xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 211 “โอ้แม่ฝรั่งข้างรั้ว แม่สุกคาขั้วคอยใคร !” (จากคอนเสิร์ตนายใหญ่ นภายน คนรวยเพื่อน)

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว ดูกำหนดวันที่คอลัมน์นี้วางแผง ปรากฏว่า กาแฟขมขนมหวานได้เดินทางมาครบ ๔ ปี เต็ม กำลังขึ้นปีที่ ๕ คือ ได้วางแผงให้ท่านผู้อ่านได้ชิมกันออนไลน์ตั้งแต่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ เวลา ๐๓.๓๖ และได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับคอลัมน์ของตัวเองไปแล้วเมื่อครบ ๒๐๐ ตอน เลยไม่ขอกล่าวถึงอีก เพราะเห็นว่าระยะเวลาใกล้กันเกินไป เพียงอยากจะเรียน ว่า

ตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่ผ่านมา ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความสนุกสนานที่ผ่านมาในชีวิต ประสบการณ์ต่างๆที่ได้พบเห็นมาตลอดชีวิต ทั้งเรื่องราวของบุคคลที่น่าเคารพยกย่อง การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์ เรื่องราวของการศึกษาของชาติ ประสบการณ์เล่าเรียนของตัวเอง การที่ต้องพยายามฝ่าฟันสอบชิงทุนการศึกษา ชีวิตเมื่อไปศึกษาต่างประเทศ อาหารการกินรวมถึงการประกอบอาหารทั้งไทยเทศ ขนมหวานต่างๆที่เป็นของชอบ และรับประทานตอนเช้ากับกาแฟ ชีวิตสัตว์ต่างๆ หมู หมา กา ไก่ เป็ด เสือ แมลง เรื่องของการกีฬา เพลงและดนตรี ฯลฯ เป็นต้น

ผมไม่ค่อยกำหนดการเขียนให้สอดคล้องกับหัวเรื่องที่ตั้งไว้ หลายต่อหลายครั้งที่เป้าหมายของหัวเรื่องของผมถูกขยายออกไป เช่น

เขียนเรื่องหมาอยู่ดีๆ อาจจะแวะออกนอกทางเข้าไปพูดถึงเรื่องนักการเมือง ซึ่งวิธีการเขียนแบบนี้ นักเขียนบางคนเขาบอกว่าไม่ดี เพราะเป็นการออกนอก track หรือเส้นทางที่ควรจะเขียนตรงไปสู่เป้าหมาย แต่ผมกลับเห็นว่าตัวเองไม่ได้เขียนบทความหนังสือพิมพ์ ที่ต้องวางตัวจำกัดอย่างนั้น และเคยเขียนลักษณะนั้นมาก่อนมากด้วย แต่คอลัมน์นี้เป็นเหมือนการเล่าเรื่องอย่างสบายๆ จึงไม่ต้องขีดวงตัวเอง อาจแวะออกนอกทางไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ดังได้เคยอธิบายไว้แล้วว่า ผมจะทำ bridge เชื่อมเอาไว้เสมอ เพราะมีหลายครั้งอยากอธิบายความเพิ่มเติม สมมติว่าเขียนเรื่อง “ความซื่อสัตย์ของหมา” ผมอาจอธิบายถึงความจงรักภักดีต่อเจ้าของจนวันตาย ไม่ว่าเจ้าของจะยากดีมีจน จะให้มันกินอาหารมากน้อยเท่าใด หมามันก็ไม่เคยบ่น หรือวันไหนเจ้าของมีอารมณ์ค้างจากที่อื่นมาเตะถีบเอาก็ไม่โกรธ เขียนอย่างนี้ก็อาจบอกนิสัยหมาได้แล้ว แต่ผมอาจไถลออกนอกทางพูดไปจากหัวเรื่องที่ตั้งไว้ เช่น

“เมื่อเขียนถึงเรื่องความซื่อสัตย์ของหมาแล้ว ทำให้นึกถึงพวกนักการเมือง คนพวกนี้ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้ซื่อสัตย์กับประชาชนที่เลือกตั้งเข้ามา เหมือนสุนัขที่มีคุณสมบัติสำคัญนั้นกับเจ้านายของมันอย่างมั่นคง แต่พวกเขาอาจแสดงความจงรักภักดีต่อหัวหน้าพรรค เข้าข้างผู้นำพรรคตนแบบไม่ลืมหูลืมตา มากกว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประชาชน แต่นั่นแหละ นักกินเมืองพวกนี้จำนวนไม่น้อย ต่างพร้อมทรยศหัวหน้าพรรคตัวเอง เมื่อมองเห็นประโยชน์ใหม่ที่มีผู้หยิบยื่นให้ดีกว่า รวมทั้งพร้อมที่จะถีบส่งผู้นาพรรคคนเก่ที่หมดบารมีลง และไล่กระทืบถล่มซ้ำอย่างเริงร่า แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่ได้กล่าวหาว่า นักการเมืองนั้นดีไม่เท่าหมา !

นี่เป็นตัวอย่าง การเขียนที่ไม่ได้กักกันตัวเองไว้กับหัวข้อเรื่องเท่าใดนัก หากแต่ลดเลี้ยวไปนอกเรื่องเพื่อขยายความ หรือเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น

ตรงนี้จึงต้องขอเล่าวิธีการเขียนของตัวเอง สำหรับท่านผู้อ่านที่บังเอิญเข้ามาอ่านคอลัมน์นี้ไม่นานนัก ส่วนแฟนเก่าแก่ก็คงสังเกตเห็นวิธีเขียนแบบนี้มาจนคุ้นตาแล้ว

เรื่องของเพลงและดนตรีนั้น เคยเขียนเอาไว้หลายครั้งหลายหน ทั้งเพลงไทยเดิม ไทยสากล เพลงฝรั่ง เพลงแปลง เพราะรักดนตรีรักเสียงเพลง และหากท่านผู้อ่านได้ติดตามมา คงจะทราบว่าผมเล่นดนตรีแจ๊สมาก่อน แต่การเรียนดนตรีในสมัยก่อนนั้น ใช่ว่านักเรียนจะมีโอกาสได้ร่ำเรียนกัน ด้วยว่าบ้านเมืองของเรายังขาดแคลนทั้งเครื่องดนตรี และครูสอนเครื่องมือดนตรีหลากชนิด การเรียนดนตรีในต่างจังหวัดนั้นจะมีอยู่ในโรงเรียนประจำจังหวัด ส่วนในกรุงเทพก็จำกัดอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่เท่านั้น

ปัจจุบันนี้ดนตรี การแสดง เพราะอิทธิพลของสื่อที่แพร่เอาเสียงเพลงและรายการบันเทิงเข้าไปถึงบ้าน ต่อไปเด็กในบ้านเราจะเก่งดนตรีมากกว่าคนรุ่นเก่าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการดนตรีได้พัฒนาไปอย่างกว้างไกล งานแสดง เช่น คอนเสิร์ตของวงดนตรีและนักร้องยอดนิยมในปัจจุบัน ต่างก็มีผู้คนไปแออัดยัดเยียดกันอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นนักร้องจากต่างประเทศ หรือของไทยเราเอง ซึ่งแฟนมักเป็นคนละกลุ่มกัน แต่นั่นก็ไม่ได้บอกว่าดนตรีของใครดีกว่า เพียงแต่ว่ารสนิยมต่างกัน แม้แต่เพลงไทยยอดนิยมรายได้โดยเฉลี่ยของผลงาน อาจน้อยกว่าบรรดานักร้องเพลงลูกทุ่ง นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอไรเลย

สิ่งที่ประทับใจผม กลับเป็นการที่ศิลปินผู้สูงวัยลุกขึ้นมาจัดการแสดงในลักษณะ
คอนเสิร์ตของแต่ละท่านกัน ศิลปินที่โด่งดังและเป็นที่นิยมของประชาชนมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายทศวรรษ บางท่านถึงครึ่งศตวรรษ ต่างก็ออกมาจัดการแสดงคอนเสิร์ตกันหลายราย อย่าง คุณสวลี ผกาพันธ์ คุณรวงทอง ทองลั่นธม คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คุณชรินทร์ นันทะนาคร ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ล้วนแล้วแต่อยู่ในวงการมายาวนาน บางท่านก็หลายทศวรรษ บางท่านก็กว่าครึ่งทศวรรษ และรุ่นที่ยังน้อยอยู่เพราะเพิ่งอายุจะครบหกสิบหย่อนๆ คือ คุณธานินทร์ อินทรเทพ เป็นต้น

สำหรับคอนเสริ์ตของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงและมีอาวุโสมาก เพราะวัยของท่านถึง ๘๑ ปี แล้ว ผมได้นำมาบอกกล่าวกับท่านผู้อ่านใน กาแฟขมขนมหวาน ตอนที่ ๒๐๕ “เพลงสงคราม...ปัตตานี !?” คือ คุณใหญ่ นภายน (ต่อไปนี้ขอเรียกว่าครูใหญ่) ก่อนที่จะมีการแสดงราวสองสัปดาห์ และผมได้มีโอกาสไปชมการแสดงครั้งนี้ด้วย หากไม่กล่าวถึงก็น่าเสียดาย เพราะยังไม่เห็นหนังสือพิมพ์ฉบับไหน เขียนเล่าการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินคนสำคัญท่านนี้แต่อย่างใด
จึงอยากจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังกัน เพื่อให้คอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ได้ถูกบันทึกเป็นหลักฐานอยู่ในความทรงจำของผู้ที่รักดนตรี และรักครูใหญ่ นภายน ตลอดไป

หากท่านผู้อ่านย้อนไปดู กาแฟขมขนมหวาน ตอนที่ ๒๐๕ “เพลงสงคราม...ปัตตานี !?” อาจสงสัยว่าทำไมผมต้องเขียนซ้ำอีก ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า

ตอนที่เขียนถึงท่านนั้น ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสไปชมคอนเสิร์ตของครูใหญ่ เหตุเพราะต้องออกต่างจังหวัดทุกอาทิตย์ จึงออกมาบอกข่าวให้ท่านผู้อ่านที่รู้จักครูใหญ่และชื่นชอบผลงานของท่านได้ไปดูกัน แต่บังเอิญโชคดีที่อาทิตย์ที่ครูท่านเปิดการแสดง มีธุระที่ต้องทำในกรุงเทพ แต่การนัดหมายเลื่อนเวลาไป ผมเลยเปลี่ยนแผนไปชมคอนเสิร์ตครูใหญ่แทน จึงไปที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ วิทยาลัย เพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย พอดีได้พบ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ มารับประทานอาหารที่สมาคม กราบท่านแล้วบอกว่าผมกำลังจะไปดูคอนเสิร์ต คุณชายก็บอกว่ากำลังจะไปร้องเพลงให้ครูใหญ่พอดี เลยขอตัวท่านรีบไปจองตั๋ว เพราะเกรงว่าจะเต็ม แต่โชคดีซื้อบัตรได้และมีโอกาสเข้าไปชม

เมื่อดูแล้วก็เกิดความประทับใจ ยังไม่ได้คิดว่าจะเขียนถึงคอนเสิร์ตของศิลปินที่มีอายุมากที่สุดที่เคยเปิดการแสดงลักษณะนี้ และเป็นศิลปินที่มีผู้คนรักมาก แต่เมื่อคอนเสิร์ตจบลงได้ตรวจดูหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไม่เห็นมีผู้เขียนถึงบรรยากาศการแสดงครั้งนี้เลย จึงคิดว่า หากตัวเองไม่เขียนถึง วันข้างหน้าผู้คนก็จะลืมเลือน คอนเสิร์ตสำคัญครั้งนี้ จึงต้องสวมวิญญาณผู้สื่อข่าวบันเทิง นำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน

ตอนไปจองตั๋วประมาณ ๑๑.๓๐ น. ผมได้พบกับคุณใหญ่ นภายน จึงนำหนังสือที่เขาแจกตอนซื้อตั๋ว ให้ครูท่านเซ็น ซึ่งท่านก็กรุณาแจกลายเซ็นให้ด้วยความเต็มใจ เสร็จสรรพก็ไปรับประทานอาหาร พอกลับมาถึงหน้าโรง เห็นผู้สูงอายุจำนวนมาก ได้พบคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ จึงได้กราบทักทายและได้คุยกัน นอกจากนั้นยังเห็นผู้ใหญ่อีกหลายท่านแต่ไม่ทันทักทาย ที่พอจะได้คุยกันคือ คุณเรณู พิบูลย์ภานุวัฒน์ ภมรมนตรี มารดาของคุณแซม ภมรมนตรี กระซิบบอกว่าปีหน้าอายุจะ ๘๐ แล้ว แต่ผมเห็นท่านยังสดใสสวยงามสมวัยเหมือนเดิม ไม่ได้ทิ้งความงามระดับรองนางสาวไทยเก่าแต่อย่างใด คุณเรณูคนนี้แหละครับ ที่ความสวยจนคนลือ และมีผู้แต่งเพลงให้ ชื่อเพลง “เรณูดอกฟ้า” ซึ่งจะได้เขียนถึงเพลงนี้ในโอกาสต่อไป

เมื่อเข้าไปในโรง เห็นเขาจัดดนตรีเอาไว้เป็นดนตรีไทยอยู่ด้านหนึ่ง และดนตรีสากลของกรมประชาสัมพันธ์อีกด้านหนึ่ง หันหน้าเข้าหาผู้ชม

พอได้เวลาบ่ายโมงตรง มีเสียงเด็กหลายคน ใส่ชุดนักเรียนวิ่งออกมาแจกใบปลิว เสียงเอะอะ ผู้คนในโรงแปลกใจ พอเด็กๆกลับเข้าฉาก คุณหมอพูนพิศ อมาตยกุล พิธีกรผู้ดำเนินรายการออกมากล่าวถึงคอนเสิร์ตครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว ครูใหญ่ก็เดินออกมาจากหลืบด้วยชุดกางเกงแพรปังลิ้นสีแดง สวมเสื้อกุยเฮง อันเป็นชุดที่คนไทยนิยมสวมก่อนสงครามญี่ปุ่น ท่านออกมายกมือไหว้แฟนๆที่เข้ามาชมท่ามกลางเสียงปรบมือกราวใหญ่

คุณหมอพูนพิศได้สัมภาษณ์ประวัติชีวิตของครูใหญ่ ศิลปินอาวุโสท่านก็เล่าว่า ท่านเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด บ้านอยู่แถวสี่พระยา เมื่อตอนเป็นเด็กท่านก็ไปรับจ้างแจกใบปลิว มีรายได้วันละสลึง เข้าไปฝากตนเป็นศิษย์ดนตรีสากล กับปรมาจารย์ทางดนตรีเมืองไทยหลายท่านเช่น ศาสตราจารย์พระเจนดุริยางค์ นายฮอน หาญบุญตรง พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร ศึกษาดนตรีไทยจาก ครูผ่อง โปร่งแก้วงาม และเรียนวิชาการแต่งเพลงจาก ครูเหม เวชกร ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นต้น

คนรวยเพื่อนได้เล่าให้ผู้ชมวันนั้นฟังว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนั้นวงดนตรีที่เล่นก่อนยุคดนตรีแจ๊สเข้ามามีอิทธิพล ก็จะเป็นวงดนตรีที่เราเรียกกันว่า String Band แต่เนื่องจากนักดนตรีเป็นชาวมาเลย์ส่วนใหญ่ จึงเรียกกันว่า Malaysian String Band ซึ่งเครื่องดนตรีที่ใช้เป็นเครื่องสายทั้งหมด เช่นกีตาร์ ไวโอลิน แบนโจ ยุคคาเรลลี่ เป็นต้น วงดนตรีลักษณะนี้มาเลเซียยังมีอยู่มาก ในสี่จังหวัดภาคใต้ก็มี

ครูใหญ่ นภายน ท่านได้ให้คุณเพชร พนมรุ้ง ราชาเพลงโห่ของเมืองไทย เล่นเพลงเปิดรายการด้วยดนตรีลักษณะ Malaysian String Band โดยมีผู้เล่นและร้องเพียงสามคนด้วยเพลงประวัติศาสตร์คือเพลง “วันหยุดงาน” “ไร้คู่” และเพลงไทยที่เอาทำนองมาจากมาเลย์ชื่อเพลง “ลำดวนดง”

ผมขออธิบายสักนิดว่า “เพลงโห่”นั้น เอาอย่างมาจากเพลง yodel ของพวกคนเลี้ยงแกะตามภูเขาในในยุโรป ต่อมา yodel ก็ตามพวกอพยพเข้าไปในสหรัฐ และไปแพร่หลายปะปนกับเพลงคันทรี่ของชาวใต้ของสหรัฐ เราจึงได้ยินเพลงคันทรี่หลายเพลงมีการโห่ปะปนอยู่ด้วย ต้นแบบการโห่เร้าใจก็ Jimmie Rodgers ที่มีชื่อเสียงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เพลงโห่นี้คนโห่ต้องมีเสียงสูง ถึงจะ โห่ โฮรีเร ฮี้ เร โฮ ฮี้ เร ฮี้ยย ฮี้ยย ได้เอร็ดอร่อยสนุกนัก

ครูใหญ่ได้เล่าถึงอิทธิพลของดนตรีสากล ที่แพร่เข้ามาในประเทศไทย คือวงดนตรีแจ๊ส หรือ Jazz Band ซึ่งเคยฟังคนรุ่นเก่าเรียกแล้วขำ คือท่านเรียกว่า “ยัด-สะ-แบนด์” ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นวงดนตรีไทยสากลประจำคณะละครก่อน แพร่ขยายกว้างขวางออกไป

ต่อมาทางการมีการซื้อหาเครื่องดนตรีจากฝรั่ง ตรงนี้ คุณสุมน กรรณสูตร ซึ่งท่านเป็นบุตรของ คุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ และเป็นผู้ที่ผมเคารพรักเหมือนญาติผู้ใหญ่ เล่าให้ฟังว่า

คุณหลวงได้ออกเงินส่วนตัวของท่านเอง ซื้อหาเครื่องดนตรีให้วงดนตรีของ กรมโฆษณาการ ซึ่งมี คุณวิลาส โอสถานนท์ เป็นอธิบดีคนแรก ต่อมาคุณหลวงท่านได้อธิบดีกรมนี้ที่เปลี่ยนชื่อต่อมาภายหลังว่า “กรมประชาสัมพันธ์” และคุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานข้าราชการพลเรือน เป็นเวลายาวนานถึง ๑๑ ปี

คุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ เป็นนักเรียนไทยในสหรัฐรุ่นแรก ท่านเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬา เล่นดนตรีได้เก่งกาจ และแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงแลถะเป็นอมตะเอาไว้ให้เป็นมรดกของคนไทยรุ่นหลัง ผมได้เคยเล่าถึงท่านมาบ้างแล้ว

คุณสุมน กรรณสูตร ตอนที่ท่านเป็นสาว ลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบทแตน มาเยือนเมืองไทย ในฐานะชาติมหาอำนาจ คุณสุมนนี่แหละครับที่เต้นรำกับท่านลอร์ดที่คนไทยเกรงกันนักว่า จะมายึดเมืองไทยหลังสงครามโลก เพราะเราไปร่วมวงไพบูลย์กับญี่ปุ่น แต่โชคดีที่เราเสียค่าปรับเป็นข้าวแค่แสนสองแสนตัน แต่เราก็ยังเป็นเอกราชอยู่ เรื่องนี้ต้องหาโอกาสเล่ากันต่อไป

หลังจากที่มีการตั้งวงดนตรีสากลประจำคณะละคร พอสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ทางราชการได้มีวงดนตรีขึ้นมานอกจากกรมโฆษณาการ คือ วงดนตรีของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และวงดนตรีของกองสลากซึ่งมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชื่อดุริยะโยธิน ตรงนี้ คุณเฉลา ประสพศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันท่านอายุ ๗๔ แล้ว ได้ออกมาร้องเพลงชื่อ “สวนงามดี” ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เสียงท่านยังน่าฟังและจำเนื้อยาวๆได้เป็นอย่างดี

ต่อจากนั้นศิลปินสมาชิกของดุริยะโยธินอีกคนหนึ่งคือ คุณนคร ถนอมทรัพย์ ซึ่งเป็นนักร้องและนักแต่งเพลงที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะเพลง “รักกันไว้เถิด” ออกมาร้องเพลง “ศาลาร่วมใจ” ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ฟังปุ๊บจำได้ปั๊บเลยทีเดียว

หลังจากนั้น ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ท่านได้ขึ้นมาบนเวทีเรียกเสียงหัวเราะจากท่านผู้ชม ด้วยการทักทายกับคุณใหญ่เพื่อนเก่าแก่อยากสนุกสนาน และร้องเพลงคู่กับคุณยายของตูมตาม คือคุณเฉลา ประสพศาสตร์ ในเพลง “กระท่อมปรีดา” และท่านยังร้องเพลงเดี่ยวอีกสองเพลงชื่อเพลง และ“กล่อม” “ลั่นทม” ซึ่งไพเราะมาก ทั้งสามเพลงครูใหญ่ท่านแต่งทำนอง และคุณเทิ่ง สติเฟื่อง เป็นผู้เขียนคำร้อง

ที่ผมแปลกใจมากคือ คุณศรวณี โพธิเทศ ออกมาร้องเพลงของครูใหญ่ด้วยน้ำเสียงทรงพลังไม่มีเปลี่ยนแปลง ชื่อเพลง “ใจร้าว” กับเพลง “ฝนพรูอยู่เดียว” (ผมชอบเพลงหลังมาก) และนักร้องที่รู้จักและพบเธอไปรับลูกชายที่วชิราวุธบ่อยๆ คือคุณอุมาพร บัวพึ่ง ร้องเพลงชื่อ “บันไดเมฆ” ที่เป็นเพลงประกอบละครชื่อเดียวกับเพลง เสียงเธอยังดีเหมือนเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นหากแต่ชำนาญเวทีมากขึ้น น่าจะยังคงยืนระยะการเป็นนักร้องได้อีกนาน

คุณอารีย์ นักดนตรี อดีตผู้ประกาศและนางเอกดังยุคช่องสี่บางขุนพรหม ซึ่งท่านยังดูสวยสดใส ไม่รู้ว่าทำบุญมาด้วยอะไร รูปร่างท่านยังเนี้ยบเหมือนเมื่อครั้งเป็นนางเอกยังไงยังงั้น ออกมาร้องเพลงคู่กับคุณกำธร สุวรรณปิยะสิริ ชื่อเพลงดวงจันทร์ ที่ขึ้นว่า


(ชาย) ดวงจันทร์ งามพักตร์พิศเพียงพระจันทร์
(หญิง) อย่ามาแกล้งยอฉัน ฉันเป็นดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบัง
เมื่อเมฆขยาย จันทร์จะฉายท้องฟ้า ....

นั่นแหละครับ เพลงดวงจันทร์นี้เป็นเพลงประกอบละครเรื่อง “เลือดอยุธยา” ของคุณหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งบทละครของท่านต่อมาได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเวที และละครโทรทัศน์อีกหลายครั้ง เพลงดวงจันทร์นั้นฝ่ายชายคือ นายทัพมังราย นายทหารพม่าร้องเกี้ยวดวงจันทร์ สาวชาวบ้านเมืองสุพรรณ เรื่องคล้ายๆ “คู่กรรม” ของคุณหญิงวิมล ‘ทมยันตี’ ศิริไพบูลย์ โดยมีนายทัพมังรายเป็น โกโบริ ส่วนดวงจันทร์นั้นคือ อังศุมาลิน นั่นเอง

คุณอารีย์และคุณกำธรนั้นเล่นเป็นคู่พระคู่นาง ในเรื่อง “เลือดอยุธยา” ครั้งเป็นการแสดงละครโทรทัศน์ ละครเรื่องนี้ฮิตมาก และเพลงดวงจันทร์นี้ผมก็ชอบอีก เพราะเนื้อเพลงน่ารักน่าเอ็นดูดี

ผมดูคอนเสิร์ตนี้ได้เพียงแค่พักครึ่งเวลา มีภารกิจที่ต้องทำต่อ ต้องออกจากหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ด้วยความเสียดาย แต่ก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ ที่ได้เห็นศิลปินที่สร้างความสุขให้กับผมตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก และมีโอกาสได้มาชมท่านโลดแล่นอยู่บนเวทีอีกครั้งตอนคนเขียนเป็นปู่คนแล้ว

สิ่งที่ผมเห็นจากเวที คือศิลปินผู้ใหญ่ที่ผมรักเคารพนับถือ มีสุขภาพแข็งแรงสมวัย ที่สำคัญคือแต่ละท่านนั้น ไม่มีอาการหลงลืมเลย นี่เป็นเพราะท่านต้องใช้สมองอยู่เสมอ ในการจำเนื้อร้องและโน๊ตเพลง และเสียงเพลงนี้ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า ช่วยสร้างความสุขทางอารมณ์ และทำให้เซลล์สมองได้รับการพัฒนา มีผลดีต่อสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุ

ดังนั้น หากท่านผู้อ่านไม่อยากให้สมองเสื่อม ตื่นเช้าและก่อนนอนลองร้องเพลงดู หรือชวนคนนอนข้างๆร้องด้วยก็ได้ ก็น่าจะเป็นการเสริมสมองได้เป็นอย่างดี และการร้องเพลงนั้นทำให้ความดันโลหิตลดลง หากเราได้พบปะเพื่อนฝูงสม่ำเสมอ เช่นพวกเพื่อนนักเรียนเก่า เพื่อนร่วมรุ่นในมหาวิทยาลัย และได้ร้องเพลงร่วมกันก็จะทำให้จิตใจร่าเริง มีผลต่อร่างกายของตัวเอง


ที่ประทับใจอีกอย่างจากเวที คือเมื่อคุณอารีย์ร้องเพลงจบ และมานั่นสนทนากับบรรดาศิลปินผู้ใหญ่ท่านอื่น คุณชายถนัดศรี ท่านก็ร้องกลอนลิเกเกี้ยวคุณอารีขึ้นมาว่า

โอ้แม่ฝรั่งข้างรั้ว แม่สุกคาขั้วคอยใคร
‘ถนัดศรี’ มาคอยอยู่โคนต้น ขอให้แม่หล่น...สักใบ.....

พอคุณชายท่านร้องจบคุณ อารีย์ นักดนตรี ทำท่าสะดุ้งน้อยๆด้วยท่าทีนางเอกละคร
ในอดีต...เท่านั้นแหละครับ บรรดาแฟนๆทั้งหลาย ที่อยู่ในหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ฮาตึงด้วยความถูกใจ หัวร่อครึกครื้นไปตามๆกัน

คุณอารีย์นั้น ท่านเป็นสาวเรียบร้อยแบบสุภาพสตรีไทยแท้ จึงไม่ได้โต้ตอบคุณชายไปแต่อย่างใด คงเป็นด้วยนางเอกอย่างคุณอารีย์ ไม่สันทัดในการต่อปากต่อคำ โต้เถียงแบบลิเกหรือลำตัด อย่างที่คุณชายร้องเกี้ยวเอา

มฟังคุณชายถนัดศรีร้องแล้ว ทำให้นึกถึงความหลังจำได้ว่าเมื่อตอนยังเป็นเด็กๆ เคยฟังกลอนลิเกบทที่คุณชายร้องนี้มาก่อน เพราะจำได้ดีว่า ได้ฟังฝ่ายหญิงที่ถูกเกี้ยวพาราศีอย่างนี้ โต้ตอบกลับ คือพอฝ่ายชายขึ้นต้นว่า

“โอ้แม่ฝรั่งข้างรั้ว แม่สุกคาขั้วคอยใคร...”

ฝ่ายหญิงไม่ยอมให้พ่อเจ้าชู้ประตูดินร้องจบ เธอสวนกลับแบบฉับพลันทันที
ด้วย ถ้อยคำที่คมคายเฉียบขาด แบบฟังแล้วต้อง ‘ดับเบิ้ลฮา’ ว่า

“ฉันจะแก่คาต้น ให้คนน้ำลายไหล
และถึงจะแก่ขึ้นคาน ก็ไม่หนัก...กบาลหัวใคร !”

เตร้งเตรง....เตร่งเตร้ง....เตรงเตร่งเตร้ง ...เตรง...เตร่ง

............................