พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นพรรคปกครองประเทศ เพิ่มการควบคุมและการกำกับดูแลภาคเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านอุดมการณ์ การบริหาร และการตรวจสอบ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมือง พร้อมกับนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการต่อสู้กับการทุจริตของสมาชิกพรรค ซึ่งกระทำผ่านอินเทอร์เน็ต สกุลเงินดิจิทัล เงินทุนข้ามชาติ และเทคโนโลยีบล็อกเชน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามเอกสารประมวญแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างพรรค ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเป็นผู้เสนอและได้รับการอนุมัติเห็นชอบอย่างเป็นทางการในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 20 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569
เอกสารฉบับนี้หรืออาจเรียกได้ว่า เป็น “สี จิ้นผิงบัญญัติ” นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญทางอุดมการณ์ในฐานะพิมพ์เขียวกำหนดรูปแบบการปกครองประเทศในระยะยาวของพรรค เป็นแนวคิดที่เป็นเสาหลักในการชี้นำการอยู่รอดของพรรคในยุคปัจจุบันและ อยู่เคียงข้างหลักการสำคัญอื่นๆ เช่น แนวคิดของเหมา เจ๋อตุง และทฤษฎีของเติ้ง เสี่ยวผิง โดยการนำภาคเทคโนโลยีและโลกดิจิทัลสมัยใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางของพรรคในการจัดองค์กรและการต่อต้านการทุจริต
เนื้อหาในเอกสารระบุว่า พรรคจำเป็นต้องสร้างระบบที่สามารถปรับไปสู่การยกระดับให้องค์กรระดับสูงของพรรคเข้ามากำกับดูแลบริษัทแพลตฟอร์มและนวัตกรรมเทคโนโลยี นอกจากนั้น กำหนดให้วิสาหกิจที่ไม่ใช่ของรัฐและวิสาหกิจที่มีกรรมสิทธิ์ร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตและผู้คิดค้นนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้องใส่ “งานสร้างพรรค” (party-building work ) ไว้ในเอกสารที่ยื่นขอจัดตั้งบริษัทและในหลักการดำเนินงานของบริษัท
สำหรับ “กลุ่มการจ้างงานใหม่” ซึ่งเกิดจากการพัฒนาของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยปกติหมายถึงคนทำงานอิสระหรือผู้ที่ทำงานให้กับแพลตฟอร์มบริการการจัดส่งสินค้าและบริการเรียกรถ เอกสารฉบับนี้เรียกร้องให้มีการวางแนวทาง เพื่อให้คนกลุ่มนี้ “ฟังพรรคและปฏิบัติตามพรรค”
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มของจีนได้สร้างแรงงานอิสระหลายร้อยล้านคน รัฐบาลปักกิ่งมองว่าแรงงานกลุ่มนี้เป็นจุดบอดของพรรคมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพยายามทำให้มั่นใจว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลจะไม่แซงหน้าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการเมือง
“ สี จิ้นผิงบัญญัติ” ระบุถึงความจำเป็นที่ต้องมีการรณรงค์สร้างพรรคว่า เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในโลก เช่น ลัทธิฝ่ายเดียว (unilateralism) ที่ปรากฏเพิ่มมากขึ้น ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเร่งผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและความก้าวหน้าในยุคการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรอบใหม่ของโลก ในขณะที่ภายในประเทศจีนเองนั้น การเปลี่ยนผ่านไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนส่งผลให้สภาพแวดล้อมในการปกครองประเทศเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นความท้าทายต่อการปกครองดูแลแบบที่เคยเป็นมา โดยเตือนว่า “ความไม่บริสุทธิ์ในอุดมการณ์ องค์กร และพฤติกรรม” ยังคงมีอยู่
ในการด้านการปราบปรามการทุจริตเพื่อรักษาวินัยภายในพรรค เอกสารสำคัญฉบับนี้มีคำสั่งให้หน่วยงานตรวจสอบการทุจริตต้องทำความเข้าใจกับการกระทำการทุจริตลักษณะใหม่ ๆ เร่งพัฒนาระบบตรวจสอบและกำกับดูแลแบบดิจิทัล รวมถึงแพลตฟอร์มการกำกับดูแลที่ใช้ข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ กำหนดให้มีการขึ้นบัญชีดำ โดยมุ่งเป้าการทุจริตที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงปิดบังอำพราง โดยเน้นที่การโอนเงินผิดกฎหมายผ่านบล็อกเชนสาธารณะและสินทรัพย์ดิจิทัล
เอกสารได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ ซึ่งหน่วยงานต่อต้านการทุจริตของปักกิ่งกำลังผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อแกะรอยติดตามสินบน ซึ่งจ่ายด้วยโทเคนที่ถูกสร้างบนเครือข่ายบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์
ทั้งนี้ จีนมีความคืบหน้าในการกวาดล้างการทุจริตระดับไฮเทค โดยในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน นักสืบได้ใช้อัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อชี้ให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดและการปั่นราคาในการประมูลของรัฐวิสาหกิจ ในขณะเดียวกัน ทางการในเมืองซุยเฟินเหอทางตะวันออกเฉียงเหนือได้นำข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้กับแบบจำลอง AI ของดีปซีก ( DeepSeek )เพื่อตรวจจับการทุจริตในการจ่ายเงินประกันสังคม
เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยของพรรคระยุว่า การใช้ AI และข้อมูลขนาดใหญ่ในการตรวจสอบช่วยให้ทางการตรวจสอบเบาะแสจากผู้แจ้งเบาะแสได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะใช้เวลาหลายเดือน โดยสามารถสร้างแผนผังเครือข่ายการถือหุ้นของบริษัทที่ซับซ้อน และตรวจสอบข้อมูลการติดตามยานพาหนะเพื่อเปิดโปงการจัดงานเลี้ยงลับที่เจ้าหน้าที่และผู้บริหารธุรกิจเข้าร่วม
ในเดือนมกราคม สถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนได้เปิดรายงานการจับกุมนายเหยา เฉียน อดีตหัวหน้าสถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจีน ซึ่งใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง รับสินบนเป็นสกุลเงินดิจิทัลและเงินสดจากบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจีนจะสั่งห้ามการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลในปี 2564 แต่ผู้กระทำผิดกฎหมายยังคงใช้บัญชีแยกประเภทข้ามพรมแดน ( cross-border ledgers ) เพื่อเคลื่อนย้ายเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ได้มีการติดตามและเชื่อมโยงธุรกรรมบนบล็อกเชนสาธารณะหลายเครือข่าย เพื่อดูเส้นทางการเคลื่อนย้ายของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างครบถ้วน และมีการนำอัลกอริทึมมาช่วยตรวจสอบร่วมกับความร่วมมือข้ามพรมแดน สิ่งเหล่านี้ทำให้ตระหนักว่า สินทรัพย์ดิจิทัลและการหลีกเลี่ยงการทุจริตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจะยังคงเป็นสมรภูมิหลักในการปราบปรามการทุจริตภายในพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ต่อไป
ที่มา : เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์


