xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ 'ทักษิณ' ว่าราชการหลังม่าน

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

วันที่ 4 เมษายน 2549 ทักษิณ ชินวัตร ประกาศ "เว้นวรรค" ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่จะได้มาจากผลการลากตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549

แต่ ... ทักษิณก็ยังคงดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่
แต่ ... ทักษิณยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ยังถือว่ามีอำนาจสูงสุด สามารถจะชี้เป็นชี้ตายสมาชิกพรรคได้ทุกคน แม้กระทั่งตัวแทนจากพรรคไทยรักไทยที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่ ... ทักษิณก็ยังคงประกาศเดินหน้านโยบายสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยมที่ส่วนใหญ่เป็นนโยบายซื้อเสียงและก่อหนี้ให้กับประชาชน นโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภค นโยบายการทำสัญญาเปิดเขตการค้าเสรีที่ชาติเสียเปรียบ และอีกมากมายหลายนโยบายที่ล้วนแล้วไม่โปร่งใสและถูกคัดค้านอย่างหนักจากประชาชน
แต่ ... ทักษิณก็ยังไม่มีคำอธิบายเรื่องปัญหากรณีขายหุ้นชินคอร์ปว่าตนเองไม่ผิดจริยธรรมอย่างไร? เพราะเหตุใดการขายหุ้นชินคอร์ปของลูกๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการเอาทรัพย์สมบัติและสิทธิของประเทศไทยทั้งสิทธิการบิน สถานีโทรทัศน์ คลื่นความถี่ หรือวงจรดาวเทียมไปยกให้สิงคโปร์?
แต่ ... ทักษิณก็ยังไม่ยอมรับความผิดของตนเองและคณะรัฐมนตรีจากการผ่านพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับเกี่ยวกับการแปรรูปและกระจายหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้วว่าเป็นกฎหมายเถื่อน!
แต่ ... ทักษิณก็ยังไม่รู้ว่าการ "ลากตั้ง" 2 เมษาฯ ที่ใช้ภาษีประชาชนไปมากกว่า 2,500 ล้านบาทจะลงเอยอย่างไร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใดจึงจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ไม่ได้ชื่อทักษิณ

และอีกมากมายหลาย แต่ ...

ดังนั้นจากสาเหตุมากมายหลาย แต่ ... ข้างต้น เมื่อพิจารณากันอย่างถ้วนถี่แล้ว แม้การประกาศเว้นวรรคแบบ "คายเงาเนื้อในน้ำ" (ตามภาษาของคุณเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์) ของทักษิณจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประชาชน โดยอย่างน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นการทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดในบ้านเมืองได้ถูกผ่อนคลายลงในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ก็ดังเช่นที่หลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์ การเว้นวรรคของทักษิณครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเสียสละอย่างที่หลายคนเข้าใจแต่เป็น การถอยเพื่อรุก!

ถอยเพื่อรุกอย่างไร ผมคงจะไม่ใช้พื้นที่ตรงนี้มาอธิบายให้เป็นการซ้ำซาก เพราะเชื่อว่านักวิชาการ ผู้คร่ำหวอดในวงการการเมือง คอลัมนิสต์ รวมไปถึงประชาชนผู้ที่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของทักษิณ และระบอบทักษิณคงจะอธิบายได้ดีกว่าผมมาก

โดยส่วนตัว เมื่อสิ้นเสียงคำแถลงข่าวของทักษิณ ชินวัตร ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อหัวค่ำของวันอังคารที่ 4 เมษายน 2549 ผมมิอาจห้ามใจไม่ให้นึกถึงสำนวนจีนสำนวนหนึ่งที่สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย ณ ปัจจุบันอย่างมากขึ้นมาทันที

สำนวนนั้นก็ คือ ว่าราชการหลังม่าน หรือ ฉุยเหลียนทิงเจิ้ง (垂帘听政)
พระนางซูสีไทเฮา-ทักษิณ ชินวัตร
ทักษิณ และกุนซือของไทยรักไทยอาจหวังว่า 'เหลี่ยม' การประกาศเว้นวรรคจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณและถอยมาหลบบัญชาการอยู่หลังฉาก ด้วยวิธีรั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทยไว้ น่าจะเป็นวิธีการอันฉลาดล้ำลึก และถือเป็นยุทธศาสตร์ที่จะช่วยพลิกสถานการณ์ให้พวกตนกลับมาถือไพ่เหนือกว่ากลุ่มประชาชนผู้คัดค้าน รวมถึงพรรคฝ่ายค้านทั้งหลายได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อย่างไรก็ตามผมอยากจะกล่าวเตือนไว้ก่อนว่า 'เหลี่ยม' ของทักษิณ และกุนซือไทยรักไทยในครั้งนี้จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ หรือ ล้ำลึกแต่อย่างไรเลย สาเหตุก็คือ กลยุทธ์การว่าราชการหลังม่าน นั้นเป็นสิ่งที่ชาวจีนคิดค้นขึ้นมาตั้งนมตั้งนานแล้ว

การว่าราชการหลังม่านเกิดขึ้นมาอย่างน้อยตั้ง 1,300 กว่าปีก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ในสมัยของฮ่องเต้ถังเกาจงที่มีคนอยู่หลังม่านนามว่า พระนางบูเช็กเทียนจักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน ทั้งนี้ในเวลาต่อมา ผู้ที่นำกลยุทธ์ว่าราชการหลังม่าน นี้มาใช้จนโด่งดังไปทั่วโลกก็คือ สตรีชาวแมนจูนามว่า พระนางซูสีไทเฮา!

พระนางซูสีไทเฮา ใช้วิธีว่าราชการหลังม่านครอบงำฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงสองพระองค์คือ ฮ่องเต้ถงจื้อ และฮ่องเต้กวงสู้ เพื่อปกครองประเทศจีนนับจากกลางศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 รวมระยะเวลายาวนานถึงกว่า 50 ปี

ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าในช่วง 50 ปีดังกล่าวเมื่อฮ่องเต้ตัวจริงทั้งสองพระองค์ออกว่าราชการ เสียงที่ออกคำสั่ง และโต้ตอบกับเหล่าขุนนางทั้งหลายก็คือเสียงของสตรีผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหลังฮ่องเต้โดยมีม่านคั่นกลางอยู่ .... สตรีผู้ที่นั่งอยู่หลังม่านผู้นั้นก็คือ พระนางซูสีไทเฮา นี่เอง

ซูสีไทเฮา นอกจากจะใช้ฮ่องเต้เป็นหุ่นเชิดแล้ว พระนางก็ยังใช้อำนาจในทางลับผ่านเหล่าขันที เพื่อแต่งตั้งฮ่องเต้ สังหารฮ่องเต้-สังหารสนมในวัง อย่างโหดเหี้ยม

นอกจากนี้พระนางซูสีไทเฮา ยังทำการผลาญชาติ ผลาญเงินภาษีของราษฎรเพื่อนำไปบำรุงบำเรอความสุขและความฟุ่มเฟือยของตนเองอย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการเอาเงินคลังหลวงไปสร้าง-ซ่อมพระราชวังฤดูร้อนให้ตัวเอง เอางบประมาณในการสร้างกองทัพเรือไปสร้างเรือหินอ่อนให้ตัวเองนั่งดูเล่นแล้ว ที่หนักหนาไปกว่านั้นก็คือ การสบคบกับกองกำลังต่างชาติให้รุกรานประเทศจีน โดยจุดมุ่งหมายแอบแฝงประการหนึ่งก็เพื่อให้กองกำลังต่างชาติเหล่านี้มาช่วยคานอำนาจและต่อกรกับกบฎภายในที่ลุกขึ้นมาต่อต้านราชวงศ์ชิง กบฎที่ลุกฮือขึ้นมาเนื่องจากอดรนทนไม่ไหวกับการถูกกดขี่ ความแหลกเหลวและเน่าเฟะจากการบริหารแผ่นดินด้วยวิธีว่าราชการหลังม่านของพระนางซูสีไทเฮา

สิ่งเหล่านี้ส่งให้ในที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อาณาจักรจีนที่เกรียงไกรมานับเป็นพันๆ ปีต้องกลับล่มสลายลง และตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอนานนับศตวรรษ

กลับมาถึงภาวะของบ้านเมืองของเราในปัจจุบัน ......

ผมไม่ทราบว่า ทำไมบุคคลที่เอาเงินภาษีประชาชนไปซ่อมทำเนียบใหม่ เอาไปซื้อเครื่องบินให้ตัวเองใช้ส่วนตัว แล้วยังรู้เห็นเป็นใจกับขันที-ขันทวยกรณีอุ้ม-สังหารประชาชน สมคบคิดกับต่างชาติให้เข้ามาแทรกซึม ยึดครอง กอบโกยผลประโยชน์ชาติ ทั้งยังกระทำระยำตำบอนอีกมายมายนับไม่ถ้วน เมื่อเขาประกาศตัวว่าถอย แล้วหันไปนั่งบัญชาการอยู่เบื้องหลังจึงถูกยกย่องว่าเป็น 'วีรบุรุษประชาธิปไตย' ไปได้

หลายคนอาจจะกล่าวหาว่าผมคิดมากไปที่เอาสตรีชาวแมนจูที่เสียชีวิตไปเกือบร้อยปีแล้ว มาเปรียบเทียบ เปรียบเปรยกับชายผู้นี้ ......

ครับผมอาจจะกล่าวผิดไป จริงๆ ทั้งบุคคลสองคนนี้ไม่เหมือนกัน ผลกรรมจากการกระทำของสตรีชาวแมนจูผู้นั้นได้ส่งให้ในปัจจุบันชาวจีนเรียกเธอว่าเป็น 'ทรราชหญิง' ส่วนชายผู้นี้ผลกรรมควรจะส่งให้เขาได้ชื่อว่าเป็น 'ทรราชชาย'!
กำลังโหลดความคิดเห็น...