xs
xsm
sm
md
lg

ความฝัน กับความจริง

เผยแพร่:   โดย: อาทิตย์ ประสาทกุล

“เฮ้ย มึงมาที่นี่จริงๆ หรือนี่ กูไม่เชื่อเลย นี่มึงอยู่ในไร่กูจริงๆ หรือ”

เพื่อนรักอีกคนหนึ่ง ที่เพื่อนเรียกคุ้นปากว่า “เอโปร” พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับเขย่าตัวผมเบาๆ

เวลาโพล้เพล้คืนก่อน อากาศอบอ้าว เหมือนว่าฝนกำลังจะตกหนัก บนระเบียงของบ้านหลังเก่าๆ ที่ตั้งอยู่บนไร่ติดทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงกาย) ผมนั่งคุยกับเพื่อนรักใต้แสงหรี่จากหลอดไฟเล็กขนาดสิบสองวัตต์ ที่ส่องสว่างโดยพลังงานจากแบตเตอรี่รถยนต์

อาหารเย็นเรากินหน่อไม้อ่อนต้ม ที่เพื่อนเพิ่งให้คนงานไปขุด แกล้มกับปลากระป๋อง โดยมีข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก หลังอิ่มท้อง เราย้อนระลึกถึงความหลังครั้งกระโน้นเมื่อสมัยเคยเรียนเล่นกินนอนด้วยกัน พร้อมกับความเป็นไปในช่วงเวลาที่เราห่างเหินกัน บทสนทนาเช่นนี้เป็นเรื่องที่มีสีสัน และไม่มีวันเหนื่อยที่จะพูดคุย

เหล่าหมู่แมลงน้อยใหญ่ก็บินถลาเข้ามาเล่นหลอดไฟดวงเล็ก เสียงกระพือปีกดังแผ่วพอให้บรรยากาศไม่เปล่าเปลี่ยวจนเกินไปนัก มองออกไปนอกชานหมายจะเพ่งเล็งหมู่ดาว แต่ท้องฟ้าในคืนนั้นมีเมฆปกครึ้ม เห็นแสงจันทร์เป็นเพียงเงาลางๆ ที่ส่องทะทุออกมาจากปุยเมฆหนา

เอโปร บอกกับผมอย่างไม่อายว่า เขารู้สึกตื้นตันและไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อเห็นผมนั่งรอเขาที่ท่าเรือข้ามแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นั่นคือสองชั่วโมงกว่าหลังจากที่เขาได้ยินเสียงผมผ่านคลื่นโทรศัพท์ว่าเรากำลังจะได้เจอกัน ตอนนั้นเขายังอยู่ในไร่ที่อำเภอเชียงแสน ซึ่งห่างออกไปอีก 60 กว่ากิโลฯ เขาบึ่งรถออกมารับด้วยความงุนงงว่าเพื่อนจะมาเยี่ยมเขาที่บ้านจริงๆ หรือ

โอกาสช่างเหมาะเจาะ ผมอยู่ในระหว่างขากลับจากการเดินทางไปกับคณะทำงานโครงการสร้างความร่วมมือระหว่างเยาวชนในประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion –GMS Youth Forum) มาสำรวจเส้นทางสำหรับจัดกิจกรรมการมาพบปะกันของเยาวชนสามประเทศ คือ ไทย ลาว และเวียดนาม ในปลายปีนี้

เราเดินทางโดยรถบนเส้นทางที่กำลังก่อสร้าง และไม่เป็นที่นิยมจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ทะลุเข้ามาในดินแดนลาว แล้วผ่านมายังเมืองโพนสวรรค์ ในแขวงเชียงขวาง มาสิ้นสุดที่เมืองหลวงพระบาง ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ในคณะของเรามีกันอยู่สามคน คนหนึ่งนั่งเครื่องบินตรงกลับกรุงเทพฯ อีกคนนั่งรถไปยังนครเวียงจันท์ เพื่อข้ามฝั่งไปจังหวัดหนองคาย ก่อนที่จะต่อรถกลับกรุงเทพฯ

ส่วนผมเลือกที่จะนั่งเรือเร็วล่องแม่น้ำโขงจากเมืองหลวงพระบาง ซึ่งในเวลาหนึ่งวันเต็มกลางแดดร้อน แต่เย็นสบายด้วยไอเย็นจากน้ำโขงที่ปลิวมากระทบตัวตลอดการเดินทาง ผมนั่งเรือมาขึ้นท่าห้วยทรายของลาว ข้ามฝั่งมายังอำเภอเชียงของ ด้วยจุดหมายจะมาเยี่ยมเพื่อนรักคนนี้

เพื่อนของผมกำลังอยู่ในความสับสน และอยู่บนจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต การที่เขาต้องจากเพื่อนจากฝูง จากคนที่เคยสนิทชิดใกล้ มาอยู่ห่างไกลเช่นนี้ตั้งแต่เกือบห้าปีก่อน ย่อมทำให้เขาต้องพบกับความเหงาและว้าเหว่ใจอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้หลอกหลอนเขา จนดูเหมือนว่าจะชินชาไปเสียแล้ว

ผมหวังว่าการมาเยี่ยมเยียนเขาในเวลานี้ จะเป็นกำลังใจให้ได้บ้าง

ทุกช่วงชีวิตของเอโปรเป็นชีวิตของคนเมือง เขาเติบโตและเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งปีหนึ่งครั้งที่สอง นั่นหมายความว่าเขาเปลี่ยนคณะและมหาวิทยาลัยสองครั้ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจบอกลาเพื่อนฝูงมุ่งหน้ามายังจังหวัดเชียงราย เพื่อมาช่วยแม่ของเขาซึ่งผันตัวมาทำไร่ หลังจากไม่สำเร็จเท่าที่ควรกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเฟื่องฟู

สำหรับผมแล้ว เอโปรเป็นคนที่น่ายกย่อง โดยเฉพาะในความกล้าที่ตัดสินใจเลือกแนวทางการดำเนินชีวิตของตัวเอง ภายใต้ห้วงเวลาของความสับสน ที่เป็นปกติวิสัยของคนในวัยกลางยี่สิบอย่างพวกเรา

บางครั้งเขายอมรับว่า หนทางที่เขาดำเนินอยู่นี้ก็อาจเป็นสิ่งที่แม้ไม่ได้เลือกเอง หากเป็นไปตามความไม่ได้ตั้งใจ สภาพแวดล้อม โอกาส และความจำเป็นในขณะนั้นที่ทำให้เขามายืนอยู่ในสภาวะเช่นนี้ แต่ผมว่านี่ก็คือการเลือกอย่างหนึ่ง นั่นคือ เขาเลือกที่จะละทิ้งแนวทางการดำเนินชีวิตอื่นๆ ที่เด็กเมืองอย่างพวกเราถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ยังเล็ก ในแนวทางที่เป็นมาตรฐานคล้ายๆ กัน

ตอนนี้ เอโปร คือ เกษตรกรเต็มตัว ตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมา เขาลองผิดลองถูกทำการเกษตรมาหลายชนิด ตั้งแต่ปลูกไร่มันสำปะหลัง ใบยาสูบ เรื่อยไปถึงปลูกสับปะรด แต่นั่นก็เป็นความล้มเหลว ทำให้การเงินของครอบครัวที่เขานำมาลงทุนนั้นเริ่มร่อยหรอ

ซ้ำอีกพ่อของเขาซึ่งเป็นคนสนับสนุนด้านการเงินที่สำคัญก็ต้องมาล้มป่วยลงอย่างกะทันหันเมื่อราวสามปีก่อน ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ลุกออกจากเตียง แม่ของเขาจึงต้องกลับกรุงเทพฯ เพื่อดูแลพ่อที่ป่วย คอยหยอดน้ำหยอดข้าวเต็มเวลา เอโปรจึงรับหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนอำนาจในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ไว้อยู่กับตัวเองคนเดียว

เอโปรมักเอ่ยอยู่บ่อยๆ ว่า การเป็นเกษตรกรนั้นยากเย็นแสนเข็ญ การผลิตทางการเกษตรเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมักเป็นฝ่ายที่ถูกเอาเปรียบ (แม้โดยชอบธรรม) อยู่เนืองๆ เขาเล่าให้ผมฟังถึงความผิดพลาดในการคิดตัดสินใจของเขาและครอบครัวที่มาทำเกษตรกรรมชนิดต่างๆ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่อีกใจหนึ่ง เขาก็คิดว่านี่คือบทเรียนที่สำคัญ แม้มีราคาแพง ที่ทำให้เขาเริ่มมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

ตอนนี้ เอโปรกำลังขะมักเขม้นตั้งใจอยู่กับการทำฟาร์มแพะเนื้อ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นช่องทางที่น่าสนใจ และมีการแข่งขันกันน้อย ซ้ำยังมีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงจนเกินไปนัก ซึ่งเหมาะสมยิ่งนักกับสถานการณ์ทางการเงินของเขา

ฟาร์มแพะของเอโปรมีแพะอยู่เกือบ 170 ตัว เขาเขียนแผนธุรกิจขึ้นด้วยตัวเอง พร้อมกับความใฝ่ฝันว่าภายในเวลา 3 ปี เขาจะขยายการผลิตเพื่อให้ได้มีแพะ 1,000 ตัว สามารถส่งแพะเข้าสู่ตลาดได้สม่ำเสมอ

เป้าหมายของความทะเยอะทะยานของเขาไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการที่จะเป็นอิสระจากภาระหน้าที่การงานอันห่างไกล ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เขาต้องห่างเหินไปจากเพื่อนตั้งแต่เรียนจบ เขาอยากมีธุรกิจที่สามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวของมันเอง มีระบบการจัดการที่ดีพร้อม และเมื่อถึงเวลานั้น เขาอยากจะมาอยู่ใกล้ๆ เพื่อน เพื่อทดแทนเวลาที่เขาหายหน้าหายตาไป

เรื่องราวของเอโปรที่ผมเพิ่งเล่าให้ฟังมานี้น่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ผันตัวจากชีวิตอย่างคนเมืองไปสู่ภาคการผลิต เป็นชีวิตของความสับสน เป็นชีวิตที่เลือกไม่ได้ หรือเลือกด้วยความไม่ตั้งใจ และเป็นชีวิตของคนหนึ่งที่มีโอกาส แต่ไม่ได้ใช้โอกาสของตัวเองอย่าสุดความสามารถ

แต่นั่นก็คงเป็นชีวิตของเพื่อนที่ธรรมดาเกินไปกว่าที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

จุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ ในห้วงเวลาของความสับสนและความไม่แน่นอนในชีวิตเช่นนี้ เอโปรต้องประสบพบกับความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นไปอีก นั่นคือเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เอโปรโทรมาแจ้งข่าวเพื่อนๆ ที่กรุงเทพฯ ว่า เขากำลังจะมีลูก เป็นชาย และกำลังจะคลอดอีก 3 วันที่จะถึง

ใครจะไปคิดว่าเพื่อนที่เคยสารภาพหน้ากองไฟกับสาวๆ เมื่อครั้งเราเคยไปร่วมกิจกรรมกับต่างโรงเรียนว่า เขาไม่รู้จักผู้หญิงเพราะเรียนโรงเรียนประจำชายล้วนมาโดยตลอด เพื่อนที่เคยเป็นคนเงียบขรึม ชอบนั่งสมาธิ และสนทนาในเรื่องเครียดโดยเฉพาะเรื่องพระธรรมคำสั่งสอนของศาสนาพุทธคนนี้ กำลังจะมีลูกน้อย

หลังจากหกเดือนที่จะถึงนี้ เขาก็จะต้องเลี้ยงลูกน้อยคนเดียว เพราะแม่ของเขากำลังจะจากไป มิใช่เพราะความไม่รับผิดชอบของเธอ หากเป็นเพราะความตกลงที่ทั้งสองแยกทางกันตั้งแต่ยังไม่ได้รู้ว่าจะมีลูก เอโปรสารภาพให้ฟังว่า เขาก็ไม่อยากจะเลิกรากับเธอหรอก หากพร้อมมากกว่านี้ ลำพังตัวคนเดียวก็ยังเลี้ยงไม่รอด อีกทั้งหากยังอยู่ด้วยกันก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจกัน เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง เขาอยากจะมาทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับฟาร์มแพะที่ตั้งใจดีกว่า

“ไอ้ตี๋น้อย โตเร็วๆ สิ ลื้อจะได้มาเลี้ยงแพะกับอั๊วในไร่สักที”

เอโปรมีชื่อเล่นที่ทางบ้านเรียกว่า “ตี๋” เขาจึงเรียนลูกชายอายุสิบกว่าวันของเขาว่า “ตี๋น้อย” สักวันเขาตั้งใจว่าจะไปอยู่ในไร่เต็มเวลา และให้ลูกของเขาเติบโตขึ้นในฟาร์ม ที่มีเขาและคนงานเพียงหนึ่งครอบครัว ต้องรองน้ำฝนใช้ และไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง

ตลอดเวลาหนึ่งวันสองคืนเต็มที่ผมกับเอโปรอยู่ด้วยกัน และพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องอดีตอันหอมหวน กับอนาคตอันน่าสะพรึงกลัวนี้ เราต่างเป็นแสงสว่างและแรงบันดาลใจให้กับกันและกัน

เขาบอกผมว่า ชีวิตในวัยเด็กของพวกเรานั้นต่างมีความฝันที่จะประกอบสัมมาอาชีวะในภายภาคหน้า แต่ในหมู่พวกเรานี้ก็ต้องแบ่งได้เป็นสองพวก พวกแรกคือพวกที่ทำได้ดั่งใจฝันอยากเป็น อีกพวกก็คือ ความฝันเป็นเพียงวิมานในอากาศ ความหันเหและความแปรผันในชีวิตทำให้ต้องห่างไกลกับภาพวาดอันสวยหรูในวัยเด็ก

เขาบอกว่า ผมโชคดีที่ได้อยู่ในพวกแรก ผมเฝ้าฝันอยากเป็นนักการทูตตั้งแต่เด็ก และเมื่อเกือบสองปีก่อน ผมก็โชคดีสามารถสอบเข้าทำงานได้ตามตั้งใจ เรื่องนี้ ผมกึ่งรับกึ่งปฏิเสธว่าเขาพูดถูกแล้วหรือไม่ กับการยกเอาผมเป็นตัวอย่าง

ส่วนเขาแม้เป็นพวกที่สอง คือ ที่ไม่สามารถทำตามใจฝันต้องการได้ แต่เขาบอกว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่น่าเสียใจ และมิใช่ความไม่สำเร็จในชีวิต

คนเคยเครียดศาสนาอย่างเขาบอกว่า พวกแรกนั้นต้องถือว่าทำบุญมาดีแต่ชาติปางก่อน ส่วนพวกที่ไม่ได้ทำตามใฝ่ฝันนั้นเป็นคนส่วนใหญ่ อย่าไปเสียดายหรือเสียใจเลย เพราะความฝันเหล่านั้นบางครั้งก็เป็นมายาคติที่หลอกลวงให้เด็กหลายๆ คนต้องประสบกับความผิดหวัง และความทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต

เหมือนว่าเอโปรอยากให้ผมนำข้อสังเกตของเขาในข้อนี้ไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง เพราะน่าจะทำให้เพื่อนของเราหลายคนที่ยังไม่พอใจกับการงานที่ทำ ได้มีความสุข พอใจ และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

บนห้องนอน ในบ้านกลางไร่อันรกรุงรังของเขา มีหนังสือ “ชีวิตที่เลือกได้” ของผู้บังคับการ (ครูใหญ่) สมัยมัธยมฯ ของเราวางอยู่ เอโปรชายตาไปมองคล้ายจะบอกให้ผมเข้าใจว่า “แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจเลือกทางเดินชีวิตของเขาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีที่สุด”

ก่อนมาเยี่ยมเขา หลายๆ คนรวมทั้งผมรู้สึกเป็นห่วงเป็นกังวลกับเพื่อนคนนี้มาก แต่ตอนนี้กลับสบายใจ เพราะรู้ว่า เพื่อนรักรู้ตัวเองดีว่าเขากำลังทำอะไรอยู่
กำลังโหลดความคิดเห็น...