เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีการจัดพิธีส่งมอบพระพุทธรูปปางประสูติยุคราชวงศ์หมิง ที่พบโดยบังเอิญบนถนนบริเวณชายหาดในออสเตรเลียเพื่อส่งกลับไปยังจีน โดยผู้ค้นพบฯชาวออสเตรเลียได้ส่งมอบพระพุทธรูปองค์นี้ให้กับสถานกงสุลจีนในเมืองชายฝั่งเดนแฮม (Denham) อ่าวชาร์ก (Shark Bay) ออสเตรเลีย ท่ามกลางปริศนาว่า พระพุทธรูปองค์นี้มาตกหล่นอยู่ในเมืองชายฝั่งภาคตะวันตกของแดนจิงโจ้ได้อย่างไร
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 สองนักทำภาพยนตร์ คือ นาย Leon Deschamps และ Shayne Thomson ได้พบพระพุทธรูปปางประสูติที่เก่าแก่กว่า 500 ปี ขณะที่พวกเขากำลังใช้เครื่องมือสำรวจค้นหาโบราณวัตถุที่ขบวนเดินทางในยุคนโปเลียนทิ้งไว้บริเวณชายหาดเพื่อจัดทำภาพยนตร์สารคดี ทว่า สิ่งที่พวกเขาเจอกลับเป็น “พระพุทธรูปเด็กน้อย” ที่ถูกฝังใต้ดินลึกลงไป 20 เซนติเมตร
ต่อมา ผู้เชี่ยวชาญศิลปวัตถุเอเชีย ได้พิสูจน์และระบุว่า เป็นโบราณวัตถุของแท้ที่หล่อในยุคราชวงศ์หมิง (1368-1644)
ระหว่างพิธีส่งมอบพระพุทธรูปที่จัดขึ้นเมื่อวันอังคาร(13 ต.ค.) Deschamps และ Thomson ได้กล่าวคำอุทิศแด่เพื่อนชาวมัลกานาชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมอะบอริจินคือ Nick Pedrocchi ผู้ล่วงลับ ซึ่งทั้งสองได้สัญญากับเพื่อนว่าจะส่งพระพุทธรูปกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
“ผมจำได้ติดตาตอนที่ส่งพระพุทธรูปองค์นี้ให้กับนิค ตอนที่พระพุทธรูปอยู่ในมือของเขา เขารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว”
“พวกเราไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมทางศาสนา แต่ก็รู้สึกได้ถึงพลังจิตวิญญาณ และวันนี้ก็เป็นทั้งวันแห่งความสุขและความเศร้า ความสุขที่รู้ว่าพระพุทธรูปจะได้กลับคืนสู่บ้านเกิดและอยู่ในมือของผู้ที่จะสามารถดูแลอย่างดี และเป็นวันแห่งความเศร้าเพราะทำให้คิดถึงเพื่อนรักนิค” Deschamps เล่า
พระพุทธรูปบรอนซ์สมัยราชวงศ์หมิง ที่มีความสูง 15 เซนติเมตร องค์นี้ จะถูกส่งไปยังจีนเพื่อการศึกษาและประเมินคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ ตลอดจนไขปริศนาว่าใครเป็นผู้นำพระพุทธรูปมาที่อ่าวชาร์ก และพวกเขามาทำไม หลังจากนั้นจะถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงปักกิ่ง
สื่อในออสเตรเลียรายหนึ่งระบุว่า พระพุทธรูปองค์นี้อาจมาถึงออสเตรเลียกับขบวนเรือเดินทางรอบโลกของเจิ้งเหอยุคราชวงศ์หมิง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานว่า ขบวนเรือเจิ้งเหอ เคยมาขึ้นฝั่งที่ออสเตรเลีย
ขณะที่บางแหล่งชี้ว่า ผู้นำพระพุทธรูปมาถึงออสเตรเลียอาจเป็นชาวจีนที่มาทำงานเก็บหอยไข่มุกและจับสัตว์ทะเลในศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้ อ่าวชาร์ก เคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมไข่มุก ซึ่งอุตสาหกรรมฯนี้ใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมาก ทั้งมาเลย์ จีน และชาวพื้นเมืองออสเตรเลีย.


