เช้าวันนี้....จิบกาแฟขมแล้วยังมีกาละแมรามัญ เป็นขนมหวานที่พรรคพวกเขาเอามาฝากจากสมุทรสงครามรับประทานด้วย คนไทยเชื้อสายมอญเขาทำกาละแมนี้ได้อร่อยนัก มีอยู่เจ้าหนึ่งที่ทานแล้วติดใจ เคยได้ชิมตอนที่มีการออกงานของคนไทยเชื้อสายมอญ เมื่อสองปีที่ผ่านมา เขาจัดงานกันที่หอสมุดแห่งชาติ แต่กาละแมรามัญที่พวกกันเขาเอามาผมฝากวันนี้นั้นเป็นกาละแมที่ห่อในกาบหมาก เคยเห็นเขาขายอยู่แถวดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม รสชาติของเขาทั้งหอม หวาน และมัน อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว
กาแฟขม...ขนมหวาน ฉบับนี้ ออกตรงกับวันออกพรรษาตามปฏิทินพอดี คือวันที่ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก หลังจากเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ ๗ เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา เมื่อสิ้นพรรษายุกาลแล้ว วันออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลกที่เมืองสังกัสสนคร
รุ่งขึ้นคือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ชาวเมืองที่ไม่ได้เห็นพระพุทธองค์มานานถึง ๓ เดือนแล้ว ต่างก็ปิติยินดียิ่ง พากันทำบุญตักบาตรกัน เรียกว่าเทโวโรหนะ ชาวพุทธเราจึงมีกิจกรรมตักบาตรเทโว ซึ่งเป็นคำกร่อยจากคำเต็มคือ เทโวโรหนะ นั่นเอง โบราณเขาถึงบอกว่า
“หนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด พระเสด็จออกพรรษา !”
วันออกพรรษานั้น มีกิจกรรมให้ชาวบ้านทำมากกว่าวันเข้าพรรษามาก เพราะการเข้าพรรษาเป็นเรื่องของพระสงฆ์ แต่ออกพรรษานอกจากงานบุญแล้ว ยังมีงานรื่นเริง เพราะชาวบ้านที่เพิ่งเสร็จงานนาหน้าฝนมา กำลังมองดูข้าวที่กำลังเติบโตในทุ่งนาของตนเอง อีกไม่นานก็ถึงหน้าเก็บเกี่ยวจะได้มีเงินทองมาใช้สอยกัน จึงนิยมมีการละเล่นสนุกสนานกว่าวันเข้าพรรษามากนัก
ตอนนี้เด็กกำลังหยุดเทอม ผมแนะนำให้ผู้ปกครองหลายท่าน พาบุตรหลานไปเที่ยวในเมืองไทยเรา อยากให้พาไปดูการทำบุญตักบาตรเทโว ที่จังหวัดอุทัยธานี หรือจะไปดูแข่งเรือประเพณีที่สำคัญอย่างอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นการแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดกันมาจะครบศตวรรษแล้ว
ถ้ามีโอกาสได้ขึ้นไปทางอีสาน ไปดูบั้งไฟพญานาค ที่จังหวัดหนองคาย หรือไปดูเขาไหลเรือไฟกัน ที่จังหวัดนครพนม และอีกหลายจังหวัดริมน้ำโขง แต่ที่หนองคายดูเหมือนโรงแรมเต็มหมด คงต้องพาไปปีหน้าแทน
ก่อนพาไปพ่อแม่ก็ควรหาความรู้ จากทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเสียก่อน ก็จะมีประโยชน์มาก เพราะจะได้ข้อมูลไปอธิบายให้ลูกหลานฟัง ให้เขาทราบว่าเมืองไทยของเรานั้น ยังมีของดีอีกมาก กว่าบรรพบุรุษจะสร้างเมืองมา ท่านได้สร้างวัฒนธรรมและประเพณีเอาไว้อย่างหลากหลาย ลูกหลานของท่านจะได้เกิดความรักเมืองไทย และเติบโตเป็นเยาวชนที่พร้อมที่จะเป็นกำลังของชาติ ต่อไปในอนาคต
ระหว่างพรรษานั้น ชาวบ้านจะไม่มีงานหรือการละเล่น กิจกรรมบันเทิงเริงใจต่างๆ เพราะอยู่ในฤดูฝน ที่ผู้คนมีงานนาที่จะต้องทำ ซึ่งก็ไม่ใช่งานเบาๆ หนักเอาการเลยทีเดียว
ตลอดพรรษานี้เอง บรรดาวงดนตรีลูกทุ่งก็จะหยุดการเดินสาย ส่วนใหญ่ก็จะต้องตระเตรียมเครื่องแต่งกาย ทั้งซ่อม ดัดแปลง ของเก่าและตัดหรือซื้อหามาใหม่ ซักซ้อมการแสดง เตรียมเพลงใหม่ๆ ที่จะเปิดตัวหลังออกพรรษา เรียกว่าฟิตกันเต็มที่ เพราะระหว่างกฐินกาลหนึ่งเดือนเต็มหลังออกพรรษา ดนตรีลูกทุ่งทุกวงมีงานเพียบ เดินสายไปตามภาคต่างๆ เพราะเป็นฤดูกาลแห่งงานบุญและความบันเทิง ต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายเดือน
เมื่อยังเป็นเด็กนั้น ผมรู้จักเพลงประเภทลูกทุ่งน้อยมาก อาจเป็นเพราะการเป็นนักเรียนประจำ ไม่มี ที.วี.และวิทยุในโรงเรียน เดือนหนึ่งจึงจะได้กลับบ้านสองวัน จึงจะมีโอกาสฟังเพลงทางวิทยุ หรือฟังจากแผ่นเสียงที่บ้าน ซึ่งก็มีแผ่นเสียงเพลงไทยไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงฝรั่งทั้งนั้น เพราะดนตรีที่โรงเรียนของผม เพลงที่บรรเลงทั้งในวงซิมโฟนี โยธวาทิต และ วงแจ๊ส (โรงเรียนวชิราวุธเรียกวงหัสดนตรี ผมเล่นในทุกวง) ตอนนั้นอิทธิพลเพลงฝรั่งคลุมเต็มไปหมด แต่เพลงไทยที่ดังมากๆก็พอรู้จัก และตอนนั้นยังไม่มีการเรียกว่าเพลงลูกทุ่ง แต่มีทำนองและลีลาอย่างลูกทุ่งแล้ว เช่น
ฉันเป็นลูกชาวนา เกิดมาในชนบทใหญ่
บัดนี้ฉันเจริญวัย พ่อฉันใช้ให้เลี้ยงควายวันยังค่ำ
เช้าก็อยู่กลางนา กลับมาสุริยาก็ตกต่ำ
แดดเผาเสียจนตัวดำ สุขเหลือล้ำค่ำแล้วนอนหลับไป
เพลงนี้ผมเคยเล่นหีบเพลงชัก (เดี๋ยวนี้เครื่องดนตรีนี้ ไม่เคยเห็นอีกแล้ว อาจเป็นเพราะมีออร์แกนชักเข้ามาแทน) และร้องเพลงไปด้วยขึ้นเวทีมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ
นอกจากนั้น ยังมีเพลงแบบลูกทุ่งที่คนเขาบอกว่า ออกแนวเพลงเพื่อชีวิต เช่น
อย่าดูหมิ่น ชาวนาเหมือนดั่งตาสี
เอาผืนนาเป็นที่ พำนักพักพิงร่างกาย
ชีวิตเอยไม่เคยสบาย ฝ่าเปลวแดด แผดร้อนแทบตาย
ไล่ควายไถนาป่าดอน
เพลงนี้ชื่อเพลง “กลิ่นโคลนสาปควาย” เป็นบทประพันธ์เพลงของ ไพบูลย์ บุตรขัน แต่งไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๖ คุณชาญ เย็นแข ร้องเพลงนี้ดังระเบิดระบัง ตั้งแต่ก่อนกึ่งพุทธกาล แผ่นเสียงขายได้ ๕ พันแผ่นในอาทิตย์เดียว เล่นเอาห้างแผ่นเสียงดีคูเปอร์ยอห์นสตันผู้ผลิตกระเป๋าตุงไป
เมื่อคุณชาญ เย็นแข อายุมากแล้ว ไปร้องเพลงตามห้องอาหาร มีคนขอให้เพลงนี้เสมอ ไม่น่าเชื่อว่า “กลิ่นโคลนสาปควาย”นี้ยังเป็นเพลงต้องห้ามในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะผู้นำท่านไม่ชอบ คงเข้าใจว่าเป็นเพลงปลุกระดมอะไรทำนองนั้นไป พอพวกสมาชิกพรรคอมมิวนิสต์ไปเปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชน ในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ ผู้ดำเนินรายการเอาเพลงนี้ไปเปิด ก็เลยกลายเป็นปฐมบทของเพลงเพื่อชีวิตไป แต่ผมกลับมองว่า
เป็นแค่เพลงลูกทุ่งธรรมดาเท่านั้น หรืออาจเป็นเพราะผมไม่ได้เป็นคนที่ปลื้มอะไรกับเพลงเพื่อชีวิตนักหนาก็เป็นได้
เรื่องความชอบไม่ชอบนั้น....เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลโดยแท้
คำว่าเพลงลูกทุ่งนั้น มามีเอาตอนที่มีโทรทัศน์กันแล้ว คุณจำนง รังสิกุล ผู้บุกเบิกกิจการโทรทัศน์ประเทศไทย เป็นคนแรกที่ใช้คำนี้
คุณจำนง รังสิกุล เป็นผู้จุดประกายชีวิตให้กับวงการโทรทัศน์ไทยโดยแท้ และถือกันว่าเป็นปูชนียบุคคลคนสำคัญของวงการนี้ ท่านเป็นผู้สร้างสรรค์รายการดีๆทางโทรทัศน์ ซึ่งเพิ่งถือกำเนิดมาในบ้านเราไม่นานในตอนนั้น เพราะนอกจากเป็นผู้บริหารของสถานีวิทยุไทยโทรทัศน์ ช่อง ๔ บางขุนพรหมแล้ว อีกบทบาทหนึ่งของคุณจำนงก็คือ การทำงานในฐานะนักจัดรายการเพลง
ท่านเป็นคนมีดนตรีในหัวใจ และคำว่า “พิธีกร” และ “เพลงลูกทุ่ง” นั้น คุณจำนง รังสิกุล เป็นผู้ประดิษฐ์คิดคำนี้ขึ้นมา ให้พวกเราได้ใช้กัน แต่คนในแวดวงลูกทุ่งเอง น้อยคนนักที่จะรู้ในเรื่องที่มาที่ไปของคำประจำวงการ ที่ตัวเองสัมผัสและใช้ชีวิตอยู่ และคุณจำนงนี่แหละครับ ที่จัดรายการชื่อ “ลูกทุ่งกรุงไทย” เอาดาราทีวีหญิงชายในยุคนัน มาร้องเพลงลูกทุ่ง จนหูชาวบ้านเริ่มคุ้นกับเพลงประเภทนี้
จึงถือได้ว่าคุณจำนง รังสิกุล มีคุณูปการแก่วงการลูกทุ่งอีกวงการหนึ่งเลยทีเดียว
นอกจากวงการโทรทัศน์แล้ว คุณจำนง ยังประเดิมการจัดรายการ “เพลงลูกทุ่ง” ที่สถานีวิทยุภาค เอ.เอ็ม. อีกด้วย ที่ท่านใช้เรียกขานเป็นคนแรกนั้น กลายคำที่ติดปากมาจนทุกวันนี้ ซึ่งแม้แต่คนในวงการลูกทุ่งเอง
เพลงลูกทุ่งนั้น หากเป็นภาษาอังกฤษก็คือแนวดนตรีที่เรียกกันว่า เพลง Country ศิลปินที่โด่งดัง เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคนหนึ่งของโลกแห่งวงการนี้ คือ Hank Williams อัจฉริยะชาวอเมริกัน แต่งเพลงตั้งแต่อายุแค่ ๑๔ ขวบ เพลงที่โด่งดังและกลายเป็นชื่อภาพยนตร์ชื่อ Your Cheatin’ Heart ตอนมาเข้าโรงหนังคิงส์ วังบูรพา พวกหนุ่มสาวรวมทั้งผมด้วย แห่แหนกันเข้าชมโรงแทบแตก เพลงนี้แฮงค์ วิลเลียมส์ แต่งตอนที่ Audrey ภริยาคนแรกทิ้งไป นอกจากนั้นเขายังแต่ง และร้องเพลงฮิตอีกหลายเพลง เป็นที่จดจำของผู้คนทั่วโลก
แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ เป็นผู้มีการศึกษาน้อยมาก แต่การใช้ภาษาของเขา เป็นภาษาง่ายๆ แสนจะธรรมดา พูดออกมาอย่างซื่อๆ ทื่อๆ ตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อม วกวน ให้มันเมื่อยตุ้ม กลายเป็นภาษาที่งดงามและเป็นที่ยกย่องในหมู่นักภาษา จนฝรั่งยกให้เป็น เช็กสเปียร์ลูกทุ่ง (The hillbilly Shakespeare) คำว่า hillbilly แปลกันตรงๆก็คือ คนบ้านนอก, พวกหลังเขา หรือลูกทุ่ง นั่นเอง
เมื่อวงดนตรีลูกทุ่งนี้ได้เปิดตัวทางโทรทัศน์ และมีการส่งเสียงเพิ่มเติมไปทางวิทยุก็เป็นฝีมือคุณจำนง รังสิกุล อีกนั้นแหละ เราก็มีราชาเพลงลูกทุ่งเกิดขึ้นมาใต้ฟ้าเมืองไทย คือ สุรพล สมบัติเจริญ ที่เป็นศิลปินชั้นครู ซึ่งนักหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นเคยเขียนยกย่องว่าเป็น แฮงค์ วิลเลียมส์ ประเทศไทย เพราะมีความสามารถทั้งแต่งเพลงและร้องเองเหมือนกับราชาเพลงคันทรีของอเมริกันคนดัง
ราชาเพลงลูกทุ่งไทยท่านนี้ เป็นคนเมืองสุพรรณบ้านบรรหาร เกิดก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองสองปี สุรพล สมบัติเจริญ จบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๖ จาก โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย หัดร้องแต่งเพลงด้วยตนเอง พอเข้าไปอยู่ในกองทัพอากาศ ได้เรียนหลักการดนตรี จึงทำให้เกิดความรู้ที่สามารต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อไป สุรพลฯเป็นนักร้องครั้งแรก ด้วยการร้องเพลงเชียร์รำวง บันทึกแผ่นเสียงเพลงแรกคือ เพลง “น้ำตาลาวเวียง” เพลงดังๆ มีมากมาย เช่น ลืมไม่ลง สาวสวนแตง ชูชกสองกุมาร โดดร่ม แซซี้อ้ายลื้อเจ็กนั้ง น้ำตาจ่าโท เดือนหงายที่ริมโขง สนุ้กเกอร์ หัวใจผมว่าง และเพลงสุดท้าย สิบหกปีแห่งความหลัง ที่ดังระเบิดระเบ้อเลยทีเดียว
ผมเคยเห็นสุรพลฯขึ้นเวที ร้องเปิดการแสดงด้วยเพลง
“มาละเหวย มาละวา ลูกเด็กเล็กแดง วิ่งแข่งสับสน
ปากร้องตะโกน...ว่าสุรพลเขามา”
เพลงนี้ชื่อ “สุรพลมาแล้ว” แค่ราชาเพลงลูกทุ่ง เปิดตัวผางออกมาขยับร้องเพลงนี้เท่านั้น ผู้คนก็กรี๊ดแล้ว น่าเสียดายที่สุรพล หรือครูสรพล สมบัติเจริญ ของวงการลูกทุ่งมืองไทย ต้องจบชีวิตก่อนวัยอันควร เพราะถูกลอบสังหารระหว่างการแสดงงานวัดที่นครปฐม แต่ถึงแม้จะจากไปกว่าสามสิบปีแล้ว ผู้คนยังยกย่องว่าเป็น “ราชาเพลงลูกทุ่งเมืองไทย” ซึ่งผมเห็นด้วยทุกประการ
ราชาเพลงลูกทุ่งผู้มีชื่อเสียงท่านนี้ เป็นอัจฉริยะโดยแท้ คือแต่งเพลงเอง เล่นดนตรี และร้องเองเสร็จสรรพอยู่ในตัวคนเดียว และดังเป็นพลุแตกด้วย หาอย่างนี้ได้ง่ายๆที่ไหน ส่วนใหญ่ก็เก่งกันเป็นอย่างๆไป เช่นบางคนแต่งเพลงเก่งร้องเพลงไม่ดัง บ้างร้องเก่งอย่างเดียว ส่งเพลงมาร้องได้ทั้งนั้นแต่แต่งเองไม่ได้เลย ซึ่งทั้งนักร้องและนักแต่งเพลงก็พึ่งกันและกัน ไม่เหมือนสุรพลที่เขียนเพลงออกมาเป็นจำนวนมาก และดังด้วย
ครูพยงค์ มุกดา เป็นคนสำคัญที่ของชีวิตราชาลูกทุ่งผู้นี้ ให้คำปรึกษาและให้แนวทางในการตั้งวงดนตรีของตนเอง โดยมีนายห้างอารยะโอสถตรามือ สนับสนุนเงินทุนให้ตั้งวง
วงดนตรี สุรพล สมบัติเจริญ ชนะการประชันวงดนตรีลูกทุ่งครั้งแรกของเมืองไทย ซึ่งจัดที่วัดสนามชัย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ มีวงดนตรีชั้นนำ ของเมืองไทยประชันกัน ๔ วงได้ขันน้ำพานรอง พระยอดธงรุ่นแรก และเงินรางวัลอีกจำนวนหนึ่ง และกลายเป็นวงดนตรีที่ดังคับฟ้าเมืองไทย จนถึงแก่กรรม
แฮงค์ วิลเลียมส์ เคยพูดว่า คนที่จะร้องเพลงลูกทุ่งขนานแท้ได้อย่างมีชีวิตชีวา ต้องเป็นคนที่เคยดมขี้วัวมาก่อน เรียกว่าเป็นพวก hillbilly ขนานแท้นั่นเอง ครูสุรพล สมบัติเจริญ ก็เป็นคนบ้านนอก ก็ต้องเคยดมขี้ควายมาก่อน เหมือนเด็กท้องนาไทยทั่วไป จึงร้องเพลงลูกทุ่งได้อารมณ์ดีนัก อย่างที่อีตาแฮงค์แกว่าเอาไว้เลยทีเดียว
นอกจากนั้นลูกของแฮงค์ คือ Hank Williams Jr. ก็เป็นศิลปินที่โด่งดั่งเรียกว่าตามรอยเท้าพ่อเลยทีเดียว ครูสุรพลก็มีบุตรชายเป็นนักร้องเหมือนกัน ชื่อ สุรชัย สมบัติเจริญ กับ สุรชาติ สมบัติเจริญ มีวงดนตรีเป็นของตัวเอง แต่จะเป็นนักแต่งเพลงด้วยหรือเปล่าผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็นข่าวในเรื่องนี้ จึงอาจเป็นรองผู้บิดาอยู่มาก แต่ก็มีเงาของพ่อทาบเป็นรัศมีให้ ทำให้ดังพอสมควรทีเดียว แต่พักนี้หายไปอาจเป็นเพราะอายุมากขึ้นแล้วก็ได้มี
บางคนดันผ่าไปเปรียบว่า สุรพลฯเหมือน เอลวิส เพรสลีย์ ราชาร๊อคแอนด์รอลล์ ผมว่าคนละเรื่องเอาเลย เพราะเอลวิสนั้นร้องเพลงคันทรีน้อยมาก และที่สำคัญไม่เขียนเพลงเองต่างจาก สุรพลกับแฮงค์ วิลเลียม เพราะราชาร๊อคมีคนเขียนให้เสร็จสรรพ เอลวิสจะทำน่าที่ร้อง และเต้นเท่านั้น แม้แต่การจัดการวงดนตรี ยังยกให้เป็นเรื่องของคนอื่นด้วยซ้ำ
อย่างที่บอกว่า เพลงลูกทุ่งนั้นมีความตรงไปตรงมา เปิดเผยความในใจออกมากันอย่างคิดอย่างไร ก็พูดออกมาอย่างนั้น รักก็บอก ไม่รักก็บอก ไม่อมพะนำทำให้ฝ่ายตรงข้าม ต้องตีความเอาเอง บางครั้งก็ทื่อมะลื่อเกินไปเช่น แอบรักเมียชาวบ้านที่มีลูกเยอะแยะแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ชมว่าสวย อย่าง
“คนอะไรสวยตลอดปี ถึงมีลูกสี่เธอนั้นก็ยังสวย
เธอสวมเสื้อคอย้วย...แต่งทรงผม”
ผัวเขารู้เข้า คนร้องคงจะอายุสั้นแน่ๆ !
บางคนหลั่งความปวดร้าวที่ได้ยินเสียงงานฉลองแต่งงาน ของคนที่ตัวเองแอบรัก ก็บอกว่า
“มีผัวแล้วพี่ก็ยังรัก ถึงพี่อกหักรักษาไม่หาย
จะคอยทูนหัวจนผัวเธอตาย พูดอย่างไม่อายพี่หน้าด้านหน้าทน
เมื่อวันที่น้องแต่งงาน ขันหมากแห่ผ่านไปข้างถนน
ได้ยินเสียโห่แหมพี่แทบดิ้น ด้วยความบ้าบิ่นพี่อยากจะกินน้ำมนต์”
คนอย่างนี้ น่าเวทนามากทีเดียว !
ผู้คนที่ฟังเพลงพูดจาโล่งโจ้งอย่างนี้ไม่ได้ ก็พาลไม่ชอบเพลงลูกทุ่งไปเลย แต่ผมเป็นคนที่ทั้งเล่นดนตรี และฟังเพลงได้ทุกแบบ เพราะชอบศึกษา จึงร้องเพลงลูกทุ่งพวกนี้ได้ รวมทั้งเพลงไทยเดิมและเพลงพื้นบ้านต่างๆ ซึ่งเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังไปแล้ว ความสนใจในเรื่องเหล่านี้เลยถ่ายทอดไปถึงลูกชาย เลยกลายเป็นนักเปียโน แต่งเพลงถึงสองคน ทั้งเขียนเนื้อ เรียบเรียงเสียงประสานเองด้วย แต่งานประจำไม่ใช่นักดนตรีอาชีพ
เพลงที่ลูกแต่งเองร้องเอง ก็ฮิตระเบิด กลายเป็นเพลงที่คนรู้จักกันทั่วไป คุณต่อพงษ์ เศวตามร์ นักวิจารณ์เพลงชื่อดังของค่ายผู้จัดการ เรียกว่าเป็น เพลงชาติประจำผับ (ตรงนี้ขอคุยหน่อยๆ) เพราะไปเที่ยวผับไหนเป็นต้องได้ยินเพลงของลูกตัวเองทุกครั้งไป
น่าแปลกที่เรามีแต่นักแต่งเพลงลูกทุ่งที่เป็นชาย ไม่ยักมีผู้หญิง แต่เพลงไทยสากลนั้นมีสุภาพสตรีอยู่หลายท่าน แต่ก็มีนักร้องหญิงที่ผู้คนชอบกัน จนยกย่องให้เป็นราชินีลูกทุ่ง เช่น พุ่มพวง ดวงจันทร์ บุปผา สายชน ซึ่งล่วงลับไปแล้วทั้งสองคน ส่วน ผ่องศรี วรนุช ซึ่งก็อยู่ในอันดับหนึ่งของราชินีลุกทุ่งตั้งแต่ยุคสุรพลฯ เพราะอยู่ในวงของราชาเพลงลูกทุ่งมาก่อน เมื่อผ่องศรีฯเธอแยกวงออกมา สุรพลฯทั้งโกรธและเสียใจ เธอเล่าว่าสุรพลฯไม่ยอมพูดด้วยจนตายจากไป แต่เธอนับถือสุรพลฯเป็นครูเสมอ
ผ่องศรีฯราชินีลุกทุ่งในตอนนั้น กลายเป็น “ป้าผ่อง” หรือ “ยายผ่อง” ในตอนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เสียงก็ยังดีอยู่ นานๆเห็นออกโทรทัศน์ผมก็ยังเอาใจช่วยอยู่เสมอ นอกจากนั้นก็มีราชินีหมอลำเพิ่มขึ้นมาอีก ตั้งแต่ยุคบานเย็น รากแก่น มาจนกระทั่งถึงยุคนี้ อันเป็น จินตหรา พูนลาภ เจ้าของ ลูกคอสิบแปดชั้น เธอร้องได้ดีทั้งหมอลำและลูกทุ่ง และทำให้ตลาดเพลงหมอลำกลายเป็นตลาดที่ยิ่งใหญ่ของธุรกิจบันเทิง ที่ทำเงินมากมายไปเลยทีเดียว
ราชินีลูกทุ่งอีกคนที่ผมชอบมากคือ สุนารี ราชสีมา ด้วยประทับใจในน้ำเสียงอันทรงพลังของเธออย่างยิ่ง ตั้งแต่นักร้องเลือดโคราชพาเพลงกราบเท้าย่าโม ขึ้นมาฮิตสุดขีดเป็นที่รู้จักของผู้คน โดยเฉพาะท่อนท้ายของเพลงที่บอกว่า
สองมือกราบลงที่ตรงเหนืออาสน์
แทบบาทย่าโม
แต่เล็กจนโตเห็นย่าตระหง่าน
จะทุกข์จะจนสักแค่ไหน จะขอทนไปบ่ยั่น
จะอยู่อีสาน....เป็นหลานย่าโม
ลูกหลานคนโคราชอย่างผม ฟังแล้วบอกได้ว่า... ซึ้ง !
สุนารี ราชสีมา ร้องเพลงได้หลายแบบ ตอนนี้เห็นออกเทปกับคุณชรินทร์ นันทนาคร ในเพลงคู่รักหวานๆ ในแบบลูกกรุง อย่างชุด คู่หวานพลังรัก ลองหาฟังดูแล้วจะรู้ว่า เธอร้องเก่งจริงๆ
ที่ผมบอกว่าเพลงลุกทุ่งนั้น มีลักษณะเด่นตรงความซื่อและตรงไปตรงมา มีเพลงของคุณสุนารีฯอยู่เพลงหนึ่ง เกี่ยวกับคำถามที่ผู้หญิงถามผู้ชายที่มาติดพันเธอ ซึ่งหากเป็นเพลงลูกกรุง ก็อาจถามอย่างที่คุณอรวี สัจจานนท์ ที่เธอร้องเอาไว้และเป็นที่ติดหูของผู้คน ว่า
ถามใจเธอดูก่อน ถามใจเธอดูก่อน ก่อนที่จะรักฉัน
ถามดูให้แน่ใจ แน่ใจค่อยบอกกัน เอาอย่างนั้น ดีกว่า
เพลงลูกกรุงที่คุณอรวีร้องนี้ ชื่อ “ถามใจเธอดูก่อน”
ส่วนเนื้อเพลงของคุณสุนารีฯถามชายที่มาติดพัน เป็นเพลงฮิตมากๆ มีลักษณะเป็นคำถามซึ่งฝ่ายหญิงถามชาย คล้าย “ถามใจเธอดูก่อน” ของคุณอรวีฯ แต่เพลงเกี่ยวกับคำถามของนักร้องเมืองย่าโมนั้น มีลักษณะตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ยิงตรงเป้าตามสไตล์ลูกทุ่ง ผมได้ยินครั้งแรกตกใจแทบแย่ เพราะเพลงโด่งดังที่เธอร้องนั้น ชื่อ
“ขออนุญาตเมีย...มาหรือยัง !?”
หากบังเอิญมีใครสักคน มาปรึกษากับคนเขียนคอลัมน์ว่า
ตัวเขาเองไปพบสตรีที่หมายปอง แล้วสาวเจ้าถามอย่างนี้ เห็นทีจะต้องรบกวนท่านผู้อ่านที่เป็นชายเจ้าเสน่ห์ทั้งหลาย กรุณาช่วยหาคำตอบแทนผมสักนิด ว่า
จะตอบเธออย่างไรดีที่จะ ไม่ให้เข้าตัวเอง และฝ่ายหญิงพอใจ ช่วยสงเคราะห์หน่อยเถอะครับ เพราะตัวผมเองนั้น...
ขาดประสบการณ์…เรื่องนี้...จริงจิ๊ง..จิง จิง !


