ศาลยุติธรรมของฮ่องกงเตือนว่า คดีอาญาที่รอคอยนานมากกว่าจะถูกนำขึ้นพิจารณาในศาลนั้น อาจต้องรอกันต่อไป เนื่องจากมีการฟ้องร้องคดีฉ้อโกงและฟอกเงินเพิ่มขึ้น จนผู้พิพากษาทำงานไม่หวาดไม่ไหว คดีค้างจำนวนมากดังกล่าวทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีในช่วงเย็นและจ้างผู้พิพากษาเพิ่ม
นาง เอสเทอร์ เลือง เยือต ยิน ( Esther Leung Yuet-yin) ผู้บริหารงานด้านศาลยุติธรรมของฮ่องกง กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการด้านการบริหารงานยุติธรรมและบริการทางกฎหมายของสภานิติบัญญัติเมื่อวันจันทร์ ( 26 ต.ค.) ว่า คดีอาญาของศาลแขวงเพิ่มขึ้น 68 %ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จาก 1,119 คดีในปี 2563 เป็น 1,876 คดีในปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของคดีฟอกเงินและฉ้อโกง
นอกจากนั้น การที่มีคดีค้างจำนวนมากก็เนื่องจากทุกคดีจะต้องผ่านขั้นตอนและกระบวนการที่สำคัญหลายขั้นตอนก่อนที่จะถูกนำขึ้นพิจารณา เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรม อีกทั้งในส่วนของศาลสูงนั้นยังต้องให้ความสำคัญกับการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงในปี 2562 และความมั่นคงของชาติ ซึ่งทำให้ระยะเวลารอคอยนานขึ้น
ในเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการชุดดังกล่าว ศาลยุติธรรมฮ่องกงระบุว่า จำนวนคดีทั้งหมดในปี 2568 พุ่งสูงถึงประมาณ 537,000 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีของช่วงห้าปีก่อนหน้า
จนถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้ คดีอาญาต้องใช้เวลารอนานมากกว่าจะถูกนำขึ้นพิจารณาในศาล โดยเฉลี่ยเกือบหนึ่งปีทั้งในศาลสูงและศาลแขวง กล่าวคือศาลสูงเฉลี่ย 358 วัน ศาลแขวงเฉลี่ย 354 วัน นับว่านานที่สุดเมื่อเทียบกับศาลประเภทอื่นทั้งหมด
นอกจากนั้น ระยะเวลารอคอยเฉลี่ยในศาลแขวงก็สูงเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 100 วันถึง 3.5 เท่า
ด้านทนายความก็ต้องนั่นตบยุงรอกว่าจะได้ว่าความ โดยทนายความบางคนต้องรอนานกว่าหนึ่งปีกว่าจะมีการกำหนดวันพิจารณาคดี แม้แต่ในคดีพิพาททางการค้าซึ่งต้องใช้เวลาพิจารณาเพียงไม่กี่วัน ตามข้อมูลที่นาย จัสติน ยวิน ฮอยหยิง (ustin Yuen Hoi-ying ) ประธานคณะกรรมการมาตรฐานและการพัฒนาของสภาทนายความ กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการ
“ในช่วงเวลานี้ ลูกค้าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและภาระทางธุรกิจ ซึ่งเป็นผลจากเงินทุนถูกอายัด ขณะเดียวกันก็ยังมีความเสี่ยงว่าพยานจะลืมเลือนเรื่องราวหรือบุคลากรสำคัญของบริษัทจะลาออก และสำหรับบริษัทที่ต้องการยุติข้อพิพาทโดยเร็ว นี่คือความยุติธรรมที่ล่าช้า” เขากล่าว
นายยวินเสนอมาตรการนำร่อง โดยให้ศาลแขวงและศาลพิเศษทดลอง “เปิดศาลเช้าตรู่” เพื่อพิจารณาคดีที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งจะทำให้มีเวลาว่างในช่วงกลางวัน อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่คู่กรณีที่ต้องทำงานในเวลากลางวัน สามารถเข้าร่วมพิจารณาคดีได้ นอกจากนั้น ควรขยายเวลาทำการไปจนถึงช่วงเย็นหลัง 17.00 น. หรือทำการในวันอาทิตย์โดยอยู่ภายใต้การดูแลของรองผู้พิพากษา
ตามข้อมูลจากสำนักเลขาธิการสภานิติบัญญัติ ศาลสูงขาดแคลนผู้พิพากษา 20 คน ขณะที่ศาลแขวงขาดแคลนผู้พิพากษา 17 คน
เอสเทอร์ เลืองกล่าวว่า จะมีการแต่งตั้งผู้พิพากษารอบใหม่ในช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปีหน้า ขณะที่ฝ่ายตุลาการจะเร่งการว่าจ้างบุคลากรชั่วคราว
ที่มา : เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์


