xs
xsm
sm
md
lg

งดเศร้า เข้าพรรษา

เผยแพร่:   โดย: อาทิตย์ ประสาทกุล

เครื่องสมองกลฉบับพกพาที่นำกลับมาบ้านด้วยเกิดดื้อดึงไม่ยอมทำงานขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ชีวิตไร้คอมพิวเตอร์ที่ต้องประสบมาตลอดเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นชีวิตที่ไม่น่าอภิรมย์ โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เครื่องนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เกี่ยวข้องกันแทบทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า เรื่อยไปถึงเวลาดึกดื่นพร้อมพักให้ร่ายกายได้ผ่อนเบา

ขาดคอมพิวเตอร์เหมือนขาดแขนขาดขา เพราะนอกจากจะถูกตัดขาดจากการติดต่อกับเพื่อนฝูงบางกลุ่มบางคนที่เคยติดต่อกันผ่านไซเบอร์สเปซเป็นประจำแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมเดิมๆ ที่มักทำผ่านคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่การหาข้อมูลต่างๆ เรื่อยไปจนถึงการเขียนหนังสือ ที่เป็นงานอดิเรกทำให้ใจได้ผ่อนคลาย

ผม และคนรุ่นเดียวกันหลายๆ คน เขียนหนังสือด้วยลายมือไม่คล่องเท่านิ้วจิ้มบนแป้นพิมพ์ ที่ว่าไม่คล่องนี้ไม่ใช่เขียนหนังสือด้วยดินสอปากกาไม่เป็น หากความคิดไม่พรั่งพรูเหมือนใช้ปลายนิ้วไล่เรียงไปบนคีย์บอร์ด

ตลอดเวลาที่ไม่มีเครื่องสมองกลอยู่ข้างกาย ทำให้ตกอยู่ในวังวนของความหงุดหงิดและงุ่นง่าน แม้จะไม่โมโหโกรธา แต่ก็ทำให้ใจพะว้าพะวง เป็นอาการจิตตระหนกที่เข้ามาแวะเวียนหลอกหลอนให้กายไม่เป็นสุขอยู่เรื่อยๆ

อารมณ์ความรู้สึกที่ว่าเป็นสิ่งที่ผมเพิ่งสังเกตรู้ได้ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง แปลกที่เมื่อรู้เท่าจิตแล้ว อาการที่ว่ากลับหายไปพลัน หลังจากนั้นก็รู้สึกได้ว่าไม่มีคอมพิวเตอร์ก็ไม่เป็นไร เช่นเดียวกับความรู้สึกเฉยๆ เมื่อขาดโทรศัพท์มือถือ หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เข้ามาพันโยงกับชีวิตของผมและเพื่อนกันจนแทบเป็นเนื้อนาเดียวกัน และเคยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ผมได้เรียนรู้ความจริงข้อนี้จาก “พระเพื่อน” ที่กำลังเข้าจำพรรษาที่วัดหนองป่าพงอันเงียบสงบและเคร่งครัดด้วยวัตรปฏิบัติในจังหวัดอุบลราชธานี

ต้นสัปดาห์ก่อน โอกาสช่างเหมาะเจาะ จึงได้เดินทางไปเยี่ยมพระเพื่อน และอาศัยวัดเป็นที่พักพิงของกายถึงสองคืนหนึ่งวันเต็ม บรรยากาศของวัดป่าอันเงียบสงัดช่างชวนใจให้เข้าสู่พระธรรมคำสั่งสอน อันมิใช่อะไรอื่นนอกจากการรู้เท่าทันกายและใจ อันจะนำไปสู่ภาวะความสงบ ไม่วุ่นวาย

ในวัดไม่มีสัญญาณมือถือ และผมพยายามที่จะตีตัวออกห่างเครื่องโทรศัพท์ที่เป็นหนึ่งในตัวการทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป

การไปอาศัยวัดนอนยังทำให้คลายคิดถึงเพื่อนที่ได้โตมาด้วยกันแต่เด็ก การที่เพื่อนดำรงตนอยู่ในสมณเพศทำให้ต้องห่างเหินกันไปบ้าง ในขณะที่พระเพื่อนมีเป้าหมายรู้ซึ้งในธรรมะขององค์ศาสดา พวกเราคนอื่นๆ ก็กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการเฝ้ารอความสำเร็จในหน้าที่การงานที่เข้ามาครอบงำอยู่ทุกวันคืน เป้าหมายที่ต่างกันก็ทำให้วิถีชีวิตต้องอยู่ไกลกันตามไปด้วย

“พระทองไหล” กำลังจะเข้าสู่พรรษาที่สาม หลังจากที่ตัดสินใจอุปสมบทเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย ทีแรกเขากะว่าจะบวชเรียนเพียงสามเดือน แต่ถึงปัจจุบันก็เข้าปีที่สามเสียแล้ว

เพื่อนๆ ลงความเห็นกันว่า พระทองไหลคงสนุกสนานอยู่กับชีวิตที่อิสระอย่างพระ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระทองไหลไม่เคยได้พบมาก่อนในชีวิต การบวชเรียนใต้ร่มพระพุทธศาสนาในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจสำหรับเขา

“ทองไหล” เป็นมังกรหนุ่มจากเยาวราช ที่บ้านทำธุรกิจค้าขายของเล่น เขาเป็นลูกจีนที่น่าเอาเป็นแบบอย่างของเพื่อนๆ ทองไหลจะตื่นตีสี่มาช่วยพ่อเปิดร้านขายของ และส่งของด้วยรถมอเตอร์ไซค์บรรทุกกล่องอยู่เต็มเบาะด้านหลัง เขามักบ่นพร่ำให้เพื่อนฟังอยู่บ่อยๆ ว่าเขาไม่ชอบเลยที่ต้องนอนอยู่ในบ้านที่เป็นกล่องเป็นตึก สภาพอึดอัดคับแคบ ชีวิตที่วุ่นวายไปด้วยการทำงานที่มุ่งหวังถึงกำไรยังทำให้เขาถูกปิดโอกาสจากการเดินทางท่องเที่ยว อันเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันถึง

เมื่อเป็นพระ เขาได้ช่วยงานวัดแบกอิฐโบกปูนสร้างกุฏิ และอาคารการเปรียญหลังใหม่ ได้เดินออกบิณฑบาตในหมู่บ้านข้างวัด ที่อุดมไปด้วยผักหญ้าและอากาศบริสุทธิ์ หลังจากที่เคร่งครัดกับวัตรปฏิบัติมาตลอดสามเดือนในพรรษาก่อนๆ พระทองไหลยังมีโอกาสได้เข้าร่วมงานกฐินของวัดสาขาออกเดินทางธุดงควัตร ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เข้าไปในหมู่บ้านกะเหรี่ยงพุทธอันห่างไกล

ในขณะที่พระหลายรูปมุ่งเรียนรู้พระธรรมจากการอยู่กับตัวเอง พระทองไหลบอกกับผมว่าเขาได้เข้าใจธรรมะขั้นพื้นฐานจากการทำงาน

การที่เขาได้บวชเรียน ทำให้เขารู้จักจัดการกับความคิดของตัวเอง โดยเฉพาะจัดการกับความผิดหวังและการเอาชนะใจตัวเอง

ทองไหลอยากเป็นนักบิน แต่เมื่อเขาพลาดจากการสอบข้อเขียนที่แม้จะเตรียมตัวมาอย่างดี เขาเล่าว่า การสอบไม่ผ่านนั้นถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้เขาได้มาบวชเรียน อันเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เขาอยากทำมาตั้งแต่ยังเล็กยังน้อย เมื่อลาสิกขาออกไป เขาจะไม่เสียดายเวลา เพราะได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วและจะตั้งใจเตรียมทำฝันของการเป็นนักบินให้ได้ เพราะเป็นความฝันหนึ่งเดียวที่ยังทำไม่สำเร็จ นอกจากนี้ หากสอบเป็นนักบินไม่ได้ ก็ไม่เสียใจ เพราะเขารู้ว่านี่ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

การเป็นพระ ทำให้ต้องยึดในอริยวินัย นั่นคือ ศีลของพระ ซึ่งมีจุกจิก และขัดกับวิถีฆราวาส การมุ่งปฏิบัตินั้นถือว่าเป็นการมุ่งสู่การเอาชนะใจตัวเองที่มักคล้อยตามไปกับกิเลสและความสบาย ผมชื่นชมพระทองไหลที่สามารถสวดอุโบสถปาติโมกข์ ซึ่งเป็นศีลของพระภิกษุในภาษาบาลีความยาวหลายสิบหน้าได้จนขึ้นใจ เมื่อได้ไปอาศัยนอนใต้กุฏิ ยังได้มีโอกาสช่วยพระเพื่อนทวนคำท่องอันยาวเหยียด และไม่ใช่ภาษาคุ้นปาก

ภายใต้แสงเทียนสองเล่มในคืนนั้น ผมรู้สึกทึ่งในตัวเพื่อนเป็นอย่างมาก เพราะการจำคำสวดความยาวขนาดนี้ คงวัดกันที่ความสามารถด้านสมองไม่ได้ หากต้องวัดกันที่ใจจริงๆ

การเดินทางมาเยี่ยมพระเพื่อนในครั้งนี้ ทำให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ควรทำอย่างไรที่จะดำเนินชีวิตอย่างชาวพุทธ สามารถเข้าใจถึงหลักการของพระพุทธศาสนา มิใช่นับถือศาสนาพุทธเพียงแต่ในเอกสารราชการ หรือเพียงพิธีกรรมจุดธูปเทียนไหว้พระ ตักบาตรทุกเช้า ถวายสังฆทาน หรือบริจาคเงินเข้าวัดแต่อย่างเดียว

คำถามดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผมเพียรพูดคุยเพื่อให้ได้คำตอบจากพระทองไหล ในโอกาสพิเศษที่เราสองคนได้มีเวลาคุยกันมาก ครั้งสุดท้ายที่เรามีโอกาสนอนคุยกันเช่นนี้ก็ย้อนกลับไปเมื่อราวเจ็ดปีก่อนที่เราสนทนากันจนหลับคาวง เมื่อครั้งยังเป็นเด็กประจำวัยคะนอง

สิ่งที่พระเพื่อนมักจะพูดถึงก็คือการกินอยู่อย่างพอเพียงและเรียบง่าย เขาบอกผมว่าเขายินดีปรีดากับการนอนหลับอย่างสนิทรวดเดียวเพียง 4-5 ชั่วโมง ตื่นเช้า ออกกำลังกายโดยการบิณฑบาต แล้วกับมากินข้าวมื้อเดียวให้พออิ่มมีเรี่ยวแรงไปตลอดทั้งวัน หลังอาหารก็เดินจงกรมทำสมาธิและออกกำลังกายให้อาหารย่อย พอตกบ่ายก็ออกกำลังกายโดยการไปช่วยงานก่อสร้างต่างๆ ที่มีอยู่ในวัดหรือทำความสะอาดวัด เมื่อฟ้ามืดครึ้มก็เข้านอนแต่หัวค่ำ

ผมเห็นด้วยกับพระทองไหล แล้วหันมาย้อนมองตัวเอง

เราสองคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กในสภาพแวดล้อมคล้ายๆ กัน เหตุไฉน พระเพื่อนถึงสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเรียบง่ายจนน่าอิจฉา ส่วนผมนั้น ชีวิตเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ผูกรัดมัดติดให้เราขึ้นอยู่กับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไหนจะต้องมีโทรศัพท์มือถือพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อแบตเตอรี่หมดก็ต้องพะว้าพะวัง หรือเมื่อหากลืมไว้ที่ใดก็จะเป็นห่วงว่าจะมีใครโทรมาหาบ้างหรือไม่ อีกหนึ่งตัวอย่างก็คงจะเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ ที่ผมคิดว่าชาตินี้คงขาดไม่ได้ เมื่อเครื่องสมองกลที่แบกกลับมาด้วยเกิดพังกะทันหัน จึงทำให้ความคิดของผมไม่เป็นสุขเอาเสียเลย

บางครั้ง กินมากไป ก็ทำให้เนื้อตัวไม่สบาย นอนมากก็ทำให้ปวดหัวเอาง่ายๆ

ตั้งแต่ที่ผมได้มีโอกาสอุปสมบทเมื่ออายุยี่สิบปีเต็มนั้น ผมเฝ้าเพียรค้นหาว่าจะนำวิถีพุทธ มาปรับใช้กับชีวิตแห่งโลกทุนนิยมที่ผมกำลังก้าวเดินอยู่ได้อย่างไร ผมอ่านหนังสือเชิงปรัชญาพุทธมากขึ้น แต่ตักบาตร และเข้าร่วมกิจกรรมเชิงพิธีกรรมน้อยลง แต่นั่นมิใช่ผมมิศรัทธาในตัวพระสงฆ์ หากเป็นเพราะผมคิดว่าสมดุลระหว่างชีวิตในโลกที่เป็นอยู่ กับชีวิตในโลกอุดมคติแห่งพุทธศาสนา จะทำให้ชีวิตผมมีความสุขที่ยั่งยืน

ถึงบัดนี้ ก็ยังหาคำตอบที่ถูกใจไม่ได้

พระเพื่อนเตือนให้คิดน้อยลง ทำจิตใจให้ปล่อยวางไปกับอารมณ์และความรู้สึก รวมทั้งดำเนินชีวิตในวิถีที่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพกายและใจดี ปลอดทุกข์โรค มีสมาธิและความเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำอยู่ และที่สำคัญที่สุดก็คือให้รู้จักยอมรับกับความผิดหวังที่จะเข้ามาประดังหาโหมในทุกจังหวะของชีวิต

กลับจากวัดครั้งนี้ ผมได้เข้าใจว่าการรู้เท่าทันไปกับอารมณ์ความรู้สึก รู้ว่าเมื่อใดเราโกรธ ดีใจ เสียใจ รื่นเริง ยินดี มีความสุขฯ ย่อมทำให้ชีวิตคลายจากความเศร้าและทุกระทมได้บ้างไม่มากก็น้อย “พระหอย” ซึ่งเป็นพระเพื่อนอีกรูปที่ได้เจอกัน บอกว่านี่คือการ “ดูจิต” (ใจของตัวเอง)

ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตอันเรียบง่าย อันเป็นหนึ่งในวิถีที่ควรปฏิบัติให้เคยชิน
กำลังโหลดความคิดเห็น...