำลังจะเริ่มขึ้น ความรู้สึกสับสนและกระสับส่ายไม่แน่ใจกับทางข้างหน้าก็มาเยี่ยมเยือนพร้อมๆ กัน

เพื่อนแทบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชีวิตเมื่อจบการศึกษาเป็นชีวิตที่อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ไม่มั่นคง และไม่แน่นอน นักเรียนอเมริกันและยุโรปมักเห็นว่าการเรียนต่อในระดับปริญญาโทมีความหมายทางคุณค่ากับแต่ละคนมากกว่าการเรียนในระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่า การเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นนี้เป็นการมุ่งแสวงหาความรู้เฉพาะทางที่ตัวเองสนใจ และต้องการที่จะรู้ลึกซึ้งในสาขาวิชา สำหรับหลายคน การกลับมาเป็นนักเรียนใหม่นี้คือจุดเปลี่ยนจากอาชีพหนึ่งไปยังอาชีพใหม่ที่เขาใฝ่ฝัน สำหรับบางคนเป็นโอกาสสำคัญของความก้าวหน้าในการงาน และหลายๆ ครั้งก็เป็นช่วงเวลาพักจากชีวิตที่หนักหน่วงที่ผ่านมา เพื่อนร่วมชั้นของผมที่โรงเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและนโยบายสาธรณะจึงหลากหลายมาก ความหลากหลายที่ว่านี้อยู่ในมิติต่างๆ ไม่จะเป็นเรื่องอายุ เชื้อชาติ ภูมิหลังทางการศึกษา และเป้าหมายในชีวิต

ผมมีเพื่อนไม่มาก แต่ก็ได้เพื่อนดีและสนิทสนมกัน ตอนนี้เราทุกคนก็จะแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง เจ้ามิตซูวากิ เพื่อนรักที่สุดชาวญี่ปุ่นอเมริกันได้ทุนรัฐบาลอเมริกาเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดิม เมื่อเราต้องลาจากกัน ผมบอกเขาว่า ผมเฝ้ารอคอยถึงวันที่จะได้เรียกเขาด้วยคำนำหน้าว่าดอกเตอร์อย่างเต็มปากเต็มคำ มิตซูวากิตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก ด้วยอยากทำงานด้านการวิจัย ผมบอกมิตซูวากิว่าผมพอแล้วกับการเรียนหนังสือ ผมอยากจะทำงานในทางปฏิบัติ ใช้วิชาความรู้ที่ได้เรียนมาทำให้เกิดผลจริงมากกว่าวุ่นอยู่ในสนามของการค้นคว้าวิจัย ส่วนซานเก เพื่อนรักอีกคนชาวภูฏานก็กลับไปรับราชการที่กระทรวงการค้าตามที่เขาใฝ่ฝัน ซานเกชอบให้ผมเล่าให้เขาฟังเรื่องเมืองไทย เขามีความรู้สึกผูกพันกับประเทศไทยมาก คงเพราะเรามีพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักเหมือนกัน และเขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นมิตรแท้ ครอบครัวของเขามาตรวจสุขภาพที่เมืองไทยเป็นประจำเช่นเดียวกับชาวภูฏานที่มีเงินคนอื่นๆ ซานเกเพิ่งแต่งงานกับเจ้าหญิงภูฏานและกำลังจะมีลูกน้อยในไม่ช้า ชีวิตการทำงานของเขากำลังเริ่มด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้ความสุขของการเริ่มครอบครัว เพื่อนสนิทนักเรียนทุนชาวญี่ปุ่นและเกาหลีก็กำลังจะกลับไปรับราชการต่อให้กระทรวงเดิมของเขา สองปีที่นิวยอร์กสำหรับพวกเขาคือช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง ศึกษาภาษาอังกฤษ และนำของดีของอเมริกาไปปรับใช้ให้ประเทศของเขาที่ดีอยู่แล้วให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ผมยังมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนิทสนมกันจากการทำงาน ในสองภาคเรียนสุดท้าย เราต้องทำโครงการเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการด้านการพัฒนาระหว่างประเทศแทนวิทยานิพนธ์ กลุ่มเราเดินทางไปประเทศเคนยาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่รัฐบาลท้องถิ่นจะให้บริการประปาแก่คนในชุมชมเองแทนที่จะผ่านรัฐบาลกลาง ตลอดเกือบแปดเดือนที่ผ่านผมจึงได้รู้จักเพื่อนที่หลากหลายและมีความน่าสนใจในตัวของแต่ละคน คริสติน่า เพื่อนชาวเยอรมันคือคนที่เป็นแรงบันดาลให้ผมมากที่สุดในช่วงเวลานี้อีกคนหนึ่ง เธอได้ทุนจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นแนวหน้าของโลกให้มาเรียนต่อ เมื่อเรียนจบ แผนการของเธอก็คือการท่องเที่ยวและทำงานอาสาสมัครในทวีปแอฟริกา ครั้งหนึ่งเมื่อเราเครียดกับการประชุมที่หนักหน่วง เธอเล่าให้ผมฟังถึงแผนการท่องแอฟริกาของเธอด้วยความตื่นเต้น เธอบอกว่า รอยต่อระหว่างเรียนจบและทำงาน ควรจะมีประสบการณ์พิเศษคั่นครึ่งระหว่างกลาง เธอบอกว่า เวลางานที่โรงเรียนหนัก เธอก็จะคิดถึงเวลาหลังเรียนจบที่เธอจะได้ท่องเที่ยว ผมเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหาเวลาคั่นกลางแบบนี้บ้าง เวลานี้ อาจจะทำให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้นก็ได้ ดังนั้น ก่อนเข้าทำงานตามเวลาที่ได้ลาศึกษามา ผมจึงตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศภูฏานสักสามอาทิตย์ เวลาว่างๆ เวลาเงียบๆ เช่นนี้ อาจจะสอนสิ่งสำคัญในชีวิตให้ผมก็ได้

ดูเหมือนว่าในเวลานี้ ผมจะคิดหนัก คิดจุกจิก และคิดมากเสียจริง แม้จะบอกตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าอย่าเคร่งเครียดกับชีวิตมากจนเกินไป ควรปล่อยให้ชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิตบ้าง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คนเราไม่สามารถกำหนดสิ่งใดได้ทุกอย่าง แต่ก็ทำไม่ได้สักที ผมนึกสับสนไปหมด แม้จะมีงานรออยู่ตรงหน้า ผมก็ยังกลัวกับความไม่แน่นอน แม้จะมีปริญญาโทจากโรงเรียนที่เป็นที่ยอมรับ ผมก็ยังหวาดระแวงกับความไม่มั่นคง แม้หลายคนจะให้กำลังใจและกล่าวชื่นชมยินดี ผมก็ยังสงสัยว่านี่เป็นความสำเร็จที่ควรภาคภูมิใจแน่หรือ แม้จะทำสำเร็จตามใฝ่ฝันคือได้เรียนต่อจนจบลุล่วงและกำลังจะเข้าไปรับราชการที่ต้องการมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็ก ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าชีวิตที่กำลังรอคอยอยู่ข้างหน้าจะเป็นดังที่เคยคิดวาดภาพไว้หรือไม่ ความรู้สึกแบบนี้ ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เพื่อนนักเรียนหลายคนกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า ดังนั้นผมจึงไม่ควรปริวิตก ปัญหาของผมในตอนนี้จึงมีอยู่เพียงว่าผมจะจัดการกับชีวิตตัวเองที่คิดหนักให้ได้อย่างไร และจะเปลี่ยนความรู้สึกไม่มั่นคงไม่แน่นอนให้เป็นกำลังใจเป็นความเข้มแข็งให้ได้อย่างไรต่างหาก

อย่างไรก็ดี ผมนึกดีใจว่าแม้จะทุกข์ทรมานด้านความคิด แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกับตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ สักครั้ง วันก่อน พี่ก้อย วนาลี โล่ห์เพชร เจ้าหน้าที่การทูตไทยที่นิวยอร์กบอกให้ผมฟังเมื่อเห็นว่าผมกำลังตื่นตระหนกกับชีวิตหลังเรียนจบว่า ชีวิตมนุษย์มีหลายล้านชีวิต คงไม่มีสูตรสำหรับอันตายตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียว ที่สำคัญที่สุดคือว่าเราจะยึดคุณค่าและเชื่อถือในอุดมคติเช่นไร ผมบ่นกลัวให้พี่ก้อยฟังถึงชีวิตข้าราชการที่แม้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี แม้เป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันและต้องการมานานนม แต่ก็ต้องสวนทางกับเงินเดือนไม่มาก ชิวิตของเด็กอย่างผมที่เกิดมาในครอบครัวข้าราชการอย่างผมจะจัดการกับสถานการณ์ทางการเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างไร พี่ก้อยให้กำลังใจผมซึ่งกำลังถูกฉุดกระชากลากถูเข้าสู่ความคิดบริโภคนิยมอเมริกันว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ มีเงินเท่าไรก็ใช้หมด เราทำอะไรที่มีความสุขนั้นสำคัญกว่า

ผมคุยกับพี่ก้อยในรถเมล์คันยาวที่กำลังแล่นรับผู้คนกลางมหานครนิวยอร์กไปอย่างเนิบๆ บนท้องถนนที่เวลานี้เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คน ระหว่างบทสนทนาของเรา ชีวิตก้าวเร็วของคนนิวยอร์กนั้นเชื่องชาลงอย่างรู้สึกได้ชัด นึกถึงเวลานี้เมื่อไร ผมรู้ว่าตัวเองมีกำลังใจขึ้นมาทุกครั้ง เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ ผมออกเดินทางจากมหานครนิวยอร์ก ทิ้งความหลังทุกอย่างไว้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ฟูมฟายนึกถึง และก็ไม่ลิงโลดที่ได้ลาจาก ผู้ใหญ่หลายคนเฝ้าเตือนให้ผมฟังว่าชีวิตปัจจุบันต่างหากที่เราควรให้ความสำคัญ ชีวิตของของหนุ่มสาวมักโหยหาถึงอดีตอันหอมหวาน และเฟื่องฟุ้งถึงอนาคตอันเย้ายวล ตอนนี้ผมดีใจและนึกถึงเวลาที่อาจจะได้กลับมาที่มหานครนิวยอร์กอีกครั้ง ความหลังหลายๆ อย่างคงฟุ้งขึ้นตลบอบอวนอย่างที่แม่ตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้าออกตาเมื่อแม่ได้มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อมางานรับปริญญาของลูกชาย หลังจากที่เคยร่ำลาอเมริกาไปเมื่อสามสิบปีก่อนแน่ๆ
กำลังโหลดความคิดเห็น...