xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 175 “ โถ...คุณหญิง !”

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


เช้าวันนี้... จิบกาแฟขม แล้วมีชอคโกแลตเค๊กฝีมือหลานเพื่อน เป็นของหวานเข้ากันดีนักกับกาแฟ เด็กคนนี้มีฝีมือการทำขนมหวานเอาการทีเดียว หลังจากได้ชิมมาสามครั้ง ฝีมือของเธอพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผมบอกว่าหากเธอทำได้ใกล้เคียงกับชอคโกแลตเค้กฝีมือ คุณหญิงป้อม (วิลาวัณย์ กำภู ณ อยุธยา) ที่ผมเคยเล่าถึงรสชาติเค้กฝีมือคุณหญิงให้ฟังแล้วเมื่อใด ให้รีบเปิดร้านได้ทันที เพราะจะต้องขายดิบขายดีเป็นแน่

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนไปโคราช ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ต้องมาไล่เก็บอ่านเอา พบข่าวคุณหญิงกัลยา โสภณพานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังมีข่าวว่าได้ทูลเกล้าถวายฎีกากรณีถูกกว่าหาในคดีอาญาร้ายแรง ซึ่งทางหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่คนไทยทำ และโดนวิพากษ์จารณ์ว่า เป็นคู่รักคู่แค้นกับนายกรัฐมนตรี แบบชาตินี้ไม่มีวันดีกันได้ และทำหน้าที่ด่ารัฐบาลไทยให้ฝรั่งทั่วโลกฟังอย่างสม่ำเสมอตลอดมา นั้น

บางกอกโพสต์ได้โค้ดคำพูดของคุณหญิงไว้ใน คอลัมน์ “Words Of The Weeks” ประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๘ เลียนแบบ Quote Of The Day ของนิวยอร์คไทม์ เขาลงคำพูดของคุณหญิงเอาไว้ ว่า

“I wish those trying to trump up the charges against us end up in hell with a lot of suffering.”

(Democrat list MP Khunying Kalaya Sophonpanich on lese majestie charges brought against her in the election sticker case.)


ผมไม่เห็นต้นฉบับภาษาไทย หรือไม่ได้ยินคุณหญิงว่าตอนสัมภาษณ์นั้น ประโยคที่เป็นภาษาไทยนั้นเป็นอย่างไร แต่ก่อนที่จะออกความเห็นเกี่ยวกับคำพูดของคุณหญิง อยากให้ท่านย้อนไปอ่าน กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ ๑๖๘ “จดหมายจากวาทตะวัน ถึงนิตยสาร TIME กรณีวิพากษ์ทักษิณ ! ซึ่งเป็นตอนที่เกรียวกราวมากตอนหนึ่ง เพราะถูกนำไปเผยแพร่ทาง โทรทัศน์ วิทยุ ทั้งในและต่างประเทศ และคนเขียนก็ถูกค่อนขอดเอาเหมือนกันว่าเอาใจนายกฯทักษิณ ซึ่งตัวผมเองพิจารณาจดหมายที่เขียนตอบโต้ฝรั่ง แบบอ่านแล้วอ่านอีก ยังไม่เห็นว่าได้ทำเช่นว่านั้นตรงไหนเลย เพียงแต่หมั่นไส้ฝรั่งหนังสือไทม์ ที่ชอบเขียนสั่งสอนผู้คนในชาติเล็กๆ ราวกับว่าตัวมันตรัสรู้ไปเสียทุกเรื่อง เลยย้อนเอาหน่อยเท่านั้น เรียกว่า

เอ็งด่าคนไทยได้ .... ข้าก็ใส่คืนบ้าง !

เอากันพอหอมปากหอมคอ ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้กระเทือนซางอะไรนักหนา

อย่างไรก็ตามกาแฟขม...ขนมหวาน ตอนนั้นผมพูดถึงความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ และพูดถึงเรื่อง สติ๊กเกอร์ซึ่งนำมาสู่คดีความ เอาไว้ตั้งแต่ตำรวจยังไม่ได้ออกหมายเรียกหรือจับใครด้วยซ้ำ ว่า

“..... ไม่อยากซ้ำเติมพรรคใหญ่ฝ่ายค้าน แต่เพียงอยากบอกว่า การที่พรรคมีนโยบายไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเศรษฐกิจ ลงท้ายด้วยการเลียนนโยบายไทยรักไทย....

แถมก่อนการเลือกตั้งมีเรื่องไม่เป็นมงคล อย่างสติ๊กเกอร์ อาจเอื้อม-แสนอัปยศ ซึ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจ ในความจงรักภักดีของฝ่ายค้าน....”

รายละเอียดเป้นอย่างไรนั้น ขอท่านลองเข้าไปอ่านดูกัน

คราวนี้ผมอยากให้ท่านผู้อ่านดูคำแถลงของ พล.ต.ต.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร รองผุ้บัญชาการตำรวจนครบาล และโฆษกของ บช.น. ด้วย แถลงว่า

"การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เพราะการตรวจสอบพบว่าข้อความที่นำไปพิมพ์ มีการตัดต่อ ส่วนของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พบว่ามีอยู่จริง คณะกรรมการจึงเห็นว่ามีการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เพราะไม่มีการขออนุญาตและเป็นการกระทำในลักษณะที่ไม่บังควร ไม่ทำในลักษณะที่เทิดทูน นำไปติดในที่ทั่วไป จึงให้คณะพนักงานสอบสวนไปสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีใครที่อยู่ในข่ายที่กระทำความผิดและมีใครบ้าง ส่วนสอบสวนแล้วจะมีผลอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คณะพนักงานสอบสวนจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหญ่อีกครั้ง เรื่องนี้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะสามารถเรียกบุคคลที่พิจารณาว่ากระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหาได้เลย จนถึงเวลานี้การดำเนินคดีอยู่ที่พนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาว่าใครจะถูกดำเนินคดีตามข้อหานั้นบ้าง ซึ่งจะต้องว่ากันไปตามกระบวนการขั้นตอนของพนักงานสอบสวน" พล.ต.ต.ชัชวาลย์ กล่าว

สงสัยเหลือเกินจริงๆว่า คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านรู้ข้อความในสติ๊กเกอร์ทั้งหมดหรือยัง ?

ผมแน่ใจว่า เมื่อคุณหญิงถูกแจ้งข้อหาร้ายแรงนั้น พนักงานสอบสวนต้องแจงละเอียดว่า ข้อความในสติ๊กเกอร์ที่เป็นปัญหานี้มีอย่างไร ? ตรงไหนที่เป็นพระราชดำรัสจริง และส่วนใดที่นอกจากไม่ใช่แล้ว ยังเป็นความเท็จอีกด้วย จนเป็นเหตุให้คุณหญิง ต้องตกเป็นผู้ต้องหาไปในที่สุดจนได้ !

ในฐานะที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนโคราชเช่นเดียวกับคุณหญิง ผมทราบความดีงามและความเป็นสุภาพบุรุษของบิดาของคุณหญิงว่า เป็นที่เคารพของคนเมืองย่าโม แม้บัดนี้ท่านจะย้ายไปแล้วก็ตาม สำหรับคุณหญิงนั้น ถึงไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ผมก็ยกย่องนับถือทั้งท่านมาโดยตลอด

คุณหญิงกัลยาฯ นั้นมีฐานะสูงทางสังคม เป็นผู้มีเมตตา จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับพสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย ผมไม่เคยเคลือบแคลงสงสัยแต่ประการใด แต่การที่ต้องมาตกเป็นผู้ต้องหา ก็ไม่ใช่เรื่องอื่น เป็นเพราะท่านลงมาเล่นการเมือง มาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้สายตาของผู้คนมองท่านเปลี่ยนไป คุณหญิงต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ต้องเปลืองตัวโดยใช่ที่จริงๆ โทษใครไม่ได้ เพราะท่านมาเลือกเส้นทางสายนี้เอง จึงต้องรับข้อกล่าวหาฉกรรจ์นี้ไปเต็มๆ !

หากเปรียบพรรคการเมืองเป็นขนมหวาน ตามชื่อคอลัมน์ของผม พรรคประชาธิปัตย์เป็น แบล๊คชอกกาแล๊ต ซึ่งเป็นเนื้อชาวพรรคประชาธิปัตย์แท้ๆ มีความขมเข้ม คนอื่นๆที่ได้รับการชักชวนมาร่วมเพราะความมีชื่อเสียง เหมือนครีมน้ำตาลสีขาวเคลือบ ให้ขนมดูน่ารับประทานกว่าเดิม โดยมีคุณหญิงกัลยาฯ แป็นดอกไม้สดสวย ที่ได้รับความยกย่องว่ามีกลิ่นหอมทางสังคม อย่างไปประดับ ทำให้เค้กดูงามมีค่าขึ้น แต่.....

...ทำอย่างไรคุณหญิงก็ไม่ใช่เนื้อชอคโกแลตดำ รสขมเข้มอย่างประชาธิปัตย์ขนานแท้
เนื้อเค้กประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าคดีนี้นักการเมืองเลือดเนื้อเชื้อแท้ๆของประชาธิปัตย์ จึงไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหา แม้แต่คนเดียว อย่างเก่งคนที่โดนก็คือ คนที่ช่วยทำงานใกล้ชิดคนพวกนี้เท่านั้น ส่วนคนอื่นๆตำรวจจับโยงความเกี่ยวพันไปไม่ถึง !

หัวหน้าพรรคคนใหม่นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะกระโดดแผลวออกจากเรื่องหนักหน่วงนี้ไป โดยให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า พรรคไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้แต่อย่างใด

สำหรับผู้ต้องหาส่วนที่มามอบตัวกับพนักงานสอบสวนแล้วนั้น อ่านจากรูปคดีแล้ว ตำรวจเขาก็มีความมั่นอกมั่นใจในพยานหลักฐานตามสมควร คดีนี้พนักงานสอบสวนต้องมีความเห็นสั่งฟ้องคุณหญิงกับพวกแน่นอน

เรื่องนี้ผมว่า เป็นคราว ‘เคราะห์’ ของคุณหญิงกัลยาแท้ๆทีเดียว ทั้งๆที่เป็นผู้มีความจงรักภักดีอย่างสูง และเหตุการณ์นี้จะไม่หยุดลง หากผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพชุดนี้ ถูกศาลลงโทษแม้แต่เพียงคนเดียว บอกได้เลยว่าจะเป็น

แผลของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ จะไม่มีวันแห้ง

เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง แผลเก่าเรื่องนี้ก็จะถูกแหวะ ถูกฉีก ให้ถ่างกว้างเหวอหวะออกไปอีก เพียงแค่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม หยอดไข่แมลงวัน ให้แผลคงความลุกลามติดเชื้อเรื่อยไป ไม่มีวันหาย วันดีคืนดีพรรคคู่แข่งก็สาดน้ำเกลือใส่ ให้แสบสันต์วันเบาๆให้อีก แม้จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องแต่ก็เป็น ‘กรรม’ ของประชาธิปัตย์แท้ๆที่มีเรื่องนี้ขึ้นมา

ยิ่งหากคุณหญิงไม่ถูก ก.ก.ต.สอย ออกจากความเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และใช้สิทธิ์ทางสภาเลื่อนคดีออกไปเรื่อยๆจนครบสี่ปี พอถึงการเลือกตั้งใหม่ (ถ้ารัฐสภาอยู่ครบสี่ปี) เชื่อขนมเจ๊กกินได้เลยว่า เรื่องนี้จะถูกยกมาโจมตีอย่างดุเดือด อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงแน่นอน เพราะ...

เรื่องฉกรรจ์อย่างนี้คนไทยรับไม่ได้อย่างแรง และฝังใจด้วย !

นี่แหละครับ ที่ผมบอกว่าเป็น ‘กรรม’ ของประชาธิปัตย์ หรือจะนำมาขยำรวมกัน อาจเรียกอย่างตั้งชื่อหนังชีวิต ว่า

“เคราะห์ของคุณหญิงกัลยา หรือ กรรมของประชาธิปัตย์”

เมื่อเห็นคนดีๆต้องมาถูกกล่าวหา เพราะเหตุมาจากรู้ไม่เท่าทันการเมือง พูดอะไรไม่ออก นอกจากบอกได้อย่างปลงสังเวชว่า

.....โถ...คุณหญิง !

ผมอยากให้ท่านผู้อ่านดูข่าวหนังสือพิมพ์สักนิด เมื่อพนักงานสอบสวนเริ่มจะเข้าดำเนินการ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ตอนนั้นยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ให้สัมภาษณ์ตามข่าวดังนี้

นายบัญญัติกล่าวว่า ได้เห็นข้อความนั้นแล้ว คือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "ถ้าทุจริตขอสาปแช่งให้มีอันเป็นไป" และอีกข้อความพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม-ราชินีนาถว่า "ความยากจนไม่ใช่สิ่งน่าอับอาย การคดโกงต่างหากที่เป็นสิ่งน่าอับอาย" ก็ไม่เห็นว่าใครเสียหาย เป็นการเตือนสติประชาชนเท่านั้น ถือเป็นเรื่องดี

นายบัญญัติกล่าวว่า ไม่เข้าใจว่า ทำไมนายกฯถึงลุกขึ้นมาเอะอะโวยวายว่าทำลายล้างกัน พระราชดำรัสที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็มีคนนำไปใช้เรื่อย ยกตัวอย่างง่ายๆ วันนี้ กกต.ได้นำข้อความในพระราชดำรัสมาใช้คือ เราไม่สามารถทำให้คนทุกคนดีได้หมด แต่เราควรสนับสนุนคนดีให้ได้มีโอกาสปกครองบ้านเมือง ป้องกันไม่ให้คนชั่วเข้ามามีอำนาจ เป็นข้อความตามตรง ไม่ได้หมายถึงใคร



เมื่อนายบัญญัติฯซึ่งตามข่าวบอกว่า ได้เห็นข้อความแล้ว ไม่ได้ไปว่าใครเสียหาย ทั้งๆที่ตำรวจเขาบอกโต้งๆว่า ข้อความนี้มีการตัดต่อ จึงไม่มีทางพิจารณาเป็นอื่น นอกจากผมต้องทำใจให้เชื่อว่า ทั้งคุณหญิงกัลยาและนายบัญญัติฯ คงเชื่อเอาจริงๆว่า ข้อความทั้งหมดใน
สติ๊กเกอร์ ที่ตำรวจมีหลักฐานว่าผู้ต้องหาบางคนในกลุ่ม ไปว่าจ้างโรงพิมพ์ให้จัดการพิมพ์ นั้น

เป็นพระราชดำรัส และพระราชเสาวนีย์จริง

ท่านอาจารย์ มีชัย ฤชุพันธ์ ได้ตอบปัญหาในเวปไซด์ของท่าน เมื่อ ๓๑ ม.ค.๒๕๔๘ ซึ่งผู้ที่ถามมาต้องการนำกระแสพระราชดำรัส ไปลงในหนังสือในโอกาสที่จบการศึกษา ว่าทำได้หรือไม่อย่างไร? เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเหมือนกรณีสติ๊กเกอร์ ท่านอาจารย์ตอบว่า

“อันพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวนั้น ราษฎรทุกคนมีสิทธินำไปปฏิบัติหรือยึดถือได้เสมอ หรือแม้แต่การนำไปเผยแพร่ ถ้าได้ทำด้วยความเคารพ รู้การควร การไม่ควร และไม่ใช่เพื่อการค้า การจะรู้ว่าสิ่งใดเป็นการควรหรือไม่ควร ให้ยึดถือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ ที่ว่า ‘องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้’ ไว้ ก็จะปลอดภัย”

กระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับการทุจริต มีข้าราชการบำนาญท่านหนึ่ง ยกมาอ้างให้ผู้คนฮือฮาในครั้งแรกในการบรรยายของท่าน ที่พูดถึงเรื่องความซื่อสัตย์โปร่งใสสะอาดเอี่ยม ชักชวนผู้คนให้ช่วยกันตรวจสอบนักการเมือง

หนแรกก็พอฟัง ‘ขลัง’ อยู่บ้าง

ครั้นต่อมา เจ้าตัวไปพูดหรือบรรยายที่ไหน ชักอ้างพระราชดำรัสถี่ขึ้น แล้วมีความเห็นส่วนตัวสอดแทรกไปในคำบรรยาย เรียกว่าเป็นแบบ “กลอนพาไป” ทำนองนั้น จนผู้คนฟังแล้วมีความเห็นว่าซุ่มเสียงชักทะแม่งๆ เพราะไม่แน่ใจว่า นอกจากอ้างกระแสพระราชดำรัสแล้ว ท่านจะโจมตี กระทบแดกดันรัฐบาลหรือนักการเมืองหรือเปล่า ?

ความขลังเริ่มหมดไป...ความเสื่อมเริ่มมาเยือน ชักจะโดนด่าและ สวนกลับรุนแรงมากขึ้นทุกที

ด่าโต้งๆออกรายการโทรทัศน์ก็มี…อย่างที่ได้เห็นกันในรายการสนทนาตอนเช้าๆ ที่ฮิตฮอตนั่นแหละ

การด่ากลับก็เป็นไปในทำนองว่า ตัวคนพูดนั้น วิเศษวิเสโสมาจากไหนกัน ? ผมว่าที่เขาด่าเข้าให้ เพราะผู้คนที่มีการข่าวอยู่ในมือ เขาก็พอรู้กันว่า

มีวาระอะไรซ่อนเร้นกันอยู่บ้าง !!

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องการเผยแพร่พระราชดำรัสกันแล้ว อยากให้ดูแบบแผนที่ถูกต้องสักเรื่อง ปกหนังสือตามภาพประกอบที่ท่านเห็น ขื่อว่า “พระบรมราโชวาทและพระบรมราโชบายในการบริหารงานตำรวจ”

ท่านจะเห็นได้ว่า มีการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต อย่างถูกต้องตามแบบธรรมเนียมแล้วก็มีหนังสือของสำนักงานราชเลขาธิการ ซึ่งลงนามโดยท่านราชเลขาธิการ แจ้งมายังผู้ขอพระราชทานที่ผมลงไว้ให้ท่านดู

ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ได้ขอพระราชทานนำพระบรมราโชวาท ซึ่งพระราชทานแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ในโอกาสสำเร็จการศึกษาออกไปรับราชการเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร มาทำการศึกษาวิจัย โดยผู้เขียนได้ให้เหตุผล ว่า

พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่กลุ่มบุคคล ในโอกาสต่างๆนั้น ทรงคุณค่ายิ่ง เพราะทรงราชทานแนวทางและหลักในการปฏิบัติราชการ ให้เกิดเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ผู้ที่ศึกษาติดตามจะรู้สึกทึ่งในพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ใครก็ตาม ถ้าได้ทำการศึกษาพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทอย่างจริงจังแล้ว จะมีความรู้สึกอัศจรรย์ ที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ของชาวเราพระองค์นี้ ทรงเป็น
พหูสูตรในบรรดาสรรพวิชาการ และศิลปะศาสตร์ในทุกด้าน ทรงสนพระราชหฤทัย ทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งในวิถีชีวิตของคนไทย ระบบราชการไทย และในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่งดงาม ทั้งทรงวางพระองค์เป็นแบบอย่าง และทรงนำหลักธรรมในการปกครอง การบริหาร มาแนะนำสั่งสอนข้าราชการและพสกนิกรของพระองค์ ด้วยพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ อย่างเหมาะสม ทุกสถานและทุกกาลไป

พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทนั้นเป็นของสูง เป็นมิ่งมงคล ผู้ที่ได้รับพระราชทานแล้ว รับใส่เกล้าฯ ยึดถือเป็นแนวทางดำรงชีวิต ดังปรากฏตามปกหลังของหนังสือเล่มที่ได้อ้างถึง


ผมคิดว่า ชาวไทยเราควรใฝ่ใจศึกษา พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทกันให้มากๆ ที่ยกหนังสือเล่มนี้มากล่าวถึง เพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า แบบธรรมเนียมที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร และสอดคล้องกับความเห็นของท่าน อ.มีชัย ฤชุพันธ์ อย่างชัดเจนว่า

กระแสพระราชดำรัสนั้น ต้องนำมากล่าวถึงด้วยความเคารพ จะนำมาใช้ด่าหรือกล่าวหาผู้อื่น หรือแขวะรัฐบาล หรือพรรคการเมือง ที่ตนไม่ชอบหน้า หรือเป็นการนำมาหาประโยชน์ส่วนตนทำไม่ได้เด็ดขาด การนำไปเผยแพร่ ต้องทำด้วยความเคารพ รู้การควร การไม่ควร และไม่ใช่เพื่อการค้า มิฉะนั้น

ผลร้ายก็จะมาเยือน ดังตัวอย่างที่เห็นกันจะๆแล้ว !

และท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับ ว่า....

พอเกิดกรณีคุณหญิงกัลยาฯกับพวก ต้องเข้ารายงานตัวในฐานะผู้ต้องหาในคดีสำคัญตามที่พนักงานสอบสวนเรียก…เท่านั้น

ข้าราชการบำนาญคนที่ผมกล่าวถึง ต้องวิ่งโร่ไปขอให้การกับพนักงานสอบสวน โดยที่ตำรวจเขายังไม่ได้เรียกตัวด้วยซ้ำ !

ใครอยู่แถวท่าพระจันทร์ ลองฝากมิสเตอร์เบอร์นาร์ด อาบังขายถั่วถามให้ก็ได้ เพราะเห็นไปตั้งหลักปักถ่อกันอยู่แถวนั้น ว่า

ท่านต้องไปเสนอหน้า กับตำรวจทำไมกัน !?

พิจารณาจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แล้ว คิดว่าคุณหญิงกัลยาฯต้องโกรธมาก จึงพูดเหมือนแช่ง ว่า คนที่ทำ (กลั่นแกล้ง) ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น จึงใช้คำว่า คนเหล่านี้ ....end up in hell with a lot of suffering.” หรือพูดเป็นภาษาไทยว่า

ให้ตกนรก หมกไหม้ นั่นแหละ !

คุณหญิงเป็นผู้ที่ตั้งใจดี มีความมุ่งมั่นแรงกล้า เมื่อเข้ามาร่วมกับพรรคการเมืองแล้ว ท่านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และเต็มกำลัง ในฐานะสมาชิกที่ดีคนหนึ่งของพรรค แต่เมื่อมีกรณีสติ๊กเกอร์นี้เกิดขึ้น ทำให้ผมนึกถึงสำนวนฝรั่งที่ใช้กันมานมนานว่า

The road to hell is paved with good intentions.
น่าจะเข้ากับเหตุการณ์ ของคุณหญิงเป็นอย่างดี

เรื่องนี้ หากเราจะคิดกันอย่างคนธรรมดาๆ คนที่อยู่ใน ‘นรก’ ยามนี้ ผมว่าไม่ใช่ตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวน ผู้ดำเนินคดีคุณหญิงแน่นอน.....แต่จะเป็นใครบ้างนั้น


ขอทิ้งให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย...ลองคิดกันเอาเอง !

………………………….

หมายเหตุ ไม่อยากจะเขียนบทความนี้ แต่อดใจไว้ไม่ได้ เพราะเมื่อมีข่าวปรากฏ คุณหญิงได้ต่อว่าตำรวจทุกครั้งไป แม้วันที่มีข่าวทูลเกล้าฯถวายฎีกาก็ไม่เว้น ลองเปิดดูจากเวปอาชญากรรมของผู้จัดการนี้ก็ได้ จึงต้องเขียนเพื่อให้ผู้คนได้รับรู้กันไว้บ้างว่า ไม่มีใครเขาคิดไปกลั่นแกล้ง เหตุผลก็มีอย่างที่เล่ามาเท่านั้น