นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง เมื่อ“ หม่า เซียว “ นักคณิตศาสตร์ผู้มีพรสวรรค์ ชาวจีน วัย 28 ปี เปลี่ยนสายอาชีพมาสู่วงการปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งถือเป็น “ยุคใหม่” แห่งเทคโนโลยีมนุษยชาติ
เมื่อสองปีก่อน อัจฉริยะคณิตศาสตร์ผู้นี้มีส่วนช่วยไข “ ปัญหาข้อที่หกของฮิลเบิร์ต” ปริศนาเก่าแก่มานานกว่าหนึ่งร้อยปี ซึ่งเดวิด ฮิลเบิร์ต นักคณิตศาสตร์เยอรมัน เป็นผู้ตั้งโจทย์และอยากให้มนุษยชาติแก้ไข โจทย์ใหญ่ที่ฮิลเบิร์ตนำเสนอในปีค.ศ. 1900 มีทั้งหมด 23 ข้อ และ “ ปัญหาข้อที่หก” มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สร้างฟิสิกส์บนพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่เป็นระบบและพิสูจน์ได้อย่างเข้มงวด แต่โจทย์ข้อนี้ก็สร้างความงุนงงให้กับนักฟิสิกส์คณิตศาสตร์มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น
การไขปริศนาช่วยให้เกิดความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร แอนนาลส์ ออฟ แมตทีเมติกส์ ( Annals of Mathematics)วารสารวิชาการทางคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผลงานครั้งนี้ทำให้ “เติ้ง อี้ว์ “ผู้ร่วมงานกับหม่า ได้รับรางวัล ฟิลด์สเมดัล (Fields Medal) ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของสาวิชา ส่วนหม่าได้รับตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หลายคนใฝ่ฝัน
เส้นทางอนาคตของหม่าน่าจะเป็นการก้าวสู่จุดสูงสุดของการเป็นนักคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ในวัย 28 ปี เขาตัดสินใจลองทำอะไรใหม่ ๆ ดูสักตั้ง นั่นก็คืองานด้านเอไอ
หม่าลาออกจากงานในสหรัฐฯและในเดือนนี้ได้กลับมายังมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน (USTC) อันเป็นสถาบันที่เขาจบการศึกษา ในเมืองเหอเฟย โดยรับตำแหน่งศาสตราจารย์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบในสถาบันปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป(Artificial General Intelligence Institute) รวมทั้งสถาบันเรขาคณิตและฟิสิกส์ ซึ่งต่างอยู่ในสังกัดของ USTC ตามประกาศจากมหาวิทยาลัยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ( 1 พ.ย. )
การกลับมายังประเทศจีนของหม่าถือเป็นการพลิกผันครั้งสำคัญในอาชีพการงาน แทนที่จะมุ่งมั่นค้นหาทฤษฎีบทที่ยากจะค้นพบต่อไป แต่ขณะนี้หม่าได้วางตำแหน่งตัวเองไว้ที่แถวหน้าสุดของการค้นพบด้านเอไอ
หม่าเกิดที่เมืองซินเซียง มณฑลเหอหนัน ในภาคกลาง เล่ากันว่าเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เขาเกิดความสนใจในโจทย์คณิตศาสตร์ข้อหนึ่ง จึงเริ่มศึกษาแคลคูลัสระดับมหาวิทยาลัยด้วยตนเอง
เมื่ออายุ 16 ปี หม่าศึกษาต่อที่โรงเรียนสำหรับเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ (School of the Gifted Young) ของ USTCในปี 2557
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก USTC ในปี 2561 หม่าได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในสหรัฐฯ และในปี 2565 เขาก็เริ่มศึกษา “ปัญหาข้อที่หกของฮิลเบิร์ต”
เขาทำงานวิจัยในประเด็นนี้ร่วมกับเติ้ง และซาเฮอร์ ฮานี (Zaher Hani) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา หม่าพูดถึงเติ้งว่า เป็น "รุ่นพี่ศิษย์เก่า" จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
หม่าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ในปี 2566 จากนั้นได้ทำวิจัยหลังปริญญาเอกต่อที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ผู้ช่วยวิจัยในชื่อตำแหน่ง “ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ โดนัลด์ จอห์น ลูอิส " (Donald J. Lewis Research Assistant Professor)
เขายังคงร่วมงานกับเติ้งต่อไปในช่วงที่เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก และในปี 2567 ทีมของเขาก็ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อที่หกของฮิลเบิร์ต
เติ้งกล่าวว่า หากไม่มีหม่าร่วมงาน ก็คงต้องใช้เส้นทางอ้อมอีกมากมาย
ขณะนี้ หม่ากำลังเผชิญกับความท้าทายในบทบาทใหม่ด้านเอไอ โดยเขากล่าวว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เขาอาจจะหันไปให้ความสำคัญกับเรื่อง 'เอเจนต์' (agents) เป็นหลัก
เขาระบุว่าได้พัฒนาระบบเอเจนต์สำหรับการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า "qmd-prover" ขึ้นมาแล้ว นอกจากนี้ เขายังกำลังพยายามเชื่อมโยงขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การป้อนแนวคิด การพิสูจน์ การตรวจสอบ ไปจนถึงการเขียนงานวิจัย ให้กลายเป็นกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติที่ครบวงจรอีกด้วย
"ผมรับนักศึกษาเข้ามา และเครื่องมืออย่าง Codex, Claude Code รวมถึง Git เป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้จัก"
"หากคุณใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ไม่เป็น ก็มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะกลายเป็น 'คนไร้ความสามารถในการอ่านเขียน' (illiterate) ในยุคใหม่นี้" หม่ากล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นาน
ทั้งนี้ USTCจัดตั้งสถาบันปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อดำเนินการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในสาขานี้ พร้อมทั้งบ่มเพาะบุคลากรให้สามารถสร้างอิทธิพลในระดับนานาชาติได้
ที่มา : เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์


