เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว ออกไปเดินเล่นด้วยเห็นว่าอากาศมันดีเหลือเกิน เห็นผู้คน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ มาออกกำลังที่สวนสาธารณะกลางเมืองเชียงใหม่แล้วดูคึกคัก หนุ่มสาวหลายคู่ดูท่าทางกำลังอยู่ในความรัก ท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจว่าทำไมผมรู้ เพราะอยู่มาอายุป่านนี้ ผ่านร้อนหนาวมามาก ตลอดจนชีวิตการเป็นตำรวจ มองอากัปกริยาคนออกได้ไม่ยากนัก
เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมดูรายการของยูบีซี ช่อง Discovery เขาเอาเรื่อง “ตำนานเมือง” มาฉาย ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานต่างๆที่เล่าขานกัน ตอนที่ขาเอามาฉายให้ดูนั้นเป็นเรื่องราวของหญิงคนหนึ่งไปซื้อเสื้อโค้ทจากห้างดัง ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสื้อผ้านำเข้าจากชาติยากจน ซึ่งเป็นประเทศในเขตร้อนที่มีค่าจ้างแรงงานถูก
ระหว่างการลองเสื้อโค้ท ก่อนที่จะตกลงใจซื้อนั้น เธอของรู้สึกเจ็บคอจี๊ดขึ้นมา หลังจากที่ซื้อเสื้อเสร็จแล้วกลับบ้านไป ปรากฏว่าต้นคอของเธอบวม เอากระจกส่องดูเห็นรูเล็กๆสองรูที่ลำคอ จึงไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลคุณหมอลงความเห็นว่าถูกงูกัด เธอจึงกลับไปที่ห้าง ต่อว่าทางผู้จัดการและขู่ว่าจะฟ้องห้างเลยทีเดียว
เรืองนี้เป็นตำนานเล่าขานกัน แต่พิสูจน์แล้วว่าไม่มีความจริง ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นห้างซึ่งมีตัวตนตามตำนาน ออกมาบอกว่าตั้งแต่ตั้งห้างมา ไม่เคยมีเหตุเช่นนั้นเกิดขึ้น ห้างก็ไม่เคยถูกลูกค้าฟ้องในเรื่องดังกล่าว และที่สำคัญคิดเสื้อโค้ทเหล่านี้ ถูกเก็บในห้องเก็บที่มีอุณหภูมิแค่ ๖๔ องศาฟาเรนไฮท์ รวมทั้งอุณหภูมิในห้องโชว์ก็เท่ากัน ทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพของเสื้อโคท งูเงี้ยวเขี้ยวขอนจากเมืองร้อนที่อาจติดมากับเสื้อ ไม่มีทางที่จะมีชีวิตอยู่ในความหนาวเย็นอย่างนี้ได้
ลงท้ายก็เป็นตำนานที่ไม่จริง
ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ผมได้ดูช่อง history มีการนำตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ในสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งตรงกับคืนวันพฤหัสบดี ก่อนที่จะถูกจับตัวไปตรึงไม้กางเขน คืนวันนั้นได้มีการรับประทานอาหารร่วมกับสาวกทั้ง ๑๒ คน อันเป็นมื้อสุดท้าย ( The Last Supper) ในการรับประทานอาหารครั้งนี้ ขนมปัง และเหล้าองุ่นได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญแห่งพันธะสัญญา ทั้งนี้เพราะในขณะรับประทานอาหารนั้น พระเยซูได้ส่งขนมปังให้กับสาวกทั้ง ๑๒ คน พร้อมกับกล่าวว่าขนมปังนี้แทนร่างกายของท่าน จากนั้นพระเยซูได้ส่งเหล้าองุ่นที่ใส่ในจอกเหล้าให้กับบรรดาสาวกและระบุว่า เหล้าองุ่นนี้แทนโลหิตของพระองค์ที่หลั่งออกมาเพื่อยกบาปโทษให้แก่คนทั้งหลาย
เมื่อพระเยซูถูกนำไปตรึงกางเขน ได้มีผู้เอาจอกศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเสมือนตัวแทนพระองค์ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้า และจอกใบนี้ไปโผล่ในหลายแห่ง มีการสืบค้นกันว่าของจริงน่าจะอยู่ที่ไหน หรือควรเป็นจอกไม้หรือโลหะ อะไรทำนองนี้ก็ก่อให้เกิดการโต้เถียงทางปัญญาความรู้ ของผู้ศึกษาด้านคริสต์ศาสนา
ตำนานหลายเรื่องถูกสืบค้น แต่มีอีกเป็นจำนวนมากมายที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เหมือนอย่างที่มีผู้พยายามค้นคว้าหาหลักฐานเรื่องจอกทองคำ เพราะมีผู้อยากรู้เป็นจำนวนมาก ว่าจอกนี้ยังคงมีอยู่มาจนถึงวันนี้หรือไม่ ?
แล้วตำนานแปลว่าอะไร ?
พจนานุกรมราชบัณฑิต ให้ความหมายว่า ตำนาน เป็นคำนาม หมายความว่า
เรื่องแสดงกิจการอันมีมาแต่ปางหลัง เรื่องราวนมนานที่เล่าสืบกันมา เช่น ตำนานพุทธเจดีย์สยาม,เรียกพระปริตรบทหนึ่งๆว่า ตำนาน เจ็ดตำนาน,สิบสองตำนาน
ตำนานเมืองของฝรั่งที่ผมเล่าให้ฟังนั้น เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา แต่ภายหลังมีการพิสูจน์ว่าตำนานนั้นไม่จริง เพราะบริษัทได้ออกมาปฏิเสธเด็ดขาดว่า ไม่มีกรณีฟ้องร้อง
ผมเคยเล่าเรื่องตำนานไทยบางเรื่อง คือตำนานโบสถ์เมียหลวงวิหารเมียน้อย ที่เขาวัง จังหวัดเพชรบุรี ใน (ดู กาแฟขมขนมหวานตอนที่ ๘๕ “โอ๊ะ..โอ๋ ! เมียน้อย...เมียหลวง !!!”) ซึ่งท่านผู้อ่านชอบใจกัน เพราะตำนานนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมียน้อยนั้นผัวรักมากกว่าเมียหลวง ซึ่งดูเหมือนจะใกล้กับความจริง ในชีวิตของผู้ที่มีภริยามากกว่าหนึ่งคน เพราะภริยาน้อยนั้น มักสาวและสวยกว่าเมียหลวง น้อยรายที่เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไปทางตรงข้าม
ตำนานในเมืองไทยนั้นมีมากมาย แต่กระจัดกระจายกันอยู่หลายแห่ง และแยกออกยากระหว่าง ตำนานกับนิทานพื้นบ้าน พงศาวดาร หรือเรื่องราวที่เล่าสืบเนื่องกันมายาวนาน
สำหรับตำนานเมืองหรือตำนานจังหวัด หรืออำเภอที่เป็นเมืองเก่า มีอยู่แทบทุกจังหวัด บางทีก็ปรากฏควบคู่กันไปกับบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ที่สำคัญที่สุด คืออิทธิพลทางพระพุทธศาสนาที่มีอยู่มากไม่ว่าจะเป็นการสร้างเมือง หรือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตรงเช่น ตำนานเกี่ยวกับการค้นพบพระพุทธบาทที่จังหวัดต่างๆ หรือตำนานพระพุทธรูปซึ่งก็มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับการก่อสร้าง อิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆมากมายหลายเรื่องทีเดียว
ดูตัวอย่างตำนานเมืองเชียงใหม่ ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่พญามังรายนั้นเลือกภูมิประเทศสำคัญ (terrain) โดยกำหนดเอาฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ไปจนถึงเชิงเขาที่มีฤาษีอยู่ตนหนึ่งชื่อ สุเทวะ นั่งบำเพ็ญพรตอยู่ ภายหลังภูเขาลูกนั้นก็มีชื่อตามท่านฤาษีว่าดอยสุเทพ
เราจะเห็นได้ว่าผู้สร้างเมืองท่านได้พิจารณาเอาธรรมชาติ คือแม่น้ำปิงและสันดอยสุเทพเป็นภูมิประเทศสำคัญ สำหรับต้านทานการรุกข้าศึก
เมืองสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้รับการขนานนามว่า นพบุรีศรีนครพิงค์
วันหนึ่งผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ได้เสด็จไปยังกาดหลวง ซึ่งตอนนั้นอยู่แถววัดเจดีย์หลวง เกิดอสุนีบาต (ฟ้าผ่า) ฟาดเอาร่างพญามังรายถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ.๑๘๖๑ ตรงที่ปัจจุบันเรียกว่า “สี่แยกกลางเวียง” ซึ่งผมเคยถามเด็กรุ่นหนุ่มสาวเชียงใหม่ยุคนี้มานักต่อนักแล้ว แทบไม่มีใครรู้เลยว่า ณ ที่ตรงนั้นมีสถูปเล็กๆเพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้สร้างพิงคนครอันรุ่งเรืองโอฬารชื่อ “ศาลพญามังรายมหาราช” เพราะหากไม่สังเกตก็จะไม่ทราบ นึกว่าเป็นศาลพระภูมิหรือศาลเจ้าเล็กๆเท่านั้น ทั้งๆที่เป็นศาลของผู้สร้างเมืองเชียงใหม่แท้ๆ
แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นหลังไม่ค่อยให้ความสนใจ กับตำนานของบ้านเมืองจริงๆ !
ตำนานของไทยที่ประทับใจผมมาก ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก คือตำนานสร้างพระมหาเจดีย์ อันเกี่ยวกับพ่อลูกคือพญากงพญาพานเรื่องมีอยู่ว่า
พญากงเจ้าเมืองศรีวิชัย มีกับพระมเหสีมีโอรสด้วยกัน แต่โหรหลวงดันทำนายว่า เมื่อโตขึ้นพระโอรสจะกระทำปิตุฆาต คือฆ่าพ่อตัวเอง จึงให้เอาตัวพระโอรสใส่พานลอยน้ำไป จนถึงบ้านหญิงคนหนึ่งชื่อ ‘ยายหอม’ เป็นชาวบ้านได้เก็บไปเลี้ยง พระโอรสน้อยมีบาดแผลที่ศีรษะเพราะถูกขอบพานเป็นแผล ยายแกเลยตั้งชื่อว่า “พาน” พอโตขึ้นยายหอมนำเด็กชายพานไปฝากไว้เป็นบุตรบุญธรรมของพระยาราชบุรี ซึ่งเป็นเมืองราชบุรีเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย ซึ่งเติบใหญ่กลายเป็นผู้แกล้วกล้าในการรบ จึงให้งดส่งเครื่องราชบรรณาการให้เมืองศรีวิชัย
พญากงเห็นพระยาราชบุรีเป็นกบฏ จึงยกทัพมาหวังจะจับพระยาราชบุรีฆ่าเสีย พระยาราชบุรีจึงให้พระโอรสบุญธรรมรับทัพ ทั้งสองได้ทำยุทธหัตถีพระยากงแพ้ถูกพระยาพานฆ่า พระยาพานบุกเข้าเมืองศรีวิชัย มุ่งหวังในตัวมเหสีของพระยากงมาเป็นภรรยาตน แต่ภายหลังทราบว่าเป็นมารดาของตนก็เสียใจ และโกรธยายหอมไม่เคยระแคะระคายให้ตนทราบเลย ทั้ง ๆ ที่ยายหอมเป็นผู้รู้ดีที่สุด
แทนที่จะสำนึกในพระคุณของยายหอมที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่ยังเป็นทารก พญาพานกลับเห็นว่ายายหอมปิดบังไม่ให้ตนรู้ว่า พระบิดามารดาที่แท้จริงคือใคร ทำให้หลงผิดฆ่าบิดาบังเกิดเกล้าและจวนจะทำให้มารดาต้องอับอายอีกด้วย เพราะความขาดสติทำให้หลงผิด เห็นยายหอมเป็นผู้ทำให้วิถีชีวิตตนต้องเปลี่ยนแปลงไปจึงฆ่ายายหอมอีกคนหนึ่ง
หลังจากนั้นพญาพานเสียใจในการกระทำของตนจึงสร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นสององค์คือ คือ ‘พระปฐมเจดีย์’ เพื่อให้บาปที่ฆ่าพ่อเบาบางลง และสร้าง ‘พระประโทนเจดีย์’ เพื่อล้างบาปที่ฆ่ายายหอมที่เลี้ยงตนมา แต่ชาวบ้านไม่ชอบพฤติกรรมไม่เรียกแล้วพญาพาน เรียกเป็น พญาพาล ส่งไปเลย !
เรื่องพญากงพญาพานไม่มีใครสืบค้นว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่มีศาสนวัตถุตามตำนานเล่าขานที่ปรากฏให้เราเห็นเด่นชัด ‘พระปฐมเจดีย์’ เป็นศิลปะแบบทวาราวดี ที่เชื่อกันว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศเรา และใหญ่โตที่สุดด้วย
ใครอยากทราบว่าจริงหรือเท็จอย่างไรนั้น ก็ไม่มีใครห้ามในการค้นหาหลักฐานมาพิสูจน์กัน
ตอนเป็นเด็กผมชอบเรื่องราชาธิราช ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มาก ที่ประทับใจไม่ลืมก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจดีย์มุเตา ซึ่งตอนนี้เป็นจุดท่องเที่ยวเด่นอยู่ในรายการทัวร์พม่า ผมจำชื่อชื่อ “เจดีย์มุเตา” นี้ได้แม่น เป็นเพราะเนื้อหากลับกันกับเรื่องพญากงพญาพาน แทนลูกจะกระทำปิตุฆาต กลายเป็นพ่อที่เป็นฝ่ายฆ่าลูกเสียเอง
เรื่องมีอยู่ว่า พระเจ้าราชาธิราชมีพระราชบุตรชื่อพ่อลาวแก่นท้าว วันหนึ่งโอรสองค์นี้ไปเฝ้าพระราชบิดาเห็น เม้ยนะนิก พระสนมเฝ้าอยู่ก่อน จึงไม่พอพระทัยไม่ถวายบังคมพระราชบิดา เอามือกัดนิ้วตัวเองเสียเมื่อพระเจ้าราชาธิราชมองลงมา พ่อลาวแก่นท้าวก็กัดทิ้งแล้วถ่มอีกนิ้ว (ใจเด็ดจริงๆ) พระบิดาโกรธให้เอาไปประหารเสีย พ่อลาวแก่นท้าวบอกให้สมิงกองปิงพาไปไหว้พระมุเตา เมื่อไปถึงก็ถอดพระมาลาบูชา อธิษฐานลั่นวาจาว่า ขอไปเกิดเป็นราชบุตรพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ได้กลับมาแก้แค้นฆ่าพระเจ้าราชาธิราชผู้เป็นพ่อเสีย ตอนที่พระมเหสีท้องขอให้อยากเสวยดินที่ใจกลางกรุงหงสาวดีอีกต่างหาก
การอธิษฐานไม่ได้ทำในใจ หากแต่พูดออกมาดังๆ เมื่อถูกตัดหัวแล้ว สมิงกองปิงก็คาบเอาถ้อยคำมาทูลให้พระเจ้าราชาธิราชทรงทราบ ซึ่งพระองค์ได้ยินดั่งนั้นก็รีบรุดไปที่พระมหาเจดีย์ วางพระมาลาของพระองค์ครอบซ้อนพระมาลาของพ่อลาวแก่นท้าว อธิษฐานว่า ราชบุตรของพระองค์คิดจองเวร เดชะบุญที่ได้บูชาด้วยพระเจดีย์ หากพ่อลาวแก่นท้าวไปเกิดแล้วได้สู้รบกัน ก็ขอให้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้พระองค์เสีย
พ่อลาวแก่นท้าวก็ไปเกิดเป็นพระราชบุตรของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ตอนอยู่ในครรภ์พระมารดาก็อยากเสวยดินกลากรุงหงสาวดี พระบิดาต้องแต่งราชทูตไปขอดินมาให้พระมารดาเสวย เมื่อเกิดมาก็ได้ทำศึกกับพระเจ้าราชาธิราช แต่ก็พ่ายแพ้ในที่สุด
เรื่องราวที่เกี่ยวกับผีสางนางไม้ ดวงวิญญาณที่ตายแล้วไม่ยอมไป ก็มีเป็นตำนานเหมือนกันอยู่แทบทุกชาติ เพราะคนในสมัยโบราณเชื่อผีสาง แม้เมื่อมีศาสนาที่ตนยึดถือแล้ว เรื่องภูตผีปีศาจ เปรต อสุรกายต่างๆ นั้นมีเป็นตำนานเหมือนกันในแทบทุกชาติ แต่ที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกเห็นจะเป็น Count Dracula (เคาท์แดรกคิวลา) ซึ่งอยู่ในใจของผู้คนไปทั่วโลก
สำหรับบ้านเราแล้ว รับรองว่าไม่มีเรื่องผีที่ไหนจะเฮี้ยนไปกว่าแม่นากพระโขนงไปได้ เพราะแม้วิญญาณเธอจะถูกถ่วงน้ำไปนานแล้ว แต่แม่นากก็กลับมาปรากฏบนจอ และกลายเป็นมหาอุปรากรเรื่องแรกของไทย ด้วยฝีมือของคนไทยคือคุณ สมเถา สุจริตกุล นอกจากนั้นยังมีเกร็ดกระเส็นกระสาย ให้มีสีสันขึ้นมาอีกเวอร์ชั่นหนึ่งว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ไปสะกดวิญญาณแม่นาก โดยสกัดเอาเอากะโหลกหน้าผากเธอมาจากหลุมศพ ทำให้วิญญาณมีโอกาสได้ไปผุดไปเกิด ก็ได้อรรถรสไปอีกแบบ (ดูกาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๒๐๑“กูหึงนะโว้ย!” จากมหาอุปรากร ‘แม่นาก’ ถึงมหาอุปรากร ‘วันทอง’)
ตำนานการเมืองก็มีเหมือนกันทุกชาติ เพราะกว่าแต่ละประเทศจะวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน ได้ผ่านร้อนหนาวมามาก ระบอบการปกครองต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไป หลายประเทศผ่านการปกครองมาตั้งแต่ระบอบกษัตริย์ เผด็จการ ประชาธิปไตย แต่ละประเทศก็มีเรื่องราวที่แตกต่างกัน
บางประเทศอย่างบ้านเรา โชคดีมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงไว้ซึ่งทศพิศราชธรรม ทรงนำพาประเทศของประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองมีความสงบสุข บางชาติมีผู้เผด็จการที่ประชาชนเกลียดชัง พาประเทศไปสู่การสงคราม ผู้คนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ผู้นำบางคนกดขี่โหดร้ายทารุณกับประชาชนของตน ทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์สินของชาติเป็นของตัวเอง ประชาชนทนไม่ได้ลุกขึ้นมาก่อการปฏิวัติ ขับไล่ผู้นำอัปรีย์ออกนอกประเทศไป
หลากเรื่องหลายราวแม้แบบแผนจะดูไม่แตกต่างกัน หากแต่รายละเอียดและความหนักเบาของแต่ละชาติไม่เหมือนกัน
ผมอยากให้รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย แต่ละจังหวัดมีการศึกษารวบรวมตำนานต่างๆของจังหวัดเอาไว้ ทั้งตำนานความเป็นมาของจังหวัด และตำนานสถานที่ ตำนานแหล่งท่องเที่ยว ตำนานวัด พระพุทธรูป สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาต่างๆ ฯลฯ แล้วเก็บไว้ในเวปไซด์ของจังหวัด ให้นักเรียนนักศึกษาท้องถิ่นได้ร่ำเรียนกัน เพื่อที่จะได้รู้จักและมีความภูมิใจในจังหวัดบ้านเกิดของพวกเขา และเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนร่วมชาติที่ รวมทั้งเป็นใช้สำหรับข้าราชการที่ไปรับราชการในจังหวัดนั้นๆ จะศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะปรับตัวในการดำรงชีวิตร่วมกับประชาชนสำหรับสมาชิกในจังหวัดได้รวดเร็วได้เร็ว ยกตัวอย่างเช่น
นายตำรวจจบใหม่ๆ ถูกโยกย้ายออกไปเป็นนายตำรวจที่จังหวัดปัตตานี ก็ควรมีเว็บไซต์ของจังหวัดให้ได้ค้นคว้าข้อมูลต่างๆโดยละเอียด นายตำรวจคนนั้นก็จะเห็นความสำคัญของภาษาถิ่นด้วยตัวเอง อาจออกไปศึกษาหาความรู้เรียนภาษา ‘ยาวี’ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การปฏิบัติงานสะดวก สื่อสารกับชาวบ้านได้อย่างดี ปัจจุบันมีนายตำรวจจำนวนมากที่พูด ‘ยาวี’ ได้อย่างคล่องแคล่ว ผมพบบางคนแม้จะย้ายไปอยู่ทางอีสานแล้ว ยังสามารถใช้ภาษาและความรู้จักผู้คน ช่วยภริยาติดต่อทำการค้ากับบริษัทในมาเลเซียได้อีกด้วย
ตำนานการเมืองนั้นก็มีหลายเรื่องราว มีผู้เขียนแต่งเติมให้วิจิตรพิสดาร แต่ยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี่ เมืองสาระขันขันก็มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น
เรื่องนายกเผด็จการมีภริยาเป็นร้อยหรือเรื่องคณะรัฐมนตรีที่บริโภคบ้างกินเมืองกลายเป็น “ตำนานบุฟเฟ่ต์แดก-แคบบิเนต” และเรื่องเกี่ยวกับการคอรัปชั่นเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง จำกันไม่หวาดไม่ไหว นอกจากนั้นยังมีเรื่องแปลกๆที่น่าจะเป็น ‘ตำนาน-ความระยำ’ ในวันข้างหน้า ตัวอย่างเช่น
ภริยานักการเมืองใหญ่ อุ้มตุ๊กตาผ้าทำหน้าแป๋วแหวว เดินนำลูกน้อง ถือกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่สองใบหอบเงินดอลลาร์อัดแน่น ไปให้กิ๊กเก่าตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นซื้อ
อพาร์ทเมนท์ให้ที่เยอรมัน แต่ความแตกเพราะดันไปเทโชว์ที่บ้านคนไทยเมืองนั้น เลยหึ่งกันทั่วเมืองเยอรเผือก
นักการเมืองตำแหน่งใหญ่โตในอดีต ที่บอกว่าสมถะเหลือเกิน จนลูกพรรคต้องรวบรวมเงินก้อน ไปซื้อภริยานายตำรวจระดับสารวัตร มาเป็นเมียตัวเองด้วยตัวเลขสูงน่าตกใจ (แต่ไม่อดสูใจ) เพราะกลัวจะเรื่องอันน่ารังเกียจ ที่ไปมีความสัมพันธ์กับเมียชาวบ้าน ออกไปสู่สายตาประชาชน ต่อมานายตำรวจผู้นั้นลาออกจากราชการไป ผู้บังคับบัญชาผู้ใหญ่วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นเพราะมีข้อตกลงพิเศษ กับฝ่ายนักการเมืองใหญ่...
ที่ดูหน้าซื่อๆแต่ ‘ตูดคด’ คนนั้นด้วย !
ผู้นำบางคนมีเมียน้อยแล้วยกย่องเหนือเมียหลวง ตายตกหมกไหม้ไปแล้ว เมียน้อย (ที่เดิมเป็นเมียน้อยตำรวจ อีกเหมือนกัน) ยังออกมาเสนอหน้าต่อสังคม เขียนถึงความรักของตัวเธอกับแก ทำให้เมียแก่คู่ทุกข์คู่ยาก ต้องออกมาคร่ำครวญกับผู้คนขอความเห็นใจ ร้อนถึงลูกเต้าที่มีตำแหน่งทางการเมือง ที่เก่งแต่ด่ารัฐบาลกับประเทศตัวเอง ขนาดอยู่ในวัยผมก็ขาวและหนวดก็หงอกแล้ว ยังต้องออกมาทำเสียงเครือร่ำร้องต่อสื่อมวลชน ขอร้องไม่ให้คุณเมียน้อยของบิดา เธอโชว์ออฟมากเกินเหตุ ผู้คนเลยออกมาหัวเราะด้วยความสมเพช !
เสนาบดีบางคนที่ออกมาด่าว่าคนอื่นไม่ซื่อสัตย์ แต่ตัวเองขณะอยู่ในตำแหน่ง ได้ใช้อำนาจแก้ไขกฏเกณฑ์บ้านเมือง เปิดช่องเอาที่พระสงฆ์องค์เจ้ามาขายให้กับญาติตนเอง นำไปสร้างสนามตีกบ ทำกำไรเข้ากระเป๋า ไอ้คนนี้เมียน้อยตามไปถึงที่ทำงานราชการ มันไม่กล้าเผชิญหน้าแบบลูกผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ กลับวิ่งหนีไม่ยอมเข้ากระทรวง ราชการงานแผ่นดินเป็นอย่างไร กูไม่สนใจแล้ว เอาตัวรอดไว้ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวอีนังเมียน้อยมันแทงเอาไส้แตกไส้แตน ตายโหงกันพอดี
ผู้คนก็ขำกลิ้งกันไป แต่ก็นึกเวทนาประเทศ ที่โชคร้ายได้นักการเมืองเฮงซวยอย่างนี้ มาบริหารกิจการของบ้านเมือง !!
ความอัปรีย์ที่คนในวงการเมือง ที่คาดไม่ถึงอย่างเรื่องเอาเมียมาเทิร์น แลกกันแบบรถยนต์ตามเต้นท์บริการ หรือนักการเมืองที่ไม่ใช่ผู้หญิง ดันเอานายโปลิสหนุ่มที่มีหน้าที่ติดตามตนไป ‘กก’ ทั้งในและนอกประเทศ โดยที่ตัวเองก็มีลูกมีเมียอยู่ด้วยซ้ำ
ขนาดแขวนเครื่องหมายบอกเพศ เป็นลูกตุ้มโตงเตงชัดเจนออกอย่างนั้น ผู้คนเขายังไม่เรียก ‘ลุง’ แต่เรียกอย่างกระแนะกระแหนว่า ‘ป้า’ เข้าให้
เลยเป็นเรื่องให้ ‘เม้าท์กระจาย’ กันทั่ว !!!
กระทั่งเรื่องทุเรศๆ อย่างแกนนำปฏิวัติปฏิเวร เอาเงินไปประเคนให้เมียน้อยไปซื้อ chateau ทำเป็นร้านขายอาหารที่ฝรั่งเศสยังไม่พอ ถึงหน้าข้าวเหนียวมะม่วงยังให้บริษัทการบิน มีภาระต้องแบกเอาลูกมะม่วง เรียงไว้บนเบาะที่นั่งผู้โดยสารชั้นหนึ่ง กลัวผลมะม่วงจะช้ำ เดี๋ยวเมียน้อยคนใหญ่โตขายไม่ออก ผู้มีอำนาจจะพาลตำหนิเอา ซวยเข้าไปอีก แต่ที่นั่งผู้โดยสารชั้นหนึ่งหดไปหนึ่งที่ ไม่ต้องเอาไปขายให้ใครเขานั่งกันแล้ว เพราะต้องเอาไว้ให้มะม่วงของแม่เมียน้อยคนโตมันนั่ง
เรื่อง ‘อัปรีย์-สีกบาล’ อย่างนี้ มีอีกมากมาย ใครก็ตามที่เคยเป็นตำรวจสันติบาลและอยู่ในหน่วยที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน ศึกษาติดตามพฤติการณ์บุคคล รวมทั้งนักการเมืองมานานเกือบครึ่งชีวิต เมื่อมีโอกาสก็ต้องนำเรื่องราวมาแย้มๆให้พลเมืองตาดำๆ รู้จักจดจักจำความระยำของคนพวกนี้ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้นักกินเมืองห่วยๆ เหล่านี้ ทำกับชาวบ้านได้อีก หรือถ้าเมื่อไรมันก่อความเลวขึ้นมาเอาไว้ไม่ได้ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่ามันให้ได้ยินดังๆ
วันหน้า...วันหลัง พวกมันจะทำเรื่องตำบอนอะไรอีก ก็ต้องรู้สึกยำเกรงลมปากและการสาปแช่งของประชาชนกันบ้าง !
เรื่องราวที่แสนสนุกสนาน แต่น่าเกลียดน่าชังเหล่านี้ ล้วนแล้วต้องเป็น ‘ระยำตำนาน’ ให้ผู้คนยุคหลังต่อไปในวันข้างหน้าได้กล่าวขวัญถึงกัน พร้อมกับสาปแช่งพวกนักการเมืองจัญไรให้จั๋งหนับ ซึ่งประชาชนคนรุ่นหลังเขาอาจใช้คำเรียกขานว่า
ตำนานมาร แทน ตำนานเมือง
เผลอๆจะต้องมีคนเอาไปทำเป็นละครหรือหนัง ออกมาฉายให้ประชาชนดูความสุดอัปรีย์อันแสนทุเรศ ของคนกลุ่มนี้กันแน่ๆ
หากผู้อำนวยการสร้างคนไหนคิดจะทำ บอกมาด้วย จะอาสาช่วยเขียนบทให้ฟรีๆไม่คิดตังค์ นี่พูดกันจริงๆ ไม่ได้พูดแค่เอาสนุกเท่านั้น
ใครคิดทำหนังหรือละคร ก็บอกมาไวๆ...อย่ารอช้าเชียวนะ !
.........................
ท้ายบท เขียนคอลัมน์นี้จบก็คิดถึงนายกฯทักษิณว่า ต้องดูแลคนในรัฐบาล ลูกน้องและเครือญาติ อีกทั้งบริวารของท่าน ที่อาจไปเกี่ยวข้องกับงานโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลท่านรับผิดชอบ ซึ่งมีช่องทางในเรื่องเรียกรับผลประโยชน์ อันมิควรได้ให้ดี
อย่าได้ปล่อยให้มีเรื่องรกหูประชาชน ในเรื่องคอรัปชั่นมากมายอย่างที่เห็นๆในสื่อสารมวลชน จนถึงขนาดผู้คนในบ้านในเมืองเขาจ้องดูอย่างคลางแคลงใจ และพากันพูดในทำนอง ว่า
“พรุ่งนี้...หนังสือพิมพ์จะลงข่าว...รัฐบาลมันโกงอะไรอีกวะ !?”
ดังนั้น...นายกฯเองซึ่ง ‘อ้าง’ อยู่เสมอว่า ตัวนั้นเป็นคนแสนจะซื่อสัตย์ และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ในการมาทำงานการเมือง
ท่านจึงต้องปราบปราม การทุจริตคิดมิชอบ ให้เข้มแข็งเด็ดขาด !
ต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ว่า
ทั้งตัวนายกฯและครอบครัว รวมทั้งบรรดาญาติโกโหติกามาติเก้ง และเหล่าพวกลิ่วล้อที่คนเขาขนานนามว่าเป็น ‘ขันที’ ทั้งหลายของท่านนั้น....ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม หรือรู้เห็นเป็นใจกับพฤติกรรมบัดซบ อย่างที่ผู้คนเขาลือกันให้อื้ออึง,,,
หึ่ง...ไปทั้งบ้านทั้งเมือง ลุกลามไปถึงต่างประเทศ !!
มิฉะนั้นแล้ว ในวันหนึ่งข้างหน้า เมื่ออำนาจวาสนาของนายกฯทักษิณ หมดสิ้นลงไปแล้ว ผมอาจต้องมาเล่นตามกติกาของคอลัมนิสต์ คือนั่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว และวงศ์วานว่านเครือ รวมทั้งรัฐบาลของท่าน อย่างไม่ต้องยั้งมือ โดยใช้ชื่อว่า
“ตำนานรัฐบาล ‘แม้ว’... ตำนานรัฐบาล ‘มาร’ !!! ”
ใครจะไปรู้ ?
........................


